“ครูไอซ์” ดร.สิรวิชญ์ อิทธิโสภณพิศาล อินฟลูเอนเซอร์ดังสายความรู้ ผู้อยากให้โลกเห็นคุณค่าของการศึกษา

ถ้าใครเล่น Tiktok ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ก็คงจะเคยเห็นผู้ชายคนนี้ผ่านตาบนหน้าฟีดบ้าง ซึ่งเขาจะคอยให้ความรู้เรื่องภาษาอังกฤษอยู่บ่อยๆ เขาคนนี้คือ ครูไอซ์ หรือ ดร.สิรวิชญ์ อิทธิโสภณพิศาล อินฟูลเอนเซอร์สายความรู้ชื่อดังที่มีผู้ติดตามมากว่า 2.5 ล้านคนบนโลกออนไลน์ ดีกรีนักเรียนนอกทั้ง ป.ตรี – เอก จากมหาวิทยาลัยระดับหัวแถวของโลก ที่ครั้งนี้ Open Mind ได้ทาบทามเชิญมาพูดคุยในอีกมุมหนึ่งแบบเจาะลึกถึงชีวิตที่นี่เป็นที่แรก สื่อแรกที่ได้คุยละเอียดขนาดนี้ ในวันที่กว่าจะเดินทางมาจนเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงบนโลกออนไลน์ เขาคือใครในโลกของความเป็นจริง แล้วมุมมองของคนที่เป็นบุคลากร ด้านการศึกษาจริงๆ ของเขามองเห็นอะไรในระบบการศึกษาของประเทศไทยที่ทำให้เกิดคำถามมากมายในปัจจุบัน

เอาจริงนะ ครับ หลายคนไม่รู้ว่าผมเป็นดอกเตอร์ เพราะเราไม่อยากจะบอกใครว่า เราเป็นดอกเตอร์ เพราะตั้งแต่มัธยมเราจบเอ็มวิทย์ มหิดลวิทยานุสรณ์รุ่น 16 และปริญญาตรีเราไปเรียนที่เกาหลีใต้ที่ Korea Advanced Institute of Science and Technology มหาวิทยาเทคโนโลยีขั้นสูงของเกาหลีใต้ เราเรียนทุนของมหาลัยของเขาเลย ไปเรียนสาย Bio and Brain Engineering วิศวกรรมชีวะและสมอง และก็จบมาตอนแรกลังเลว่าจะไปสาย Computer science หรือ Machine Learning ดีกว่าไหม หรือว่าชีวสารสนเทศซึ่งเป็นสายที่เรารู้สึกสนใจตั้งแต่ตอนมหาวิทยาลัยและก็ตั้งแต่ม.ปลายด้วย และทีนี้ถ้ามันเป็นสายงานวิจัยเรารู้สึกว่าเราน่าจะทำงานเป็นอาจารย์มหาลัย เป็นนักวิจัยในมหาลัยดีกว่า ก็เลยลองเล็งดูว่าที่ไหนให้ทุนบ้าง และเราก็อยากจะไปอังกฤษด้วย ปรากฎว่าในปีนั้นมีเฉพาะทุนรัฐบาลไทย ทุนกระทรวงวิทย์ฯ ที่จะสามารถเอื้อตรงนี้ได้ เราไม่สามารถไปสอบทุนรัฐบาลอังกฤษได้ เพราะว่าเขากำหนดเงื่อนไขว่าต้องทำงานก่อน 2 ปี เราก็เลยสมัครไม่ได้ เราไปไม่ได้ FULL BRIGHT ไปได้แต่ไปอเมริกา แต่เราอยากจะไปอังกฤษ และพวกทุนมหาลัยในอังกฤษมันจะมีทุนส่วนลด 10% 5% ซึ่งมันน้อย มันได้นิดเดียว ตอนนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุด

ก็คือทุนนี้?

ใช่ได้ฟรีไปเลย และที่บ้านไม่ต้องจ่ายอะไรก็เลยตัดสินใจไปสมัคร และก็ไปสอบ กพ.และก็คัดมา สัมภาษณ์เอามาคนเดียวและเราก็ได้ โชคดีได้ไป เขาให้ไปเรียนโท-เอกเลย ก็ไปเรียนโทกับเอกก็สาย Bioinformatics อยู่ที่ลอนดอนประเทศอังกฤษ และกลับมาก็มาบรรจุเป็นอาจารย์ที่ ม.สงขลานครินทร์ ภาควิชาเทคโนโลยีชีวภาพโมเลกุลและชีวสารสนเทศ คณะวิทยาศาสตร์ เป็นภาควิชาที่จำยากที่สุดเลย ตามเงื่อนไขของการรับทุนก็คือภาควิชานี้เขาขอไป ขอตำแหน่งให้อาจารย์มาสอนสายพวกชีวสารสนเทศหลังจากเรียนจบ และพอเราเรียนจบก็โดนเรียกตัวให้มาเลย บรรจุเลยเพราะว่าเขาต้องการจริงๆ ต้องการด่วนเลย

แสดงว่าตัวเองเป็นคนพื้นฐานเรียนเก่งมาตั้งแต่ไหนแต่ไรอยู่แล้วหรือเปล่า?

จริงๆ เป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ เป็นคนชอบคิด เป็นคนชอบชาเลนจ์สมองตัวเอง แต่เชื่อไหมว่าตอนเด็กๆ ตัวเองไม่ใช่สายเด็กเนิร์ดนะ ตอนเด็กๆ เป็นสายศิลปะจำได้ตอน 4-5 ขวบ เราชอบวาดรูป ชอบระบายสีมากและแม่ก็ส่งไปเรียนพิเศษกับครูสอนศิลปะที่เขาดังๆ ในโรงเรียน และเราก็เป็นสายศิลปะตั้งแต่เด็กๆ เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปแข่งวาดรูป แข่งวาดภาพระบายสีและชนะเลิศระดับจังหวัด ระดับภาคคือไม่เคยคิดว่าเราจะเป็นสายวิทยาศาสตร์ได้นะ คือตอนเด็กๆ เราชอบ 2 วิชาคือ ภาษาอังกฤษกับศิลปะ แต่โดยที่ว่าวิชาอื่นเราก็โอเคด้วย เรียนก็โอเคด้วย วิชาอื่นเราโอเคหมดเลย ทีนี้ค่านิยมของคนไทยด้วยหรือเปล่าพอเด็กเรียนเก่งก็อยากจะให้ไปสายวิทย์ เพราะบางคนจะชอบตีกรอบพวกศิลป์ภาษาว่าเป็นพวกเด็กเรียนอ่อน

เรียนได้ไม่ดี ซึ่งจริงๆ เราก็โอเคกับสายศิลป์เลยนะ โอเคมาก เหมือนว่าเขาจะมีค่านิยมต้องเป็นหมอเป็นวิศวะกร โดยเฉพาะคนเก่งพ่อแม่เขาจะอยากให้เป็นเยอะมาก แต่ด้วยความที่เราเรียนอะไรก็ได้ เราเป็นคนสมองผสมว่าอย่างนั้นเถอะวิทย์ก็ได้ศิลป์ก็ดี เราก็เลยได้ทั้งวิทย์และศิลป์เลย ศิลป์ที่เรียนภาษาเราก็ได้ ก็เป็นเรื่องของครอบครัวด้วยก็เลยตัดสินใจมาสายวิทย์ ก็เลยโฟกัสเรื่องวิทยาศาสตร์มากขึ้น เราเต็มที่กับการเรียนตลอด ปกติคือไม่เคยโดดเรียนเลยนะ เคยโดดเรียนครั้งหนึ่ง ตอนม.ปลายเพื่ออ่านหนังสือสอบเอนทรานซ์ โดดเรียนวิชาหนึ่งเพื่อจะมาอ่านหนังสือเตรียมสอบอีกวิชาหนึ่ง เป็นยังไงล่ะ

นึกว่าโดดเรียนไปเที่ยวสังสรรค์กับเพื่อน 

คือพอเราเป็นเด็กเรียนเก่งแล้วเราจะอยู่แต่ในห้องที่สังคมเด็กเก่งเหมือนกัน ไม่แน่ใจว่ามันแข่งขันกันหรือว่าส่งเสริมกันนะ เพราะว่าในบางโรงเรียนมันอาจจะให้ความรู้สึกว่าเป็นเด็กเคร่ง เขาจะแข่งขันกัน แต่พอเราเข้ามาอยู่ ม.ปลายแล้ว มันเป็นการส่งเสริมเกื้อกูลกันมากกว่าทุกคนจะเก่งเหมือนกันหมด แต่อีกคนจะเก่งอีกแบบหนึ่งเวลาใกล้สอบจะมีการจับกลุ่มติวกันช่วยกันดันให้ไปตลอดรอดฝั่ง บางทีก็ชวนกันไปทำการบ้าน ชวนกันไปอ่านหนังสือเข้าห้องสมุด คือพอเราอยู่ในสังคมเด็กเก่งมันก็ช่วยเซฟไลฟ์สไตล์ของเรา การใช้ชีวิต การวางตัว ทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วยกันหมดเลย กลายเป็นเราก็เหมือนเป็นการเทรนให้เราไปอยู่ในสังคมเด็กเก่งตลอด

พ่อแม่หรือว่าครอบครัวมีส่วนไหมในการตัดสินใจในชีวิต หรือว่าเราเลือกเองจากในความชอบกับค่านิยม

จริงๆ พ่อแม่มีบทบาทต่อการตัดสินใจมาก อันนี้คือสัมผัสได้เลยนะจากเพื่อนร่วมชั้นบางคนชอบเลขมากๆ แต่สุดท้ายไปแอดมิชชั่นเป็นหมอ เราก็ตกใจทำไมไม่ไปทางสายคณิตศาสตร์ไปเลย เพราะว่าเขาสามารถทำเลขได้ดีมากๆ เก่งมาก แต่สุดท้ายเขาไปเรียนหมอ มหิดล คือเรียนหมอกันครึ่งหนึ่ง แต่ละคนจะเก่งหลากหลายแต่สุดท้ายคือเรียนหมอก็เลยค่อนข้างมั่นใจครอบครัวพ่อแม่นี่แหล่ะมีบทบาทสำคัญมากจริงๆ ที่บ้านแม่ก็อยากให้เป็นหมอเหมือนกัน แต่เราคุยกับแม่คือตอน ม.5-6 ไปแล้วซึ่งตอนนั้นเราไม่มีใจให้หมอแล้ว เรารู้สึกว้าวกับพวกคอมพิวเตอร์ เรารู้สึกว้าวกับการเขียนโปรแกรม เราก็รู้สึกว่าเราอยากจะไปสาย Computer science พวกโปรแกรมมิ่ง ตอนนั้นเลย แต่แม่ก็อยากให้เราเรียนหมอ เราก็จะเอายังไงล่ะ

เพราะเราต้องทำอะไรในสิ่งที่เราไม่ได้มีแรงบันดาลใจ เราก็เลยไม่มี passion คนที่เขาอยากได้หมอจริงๆ บางคนที่บ้านเขาอาจจะปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ อยากให้เป็นหมอ ก็มีภาพจำว่าฉันอยากเรียนหมอ พอเขาอยากเรียนหมอ เขาจะทำทุกสิ่งทุกอย่างให้เรียนหมอให้ได้ อย่างเช่นจะเรียนหมอต้องมีไปสอบความถนัดแพทย์ต้องมีการสอบโน่นนี่ สารพัดเลย เขาจะมีไปติวสารพัดเตรียมตัวให้เรียนหมอให้ได้ แต่ของเราพอเหมือนแม่ให้โจทย์มาว่าอยากให้เรียนหมอตอน ม.6 จะจบอยู่แล้วเราก็เอายังไงดี เราก็ลองไปอ่านคู่มือการเตรียมสอบความถนัดหมอ และก็ไม่ได้ลงคอร์สอะไรเลยหาหนังสือมาอ่าน แต่คนที่เขาเตรียมตัวมาดี เขาก็ทำข้อสอบความถนัดได้ดีกว่าของเราเยอะเลย  คือของเราทำได้ไหม ทำได้แต่คะแนนอยู่กลางๆ ไม่ได้อยู่สูงไม่ได้อยู่ต่ำ แต่พอการแอดมิชชั่นหมอการที่เราจะได้มหาลัยที่ต้องการ ได้คณะดีๆ ที่ต้องการได้ก็คือการเตรียมตัวมาก่อนล่วงหน้า ยิ่งเตรียมตัวดี ก็มีโอกาสสูง สุดท้ายเราทำได้อยู่ระดับกลางๆ และเรายื่นไปตัวท็อปหมดเลย ยื่นไปแบบว่าจุฬาฯ รามา ศิริราช ก็คือตัวท็อปหมดเลย เป็นเรื่องปกติมาก แต่ถ้าเอาคะแนนของเราไปยื่นตัวรองลงมาเราก็สามารถเข้าได้ แต่ยังไงตอนนั้นเราไม่ได้ตั้งใจที่จะอยากเป็นหมออยู่แล้ว เราก็โอเคโชคดี ไม่งั้นเดี๋ยวหนักอกหนักใจถ้าเราดันติดขึ้นมา

กลัวว่าจะเรียนไม่ไหวด้วยใช่ไหม?

ไม่รู้จะไปไหวไหม จริงๆ เราเข้าวิศวะจุฬาฯ ด้วย ไปอยู่ประมาณ 2 เดือน เพราะเป็นช่วงที่ผลการสอบเข้าของมหาลัยเกาหลียังไม่ได้ประกาศ เรากลัวว่าไม่ได้ กลัวว่าสมัครเกาหลีไปแล้วไม่ได้เราเลยสมัครวิศวะจุฬาฯ สำรองเอาไว้ก่อน เพราะว่าวิศวะจุฬาฯ ประกาศก่อน เราก็เลยรู้ผลก่อน ไปเรียนอยู่ 2 – 3 เดือนไปซึมซับความเป็นโซตัส ไปซึมซับความเป็นเกียรติภูมิจุฬาฯ เสาหลักของแผ่นดิน ไปซึมซับวัฒนธรรมของจุฬาลงกรณ์ จะได้เห็นอะไรที่แปลกๆ ไม่เคยเห็นนั่นแหล่ะและพอ 1-2 เดือนเขาประกาศของเกาหลี เราก็โอเคได้แล้ว เราจะตอนแรกคิดว่าจะดร็อบเอาไว้ก่อนเผื่อเรียนจบและเราอยากเปลี่ยนใจอยากกลับมาเรียนจุฬาฯ ด้วย ไม่รู้คิดอะไรตอนนั้นก็เลยไปคุยกับทางทะเบียน เขาบอกว่ากรณีจะดร็อบได้ต้องเป็นมาหาลัยที่รับรองโดย กพ. ซึ่ง กพ.เขาไม่อัพเดตลิสต์ของมหาลัย มหาลัยที่ผมได้ มันเป็นมหาลัยใหม่ที่เปิดมาไม่ถึง 50 ปี แต่เป็นมหาลัยที่อันดับดีมากแต่มันดันไม่ได้อยู่ในลิสต์ของ กพ. ลิสต์ที่มีจะเป็นมหาลัยเก่าหมดเลย ก็ลาออก ยื่นใบลาออก

ตอนไปสอบของเกาหลีได้ ก็คือเป็นทุนเหมือนกัน?

ใช่ ก็คือมันเป็นช่วงที่จังหวะและโอกาสด้วย มหาลัยที่โน่นเขาพยายามอยากจะขยายให้มันมีความเป็นอินเตอร์มากขึ้น เขาก็ทำโครงการทำดีลกับโรงเรียน ม.ปลายตัวท็อปๆ ของแต่ละประเทศ ก็มีดีลกับโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ด้วย เขาก็เลยมีจุดประสงค์ที่จะให้ทุนประมาณ 6 ทุนและให้อาจารย์ในโรงเรียนมหิดลเปิดรับสมัครและคัดเลือกกันเอง ผมได้เป็นปีที่เขาให้ทุนปีที่ 2 ปีแรกคืออาจารย์ที่เกาหลีบินมาสัมภาษณ์ที่โรงเรียนเองเลย และปีที่ 2 เหมือนว่าไว้เนื้อเชื่อใจเราแล้ว ให้เราคัดกันเอง และยื่นใบสมัครเขาใช้วิธีการสัมภาษณ์ โอเคคนนี้เกรดถึงไหม คนนี้สัมภาษณ์เป็นยังไง คนนี้ภาษาได้มั้ย พอยื่นใบสมัครเขาตัดสินใจจากผลการเรียนเป็นหลัก ไม่ได้สอบอะไรเลยนะ มีสัมภาษณ์อย่างเดียวเลย และก็ไปสัมภาษณ์และเขาสัมภาษณ์เป็นภาษาอังกฤษโดยอาจารย์ในโรงเรียน พอประกาศผลว่า 6 คนนี้ได้เลือกให้ไปรับทุนนะ แต่ว่ามันยังไม่มีการคอนเฟริมแต่อย่างใด นี่คือรายชื่อที่เขาจะเสนอไป

แล้วการเลือกคณะหรือว่าสาขาที่เรียนคือเลือกไปก่อนหรือว่าไปเลือกที่โน่น

ไม่ ของที่โน่นจะไม่เหมือนกับไทยอย่างหนึ่ง มหาลัย KAIST ทุกคนเข้ามาปี 1 เรียนเหมือนกันหมดเลย จะยังไม่ได้เลือกคณะหรือว่าเลือกสาขาอะไรเลย แต่มันเป็นมหาลัยที่เน้นแนววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่แล้วแต่อาจจะแหวกไปนิดหนึ่งอย่างเ ช่น Industrial Design มันจะคล้ายๆ แนวพวกสถาปัตย์ไหมก็ไม่เชิงนะ ออกแบบผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์อะไรพวกนี้ เพื่อเอาไปใช้งานจริงได้ มันไม่ใช่ว่ามีความอาร์ตอย่างเดียวแต่ต้องมีหลักการของมัน แบบ Industrial Design ก็มี สาย Aerospace Engineering เป็นสายอวกาศไปเลย มีเพื่อนที่ลงเรียนสายนี้ด้วย แต่สุดท้ายมาทำออกแบบ คือทำตามความฝันของตัวเองก็คือเป็นดีไซน์เนอร์ ชีวิตกินดีอยู่ดีอยู่ในอเมริกาแล้ว

รู้สึกครูไอซ์เป็นเด็กรักเรียน รักดีมาตลอด โดยเฉพาะเรื่องของการหาโอกาสไปต่อยอดตัวเอง แม้กระทั่งเข้าวิศวะจุฬาฯ ก็ได้แล้วด้วย แต่ก็ยังเลือกที่จะไปเรียนต่อที่เกาหลี ขอย้อนกลับมานิดหนึ่ง พื้นฐานภาษาอังกฤษตอน ม.ปลายเป็นอย่างไร?

ถือว่าโอเค แต่ไม่ได้ดีที่สุด คือจริงๆ เราชอบภาษามาตั้งแต่ตอนเล็กๆ เลยและก็ตอนเล็กๆ เราชอบอะไรแม่จะให้เรียนพิเศษเพิ่มเติมอย่างเช่นเรียนเลขเพิ่มเติม เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม ภาษาอังกฤษจะมีอาจารย์ที่เขาดังๆ ในท้องถิ่น เราเป็นเด็กราชบุรีจะมีอาจารย์ที่ค่อนข้างเก่งของราชบุรีก็เรียนเป็นกรุ๊ปเล็กๆ สมัยก่อนเขาจะให้เรียนเป็นกรุ๊ปเล็กๆ จ่าย 500-1,000 บาท เรียนอาทิตย์ละวัน วันละ 2 ชั่วโมง และก็เรียนแบบเรื่อยๆ เป็นอย่างนี้มาจนถึงม.ปลาย และเราไม่ได้เรียนพิเศษอะไรเพิ่มเติมเลย ก็ภาษาเราจะได้ในเรื่องของการสื่อสารมากกว่า แต่จะไม่ได้แม่นมากในเรื่องของ Grammar เพราะว่าเราเน้นในเรื่องของการสื่อสารเป็นหลัก พอเข้ามามัธยม ม.ปลายเรารู้สึกว่าพอเราต้องไปสอบแข่งขันภาษาอังกฤษเราทำคะแนนได้ไม่ดีเท่าคนอื่น เพราะว่าเหมือนกับสิ่งที่เขาวัดมันเหมือนกับมันไม่ใช่สิ่งที่เราถนัด

บางทีอย่างเช่นสอบวัดทักษะภาษาอังกฤษคนที่ Grammar เป๊ะ ก็คือจะทำคะแนนภาษาอังกฤษได้ดีเลย แต่ส่วนการสื่อสารไม่ได้ก็มี แต่เราเป็นสายสื่อสารเราไม่ได้เน้น Grammar เน้นความเข้าใจเพราะกิจกรรมภาษาอังกฤษเราเข้าร่วมตลอด ม.ต้นมีกิจกรรมค่ายภาษาอังกฤษเราอยู่ห้องภาษาอังกฤษด้วย เขาจะมีพาไปมหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ด อยู่หัวหิน เขาจะมีค่ายภาษาอังกฤษให้ลองทำกิจกรรมโน่นนี่นั่น ไปตลาดน้ำดำเนินสะดวก ไปสัมภาษณ์ฝรั่งแบบนี้ ไปเกาะเกร็ดไปสัมภาษณ์เหมือนทำอารมณ์รายการภาษาอังกฤษต้องพูดภาษาอังกฤษประมาณนั้น เน้นภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารจริงๆ แต่พอเรามาอยู่ ม.ปลายเราเน้นการสื่อสารเราไม่ได้เน้นเรื่อง Grammar คำศัพท์ เราก็ไม่ได้รู้เยอะอะไรเลย พอต้องไปสอบแข่งขันภาษาอังกฤษจริงๆ คะแนนก็ถือว่าโอเคแต่ไม่ถือว่าเป็นตัวท็อปเท่านั้น

หมายความว่าทุกวันนี้การเรียนการสอนในเรื่องภาษาอังกฤษที่เราเรียนๆ กัน เราให้ความสำคัญกับโครงสร้าง Grammar เกินไปจนกลายเป็นเราเรียนภาษาอังกฤษมา 10 ปีแต่กลับพูดไม่ได้

นั่นมันเป็นสิ่งที่แก้ไม่ตกจริงๆ นะ เพราะว่าเหมือนกับคนที่เรียนภาษาอังกฤษ คนที่สอนภาษาอังกฤษเขาตั้งเป้าหมายผิดไป เขาไม่ได้ตั้งเป้าหมายว่าเราเรียนเพื่อเอาไปใช้งานได้จริง แต่เหมือนเขาตั้งเอาไว้เรียนเพื่อเอาไปสอบได้คะแนนสูงๆ กลายเป็นเราก็จะไปเจอหลักการท่องจำอะไรแปลกๆ โผล่ขึ้นมาเรื่อยๆ บางคนมาเป็นกลอนเลย ถามว่าเวลาเราใช้จริงๆ เราไม่มานั่งท่องกลอน เราต้องดึงออกมาจากระบบอัตโนมัติในสมองของเราให้มันออกมาทันที กลายเป็นเราจะเจอหลักการท่องจำแปลกๆ หรือว่าบางทีเป็นเพลงก็มี อันนี้มันจะช่วยได้ดีในกรณีทำข้อสอบ คือท่องกลอนจำได้ และมีหลักการเติมคำตอบ มองข้างหน้า มองข้างหลัง อันนี้หายแน่ๆ เลย เวลาเราทำข้อสอบจริงๆ ถ้าเราเข้าใจภาษาจริงๆ พอเราอ่านปุ๊บเราจะเข้าใจโดยสัญชาตญาณทันทีว่าอะไรมันหายไป ถ้าเกิดว่าเราสื่อสารจนเราชำนาญจริงๆ เราจะรู้เราจะเข้าใจเลยเราไม่ต้องใช้หลักการอะไรคิดให้มันมากมายเลย เรารู้สึกว่านั่นแหล่ะที่เราเป็นเช่นนี้เพราะว่าเราฝึกน้อยไป สิ่งสำคัญคือเราฝึกน้อยไป เราไปเรียนเรื่องหลักการเรื่องกฎเกณฑ์ แล้วพอเราเจอโจทย์จริงเราพยายามดึงกฎเกณฑ์อันนี้เอาไปใช้ แต่ในความเป็นจริงในการศึกษาจริงเราไม่ได้ใช้ เราใช้สัญชาตญาณ ใช้ความจำที่เราจำได้ ใช้การฝึกฝนที่เราชำนาญมาตอบ

เคยได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศไหม?

ไม่เคยได้ไปแลกเปลี่ยนระยะยาว พวก AFS ไม่เคย แต่เคยระยะสั้นมันเป็นโครงการความร่วมมือกับโรงเรียนมหิดลกับโรงเรียนเครือข่ายต่างประเทศตอนนั้นเราสมัครไปแลกเปลี่ยนสิงค์โปร์ เป็นซัมเมอร์สั้นๆ 2 อาทิตย์ ไปว่าดูเขาเรียนอะไรบ้าง แต่เราก็เปิดหูเปิดตาวิชาเลขเป็นวิชาที่เราตกใจมากเพราะว่าทุกคนมีเครื่องคิดเลข ขณะที่เราต้องมานั่งกระดาษทดหรือว่าคำนวนในใจ เหมือนทุกคนในสิงค์โปร์เขาจะมีแนวคิดว่าต้องเอาอะไรมาตั้งเอาอะไรมาคูณหาร เขาจะมีแนวคิดว่าหลักการคิดเป็นยังไงและกระบวนการคิดกดเครื่องคิดเลขเอา และก็หาคำตอบ แต่ของไทยก็คือต้องรู้ทั้งขบวนการคิดและต้องคิดได้ถูกต้องด้วย อันนี้ถือว่าเป็นจุดอ่อนของเราเลยนะ เพราะว่าเราเป็นคนที่คิดเลขผิดบ่อยๆ ยิ่งโดยเฉพาะวิชาสถิติเป็นอะไรที่วุ่นวายมากหากไม่ได้ใช้เครื่องคิดเลข หาค่า SD หาค่าเฉลี่ยเอามาตัดมาลบกัน ถ้าผิดตัวหนึ่งคือจบเลย ส่วนของเขาคือรู้แค่หลักการพอว่าคำนวณยังไงที่เหลือให้เครื่องคิดเลขจัดการ

การต้องมานั่งท่องสูตรคำนวณมันเสียเวลา แทนที่จะต้องเข้าใจหลักการคำนวณ?

ใช่ อย่างเช่นฟิสิกส์จะมีสูตรไฟฟ้า V=IR ถ้าเราจำได้ เราจะรู้ได้ทันทีว่า V=IR ถ้าเราจะ I ก็คือ V ส่วน R ถ้าเราจะหา R ก็คือจากส่วน V ลงมา R เราก็ย้ายข้าง Vส่วน I เหมือนกับโรงเรียนกวดวิชาเอามาคิดเป็นสูตรสามเหลี่ยม จะมี V ข้างบน และก็ IR อยู่ข้างล่าง จะหา V เอามือปิด V จะเห็นมี I กับ R อยู่ จะหา R เอามือปิด R ก็จะเป็น V ส่วน I คือถ้าจะจำได้ว่า V=IR ก็ย้ายข้างมันสิ ก็ไม่เข้าใจว่าแบบนี้มันสะท้อนว่ามันเป็นการเรียนแบบท่องจำหรือเปล่ามันไม่ได้เป็นความเข้าใจจริงๆ และถ้าเราเรียนแบบท่องจำนั่นคือหายนะ โดยเฉพาะวิชาที่ต้องคำนวณต้องออกแบบกระบวนการแก้ไขปัญหา เพราะว่าเด็กจะแก้ไขปัญหาไม่ได้ จะออกแบบการแก้ไขปัญหาไม่ได้ ถ้าเกิดจะท่องจำว่าต้องแก้ยังไง เมื่อถูกให้สถานการณ์แบบไหนมา ถ้าเกิดเจอพลิกแพลงไปหน่อยหนึ่งปุ๊บคือจอดเลย

ตอนที่ไปอยู่เมืองนอกตั้งแต่เกาหลี ไปเจอรูปแบบการเรียนการสอน วัฒนธรรมการเรียนการสอน การเป็นนักศึกษาที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง เราเห็นความแตกต่างอะไร เจอเค้าเจอร์ช็อคไหม?

จริงๆ ไม่เค้าเจอร์ ช็อคนะ ตอนที่เข้าจุฬาได้ยอมรับว่าจุฬาฯ เป็นสังคมตัวท็อปของประเทศไทยก็คือคัดมาแล้วเด็กที่เข้าไปเรียนส่วนมากจะมีความรับผิดชอบพอสมควรอยู่แล้ว เพราะกว่าจะสอบเข้าได้มันไม่ใช่ง่ายๆ แต่เราจะเห็นได้ชัดเจนก็ตอนที่เรากลับมาสอนมหาลัยสงขลานครินทร์ เพราะว่าไม่ใช่มหาลัยที่ท็อปที่สุด เป็นมหาลัยในระดับภูมิภาค การแข่งขันไม่ได้สูงเท่าจุฬาฯ และคณะที่สอนเป็นคณะวิทยาศาสตร์ ซึ่งคนไม่ได้เก่งเท่าไหร่ เพราะว่าคนที่เก่งก็จะไปแนววิศวะ หรือว่าเป็นแพทย์ทางด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพจะเป็นทาร์เก็ตหลักของคนเก่ง จะเป็นเภสัช ทันตะ พยาบาลด้วยหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ภาพรวมใครที่พอมีหัวหน่อยเขาจะไปแนววิทย์สุขภาพ แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์เพียวๆจะกลายเป็นคนระดับกลางๆ ระดับล่างและเราเห็นเลยว่าเด็กมีวัฒนธรรมในการเรียนมีนวัตกรรมยังไง เมื่อเปรียบเทียบกับคนที่เป็นวิทยาศาสตร์เหมือนกันในจุฬาฯ

คนที่เรียนวิทยาศาสตร์เหมือนกันในเกาหลี เราเห็นได้เลยเขาจะมีความมุ่งมั่นตั้งใจกว่าของไทยเยอะมาก แล้วเหมือนวัฒนธรรมของเขาคือ เรียนสุดเล่นสุดจริงๆ เกาหลีเป็นประเทศที่ขึ้นชื่อนะว่าเด็กเครียด  จริงจังมาก และก็มีการแข่งขันสูง เรียนพิเศษกันหนักมาก จนเขาต้องออกนโยบายห้ามเรียนพิเศษหลัง 4 ทุ่ม จำได้ตอนนั้นเค้ามีนโยบายไม่ให้เด็กเรียนพิเศษมากเกินไป แต่นั่นแหล่ะ เราเห็นในเรื่องของความตั้งใจมันต่างกัน อาจจะเป็นไปได้เพราะมหาลัยที่เราเรียนมันคัดเอาคนเก่งมาเรียนอยู่แล้ว ก็เลยไม่รู้จะเปรียบเทียบยังไงดีนะ ถ้าเปรียบเทียบกับจุฬาฯ ถ้าเอาเกรดดีๆ เหมือนกันก็ใกล้เคียง

มันก็เลยทำให้ความจริงจังในเรื่องวิทยาศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการพัฒนาอะไรต่างๆ อาจจะถูกลดความสำคัญลงไป และไปให้ความสำคัญกับอาชีพที่สังคมที่เค้ายกยอปอปั้นกัน

ใช่มันเป็นอีกปัญหาหนึ่งในสังคมไทย เขาจะให้คุณค่ากับอาชีพสายสุขภาพ ค่อนข้างมากเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพวิทยาศาสตร์กลายเป็นว่าพื้นฐานสุขภาพจะดึงดูดเด็กเก่ง เด็กเก่งก็จะแห่ไปที่โน่นหมดเลย วิทยาศาสตร์ก็เลยไม่เหลือมาคนที่เก่งจริงๆ อาจจะมีบ้างแต่ก็จะมีน้อย ไม่โดดเด่น ถามว่ามีคนเก่งที่เรียนวิทยาศาสตร์ไหม มีนะแต่น้อยเมื่อเทียบกับคนที่ไปเรียนหมอ เรียนวิศวะในไทย

มันก็คือค่านิยมสังคม?

ใช่ครับ ค่านิยมด้วย ผลตอบแทนด้วย

เพราะมันจะสะท้อนถึงเรื่องของนวัตกรรมและงานวิจัยในบ้านเราไม่แน่ใจครูไอซ์เคยเห็นตัวเลขพวกการให้เงินสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสิ่งนี้หลายๆ รัฐบาลเขาพยายามจะผลักดันเรื่องของงานวิจัย แต่เราไม่สามารถพัฒนานวัตกรรมได้ เป็นชิ้นเป็นอันเหมือนกับประเทศไต้หวัน เกาหลี

มันเป็นเรื่องที่แปลกจริงๆ มีการสนับสนุนก็จริงแต่เม็ดเงินในการสนับสนุนมันน้อย เม็ดเงินสนับสนุนไม่แน่ใจว่าเท่าไหร่ แต่มันมีแต่คนบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่ามันน้อยและมันไม่มีทีท่าที่มันจะเพิ่มขึ้น ดีไม่ดีจะลดอีกต่างหาก ปีล่าสุดทุนในการสนับสนุนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีถูกลด โครงการเยาวชนวิทยาศาสตร์ ก็เลยสงสัยว่าเขาให้ความสำคัญกับตรงนี้จริงหรือเปล่า นี่เป็นคำถามที่น่าสนใจ สรุปเขาให้ความสำคัญกับตรงนี้จริงหรือเปล่า อีกอย่างก็คือในทุกปีจะมีองค์กรเขาเรียก วช.สำนักการวิจัยแห่งชาติเลย เขาจะให้ทุนสำหรับนักวิจัย แต่ที่น่าสนใจก็คือจำนวนทุนมีอยู่แค่ไม่กี่ทุนที่เขาจะให้ แต่ว่านักวิจัยในไทยมีกี่ร้อยกี่พันชีวิตกลายเป็นนักวิจัยจะมีหลายชีวิตเลยที่ไม่ได้รับการสนับสนุนไม่ได้รับทุนวิจัย แล้วเขาจะเอาอะไรมาสนับสนุนสร้างนวัตกรรมในเมื่อทุนมันมีอยู่จำกัดและนักวิจัยเรามีมากเกินกว่าจำนวนทุนที่ได้ มันเป็นความไม่สมดุลกันอย่างสุดโต่ง ก็เลยไม่รู้ว่าสรุปแล้วนักวิจัยอย่างจำเป็นอยู่ไหม

สังคมทางเกาหลีเขาให้ความสำคัญระดับไหนเรื่องวิทยาศาสตร์?

คือถ้าเอาดีๆ วิทยาศาสตร์และการวิจัยเทคโนโลยีพวกนี้เกาหลีเขาให้ความสำคัญขนาดไหนดูได้จากนวัตกรรมที่เขาออกมาก็ได้ เขามีผลิตอะไรประหลาดๆ ผลิตอะไรที่มันเปลี่ยนโลกเยอะแยะเลย เช่น ซัมซุงก็ไม่ได้ทำเฉพาะอิเล็คโทรนิคส์ เขาทำเรื่องการแพทย์ รถยนต์ก็มี ทำสารพัดรูปแบบเลย และเขาก็มีทีมวิจัยของพวกนี้ เขาสรรสร้างเทคโนโลยีใหม่ๆ จากการวิจัยพวกนี้มาหมดเลย แต่ของไทยถามว่าเรามีเทคโนโลยีอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันหรือว่ามีแบรนด์อะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันของไทย และเป็นชิ้นเป็นอันและมันโดดเด่นบนโลกกว้างแล้วหรือยัง ก็คือเห็นได้ชัดเลยของเกาหลีเขาจะมีการซัพพอร์ตตรงนี้ดีกว่ามาก

จากเกาหลีกระโดดไปอยู่อังกฤษมันเป็นยังไง เมื่อมาจากฝั่งโลกตะวันออกไปสู่โลกตะวันตก

จริงๆ เราอยากไปใช้ชีวิตในโลกตะวันตกมาตั้งแต่ ม.ปลายแต่ยังไม่มีโอกาส การแข่งขันมันสูงด้วยความยากด้วยเราก็ลองค่อยๆไปทีละนิดๆ เราเริ่มจากเกาหลีก่อนดีกว่า

เอาความรู้สึกก่อนสิ่งแรกที่เราไปที่นั่นไปเรียนที่อิมพีเรียล ก็เป็นมหาลัยท็อปแร็งค์อีก ซึ่งครูไอซ์ก็เป็นตัวท็อปทุกวงการเลย เป็นอย่างไรบ้าง บรรยากาศการเรียนที่นั่น?

การเรียนการสอนไม่เหมือนของทางเกาหลีเลย เพราะการเรียนการสอนของเกาหลีเราจะสังเกตได้ว่ามันมีความคล้ายไทยอยู่ ก็คือว่ามันจะมีจริตเหมือนการเรียนพิเศษอยู่ มันมีกลิ่นอายของการเรียนพิเศษอยู่ บอกว่ามีสูตรนี้นะ จำนี้นะ และคนเกาหลีพอให้สูตรมาเขาจะ Workhard Playhard ทำโจทย์ๆๆๆ ฝึกๆๆๆ แต่ของอังกฤษพอเราไปปุ๊บโปรเฟสเซอร์เขาจะพูดๆ เราต้องมานั่งจับจุดว่ามันอยู่ประเด็นไหนแล้วเขาจะไม่มาบอกเรานี่ต้องจำนะ นี่ต้องจำนะ แต่เขาพูดเป็นรีวิวคร่าวๆ ให้เห็นภาพรวมแต่ว่าสิ่งที่เราทำคือเราต้องเตรียมตัวไปก่อนเราต้องอ่านไปก่อน เหมือนเขาอยากจะให้เป็นสังคมของการวิเคราะห์แสดงความคิดเห็น เจอได้ในสังคมอเมริกา สไตล์การเรียนจะไม่ค่อยเหมือน ของเกาหลีวิชาไหนเป็นวิชาคำนวนเค้าจะมีโปรแกรมพิเศษฝึกทำโจทย์ นอกจากเรียนในห้องเรียนกับโปรเฟสเซอร์แล้ว เขาจะมีเซคชั่นให้ลองมาฝึกทำโจทย์กัน จะมี TA เข้ามาช่วยดูเฉลยโจทย์ แต่ที่อังกฤษก็คือไม่มีเลย ทุกอย่างจบในนั้นแต่อาจจะเพราะมันเป็น ป.โทด้วยหรือเปล่าอันนี้ไม่แน่ใจนะ ป.ตรีมันจะแตกต่างกันหรือเปล่าเพราะว่าที่เราไปสัมผัสอันนั้นคือ ป.โทไปแล้ว

แฮปปี้ไหมกับมหาลัยที่เลือกไปและคณะที่เราเลือกเรียน?

จริงๆ ตอนเรียนเราแฮปปี้มากๆ เพราะว่าเรามี Work Life Balance เราอยากไปอยู่ที่อังกฤษแต่แรกอยู่แล้วเราอยากไปสัมผัสสังคม สัมผัสวัฒนธรรม อยากไปสัมผัสภาษาจริงๆ และพอเราเริ่มไปอยู่เราก็แฮปปี้ ส่วนเรียนเราต้องซีเรียสจริงจังกับมันเป็นเรื่องปกติ แต่พอนอกจากเรียนเราก็ไปเอ็นจอยกับชีวิต เราไปทำกิจกรรมที่ชอบเราไปเข้าชมรมที่เราอยากทำ มันก็เลยมีบาลานซ์ตรงนี้ดีมาก ก็เลยไม่เครียดเลยในการเรียนตรงนั้น

ทำไมถึงเลือกอังกฤษไม่เลือกอเมริกา?

ตอนแรกผมตั้งใจจะไปอังกฤษตอน ป.โทและไปอเมริกาตอน ป.เอก แต่พอเราไปเรียนเราอยู่เรารู้สึกว่าที่นี่มันมีสเน่ห์นะ มันมีอะไรบางอย่างที่ดึงดูดความชอบของเราอยู่ มันมีกิจกรรมนี้ด้วยการแข่งขัน Ballroom Dancing ก็คือการแข่งขันลีลาศ เมืองไทยเรียกลีลาศ แต่เมืองนอกเขาเรียก Ballroom Dancing และอังกฤษมันเป็นต้นตำรับด้านนี้เลย และเขาก็ให้ความสำคัญ จริงจังกับมันมากถ้าใครแข่งก็คือแข่งเป็นมืออาชีพและคนที่การแข่งขันในอังกฤษเป็นการแข่งขันที่โปรเฟสชั่นแนลจริงๆ และเป็นการแข่งขันที่ติดอันดับโลก ทุกปีจะต้องมีนักเต้นเก่งๆ มาอังกฤษเพื่อจะมาแข่งในลีกของอังกฤษประมาณนี้เลย แต่พออยู่ไทยปุ๊บค่านิยมมันจะไม่เหมือนกันเลย ลีลาศในไทยคนจะนึกถึงสุนทราภรณ์ เขาจะนึกว่าเป็นกีฬาไฮโซหรือว่ากีฬาคนแก่ หรือต้องเป็นคุณหญิงคุณนายถึงจะมาเต้นกัน ถ้าเป็นคนธรรมดาเป็นเด็กธรรมดาไม่น่าสนใจ

พอมาอยู่อังกฤษเรามีกิจกรรมเข้าชมรมเป็นนักกีฬาลีลาศของเขาเราเป็นกัปตันทีมด้วย นั่นแหล่ะก็รู้สึกว่าเวลาเราอยู่ที่นี่เราได้เติมเต็มแทบทุกสิ่งทุกอย่างเลย ในด้านการใช้ชีวิตก็ได้เติมเต็มตรงนี้ไปเยอะเลยเพราะว่าเราอยากใช้ภาษาอังกฤษอยากซึมซับวัฒนธรรมและเราก็อยากเล่นกีฬาในชมรมไปด้วย และก็ซัพพอร์ตได้ และก็ครูตรงนั้นคือเต้นได้เก่งมาก เพราะว่าประเทศอังกฤษเขาขึ้นชื่อกีฬาทางด้านนี้อยู่แล้ว ส่วนการเรียนก็คือเรียนในสิ่งที่เราโอเคแฮปปี้กับมันอยู่แล้วก็เลยไม่อยากไปอเมริกาเลย ก็ตัดสินใจอยู่อังกฤษต่อจนจบ ป.เอกเลย

นี่ไปก็คือเป็นทุนของทางรัฐบาลที่ส่งไปเรียน?

ใช่เป็นทุนของกระทรวงวิทย์ฯ ทั้งโทและเอกเลย คือตอนแรกก็คิดอยู่เหมือนกันว่าเรารับแค่โทได้ไหม จริงๆ เราอยากเรียนแค่โทด้วยซ้ำแต่ด้วยเงื่อนไขของทุนมันไม่ได้  มันถูกพ่วงไปแล้วและเขาบังคับให้เราจบเอกเลย

กระบวนการในการคัดเลือกทุนนี้เพื่อให้ได้ไป มันยากหรือว่าง่าย เขาพิจารณาอย่างไร?

ตอนที่เราสมัครเสร็จ คนที่สมัครต้องไปนั่งสอบรวมกัน รู้สึกมันจะเป็นเหมือนสอบ กพ. ภาค ก.แนวเดียวกัน แบ่งเป็น 2 ช่วง ครึ่งเช้ามันจะเป็นสอบเลขกับการให้เหตุผลตรรกศาสตร์พวกนี้ และก็มีครึ่งบ่ายเป็นภาษา จะมี 3 ส่วนใหญ่ๆ คือจะมีเลข ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ หลักๆ แล้วเขาจะเอาคนที่ได้คะแนนสอบดีที่สุดของแต่ละสาขาคัดมาอย่างเช่นคัดมา 5 คนเพื่อจะเข้าสู่รอบสัมภาษณ์ พอสัมภาษณ์เสร็จ จะเลือกให้กรรมการสัมภาษณ์เป็นคนเลือกว่าอยากให้ใครเป็นผู้รับทุน

ก็คือเป็นทุนเดียว คนเดียวที่ส่งไป

ใช่ ส่วนมากแต่ละตำแหน่งจะมีคนเดียวที่ได้รับ อย่างเช่นปีหนึ่งกระทรวงวิทย์ฯ อาจจะเปิดรับประมาณสัก 30 ทุน ก็จะมีแต่ละสาขาอย่างเช่น สาขาแสงซิโครตรอน สาขาฟิสิกส์ สาขาแมชชีนเลิร์นนิง สาขาชีวสารสนเทศ และแต่ละสาขาจะผูกเอาไว้กับมหาลัยแล้ว เหมือนกระบวนการเปิดรับทุนก็คือแต่ละทางมหาลัยต้องยื่นข้อเสนอยื่นคำร้องว่ามีความประสงค์อยากจะขอทุน กพ.เขาจะจัดการให้เปิดสอบให้ สุดท้ายพอไปเรียนจบก็กลับมาสอนที่มหาลัยที่เขาเลือกให้ พูดง่ายๆ ภาษาชาวบ้านก็คือมาใช้ทุน แต่ไม่ใช่ข้าราชการ เป็นพนักงานมหาวิทยาลัย

พอจะเห็นภูมิหลังชีวิตคร่าวๆ แล้วว่าเส้นทางกว่าจะมาเป็นครูไอซ์ มีเรื่องราวเยอะมาก แล้วอยากรู้จู่ๆ ไปดังบน Tiktok ได้อย่างไร?

เอาจริงๆ มันคือความที่อยากแสวงหาคุณค่าในชีวิต เพราะบางทีเราถามตัวเองว่าเรามีคุณค่าจริงๆ หรือเปล่า เพราะว่าอย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังพอมาบรรจุทำงานจริงๆ แล้วเราเป็นพนักงานมหาลัยที่เงินเดือน 3 หมื่นต้นๆ เมื่อเทียบกับวุฒิที่เราจบมหาลัยนอกและท็อปด้วย และเรามาบรรจุได้เงินเดือน 3 หมื่น ทำให้เราคิดว่าถ้าเราไม่ได้เรียน ป.เอก เราเรียนแค่ ป.ตรีแล้วเราทำงาน แล้ว เราทำงานไป 5ปี เท่ากับช่วงเวลาที่เราเรียนโทเอก ถ้าเป็นแบบนั้นพอครบ 5 ปี แล้วเราจะได้เงินเดือน 4-5 หมื่นไปแล้วหรือเปล่า เพราะมีเพื่อนหลายคนจบ ป.ตรีในไทย จบปุ๊บและเข้าทำงานเลย และเขาก็เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนเงินเดือนดีกว่าเราตอนที่เราบรรจุอีก เราก็เลยเกิดคำถามว่าแล้วเราเรียนไปทำไม มันค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ มันมีช่วงแรกๆ ที่เราทำงานในมหาลัยเราก็ตั้งใจเราอยากให้งานออกมาให้ดีที่สุด เยอะที่สุดและอยู่ต่อยัน 2-3 ทุ่มกว่าจะกลับบ้าน อาจจะกลับคนสุดท้าย แต่ถามว่าเงินเดือนเพิ่มไหม…เงินเดือนเท่าเดิมมันทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ แล้วกลายเป็น Work Life Balance ที่เราเคยมีมันหายไป เรารู้สึกว่าเราทำแล้วเราไม่มีความสุขเลย มันเหมือนกับเราต้องมานั่งคิดตลอดเวลาว่าแล้วในอนาคตเราจะบริหารเงินยังไงถ้าในเมื่อเราทำแทบตายเงินเราก็อยู่เท่านี้ เราจะบริหารยังไง  และมันจะโตได้ขนาดไหน เพราะเงื่อนไขการให้เงินเดือนโต ก็คือต้องทำผลงานทางวิชาการ

ซึ่งการทำผลงานทางวิชาการต้องมีทุนต้องไปขอทุนจากภายนอก และเราเป็นพนักงานใหม่เป็นอาจารย์ใหม่การขอทุนยิ่งโอกาสได้จะยิ่งน้อยอยู่แล้วเราต้องเป็นหัวหน้าห้องแลป ต้องเป็นอาจารย์อาวุโส ส่วนมากที่เขามีเครือข่ายดีๆ เขาจะขอทุนและโอกาสได้จะสูงมากอยู่แล้ว กลายเป็นว่าเราเป็นอาจารย์ใหม่ที่ไม่มีเครือข่ายไม่มีซัพพอร์ตจากมหาลัย ไม่มีอะไรด้วยการเติบโตมันยากมาก ถ้าเราไม่ไปเกาะกับอาจารย์ที่เขาเก่งจริงๆ นั่นแหล่ะ

พอมันมาถึงจุดน่าจะต้นปี 2020 ที่โควิดระบาดเข้ามา และทุกคนก็เลยถูกบอกให้ Work From Home การที่เรา Work Life Balance มันแย่อยู่แล้วโดนบังคับ Work From Home อีก มันเหมือนกับว่าถึงจุดๆ หนึ่งเราจิตตก เราก็เลยลองหาอย่างอื่นทำรู้สึกว่าต้องเปลี่ยนอะไรสักอย่างในชีวิตลองหยิบ Tiktok ขึ้นมาลองถ่ายคลิปดูสิ ช่วงแรกๆที่เราลองทำคลิปก็อารมณ์ลิปซิงค์คือตามประสาชาวบ้านเขาเลย ลิปซิงค์บ้าง เต้นบ้างหรือว่าทำชาเลนจ์แบบตลกๆ แล้วมันก็ช่วยบันเทิงเราได้อยู่พักหนึ่งจริงๆ แต่ก็ไม่ได้ดีขึ้นมาและทีนี้จุดที่มันเปลี่ยนจริงๆ ก็คือช่วงเดือนเมษายนปี 2020 Tiktok ออกโครงการใหม่คือ Tiktok Uni ตอนนั้นคืออาจารย์อดัม กับครูลูกกอล์ฟเป็นพรีเซนเตอร์คือโปรโมทให้ด้วย เปิดรับสมัครที่จะเป็นติวเตอร์ทาง Tiktok สมัครเข้ามา ถ้าอยากจะพัฒนาความสามารถหรืออยากจะโชว์ความสามารถที่ให้ความรู้สมัครมาลองดู เราก็คิดว่าเออ…ลองดูดีไหม ตอนแรกผมเป็นคนพูดไม่เก่งด้วยและเป็นคนไม่ค่อยมีความมั่นใจในตัวเองด้วยเลย ไม่แน่ใจว่าเราจะทำได้มั้ย แต่ก็อยากจะชาเล้นจ์เพราะว่าเราคิดว่ายังไงเราต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองแน่ๆไม่ทางใดก็ทางหนึ่งไม่งั้นเราจะอยู่แบบนี้ไม่ได้เหมือนกัน

เลยกัดฟันสมัครไป มันเหมือนเป็นภาคบังคับว่าเราจะต้องทำคลิปเผยแพร่ความรู้นะ เราก็โอเคลองดู เราก็เริ่มจากภาษาอังกฤษก่อน มันเป็นสกิลติดตัวของเราอยู่แล้วและเรารู้สึกสบาย คล่องตัว กับสายนี้ เราเลยเปิดช่อง ENGLISH WITH AJ ICE ไปก่อนก็เป็นการอ่านออกเสียง การสอนพวกวลี ประโยคง่ายๆ อย่าลืมว่าที่เคยบอกไปตั้งแต่แรกผมจะเน้นว่าใช้ภาษาอังกฤษยังไงสื่อสารให้มันถูกต้อง สื่อสารเข้าใจได้ถูกต้องเราจะไม่เน้น Grammar เราจะไม่เน้นว่าวิธีการทำข้อสอบต้องทำยังไง เราจะเน้นการออกเสียงที่ถูกต้อง เน้นการสนทนาที่เป็นธรรมชาติ อันนั้นคือจุดประสงค์หลักของการทำช่อง ENGLISH WITH AJ ICE และกลายเป็นว่าพอเริ่มลงแบบจริงจัง โอเคคนเริ่มมีการตอบรับที่ดี ยอดติดตามก็เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าใครย้อนกลับไปดูช่วงแรกๆ ที่ผมปล่อยคลิปจะเห็นว่าสไตล์การพูดจะไม่เหมือนกับปัจจุบันมันจะโมโนโทน และตาเราไม่มองกล้องด้วยนะตาเรามองอะไรก็ไม่รู้ ใช่ตาเราจะมองตัวเองที่มันอยู่ในจอ  เพราะกล้องมันอยู่ข้างบนและเราจะมองตัวเองในกล้อง โอเคเราหล่อไหม มุมนี้โอเคหรือเปล่า มันจะเป็นอย่างนี้มาหลายเดือนและมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ

หมายความว่าคุณหาอีกทักษะหนึ่งเจอโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อนว่าเราทำแบบนี้มาได้ แล้วจู่ๆ คุณก็กลายเป็นคนกล้าพูดกล้าแสดงออก เพียงเพราะว่ามันมีสถานการณ์บางอย่างมาบีบบังคับให้เราจำเป็นต้องทำไม่งั้นเราจะประสาท

ใช่ประสาทกิน จริงๆ ผมว่าหลายคนเขาพูดเก่งเป็นธรรมชาติ มันเป็นพรสวรรค์ของเขาด้วย อาจจะเพราะบุคลิก ผมเชื่อเรื่อง Introvert บางคนเป็น Introvert  ที่พัฒนาจนกลายเป็นได้ คนจะจำภาพว่าเราเป็น Extrovert แต่จริงๆ เพราะว่าเราพูดบ่อย แต่จริงๆ รู้หรือไม่เวลาเราพูดในหัวเราวางแผนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว คือทุกอย่างเราวางแผนมาหมดแล้ว พอไปถึงหน้างานจริงๆ เราปล่อยตามที่เราวางแผนเอาไว้ แต่ถ้าเป็น Extrovert จริงๆจะ Go whit the flow ได้เลย

ก็คือ 5-4-3-2-1 Action!

ใช่ เขาสามารถ Improvise ได้เลย เขาจะเหมาะกับการเป็นพิธีกรมาก เขาสามารถไหลไปตามสถานการณ์ได้ดีมากแต่ของเราก็คือต้องวางแผนเอาไว้ทุกอย่างต้องทำตามแผน ถ้าหลุดแผนเราจะลังเลแล้ว แต่อันนี้ก็เชื่อว่าถ้าตรงนี้มันแก้ได้ด้วยประสบการณ์ เพราะว่าสกิลการพูดถ้าโอเคคนนี้ extrovert แต่คนที่ introvert คือจะพูดไม่เก่งแต่ถ้าเขาฝึกฝนเขาจะสามารถทำได้ แต่ตัวเราเองเมื่อก่อนเราก็พูดไม่ดีเลย พูดไม่ชัดด้วย บางทีก็พูดเร็วเกินไปจนคนฟังไม่รู้เรื่องบางทีพูดไปพูดมาลิ้นพันกัน เราก็ใช้วิธีการค่อยๆ ฝึก ค่อยๆ พูดไปเรื่อยๆ จนมันโอเคขึ้น จนเป็นธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งอันนี้มันทำให้เราเหมือนกับตอกย้ำไปเลยพวกทักษะเหล่านี้ถ้าฝึกฝนเราจะเก่งเองเหมือนภาษาอังกฤษ ภาษาอังกฤษเป็นวิชาที่ภาษาทักษะมันเป็นทักษะจริงๆ เราเอาแค่ว่าอ่านหนังสือ อ่านหลัก Gramma เราก็ทำไม่ได้เราก็ต้องพูดไปเรื่อยๆ จนเราฝึกไปเรื่อยๆ จนเราทำได้

ทุกวันนี้ทำคลิปมาน่าจะ 2ปี แล้วโดยประมาณ เปลี่ยนชีวิตไปอย่างไรบ้างครูไอซ์?            

ตั้งแต่ปี 2020 ใช่ๆ เกือบ 2ปี จากเมื่อก่อนที่เราต้องมานั่งคิดว่า เราจะบริหารเงินยังไง ทุกวันนี้คือฉันจะบริหารเวลายังไงให้ฉันไปสามารถทำคลิปได้ โอเคทุกฝ่ายแฮปปี้ เพราะว่าเราก็มีภาระงานหลักก็คืองานสอนซึ่งตรงนี้เราจะทิ้งไม่ได้ เชื่อไหมเราเคยรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เพราะการทำงานในมหาลัยและมันได้ค่าตอบแทนที่มันไม่สมเหตุสมผล จนถึงตรงนี้ปุ๊บเราต้องหาทางมาบาลานซ์กันใหม่ เราจะหาทางบาลานซ์งานในมหาลัยกับงานเสริมที่เรามันเกิดจากการสร้างตัวตนของเราได้ มันจะบาลานซ์ยังไงให้มันไปด้วยกันและแฮปปี้กับทุกฝ่าย ถ้าเราจะทิ้งงานมหาลัยไปเลยและมาทำงานเสริมอย่างเดียว แน่นอนมหาลัยก็เกิดความเสียหาย แต่ถ้าเกิดเราจะทำโฟกัสงานมหาลัยอย่างเดียวเราก็จะไม่มีเงิน นั่นแหล่ะ จริงๆมันไม่ใช่แค่การบาลานซ์เรื่องของรายได้ แต่เราจะทำยังไงให้เรายังคงมีคุณค่าอยู่เรื่อยๆ

แล้วมันส่งผลยังไงบ้างพอเราโด่งดังเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ทั้งกับอาชีพหลักหรือคุณค่าของตัวเราที่อยู่ในวิชาชีพ

คือคนให้ความสนใจกับเรามากขึ้น คนเริ่มตระหนักว่ามีอาจารย์คนนี้อยู่ในภาควิชานี้นะ ถ้าเราไม่มาทำ Tiktok คนจะไม่รู้เลย เป็นอาจารย์ที่โนมเนมไม่มีใครรู้จริงๆ แต่พอทำ Tiktok มันเหมือนเป็นแพลตฟอร์มที่เราสามารถที่จะทำคือเป็นความรู้เป็นอีกแพลตฟอร์มเป็นที่โชว์ Portfolio ของเรา โชว์งานของเรา ถ้าเราทำ Tiktok คนจะรู้ว่าเรามีทักษะภาษาอังกฤษเป็นยังไง เพราะเราทำ Tiktok คนจะรู้ว่าเราสอนอะไรบ้าง เรามีความรู้ระดับไหน และตรงนี้มันเหมือนเป็นที่ทำให้คนอื่นรู้จักเรามากขึ้น พอคนอื่นรู้จักเรามากขึ้น เท่ากับว่าเหมือนเราก็ได้การติดต่ออาจจะจากมหาลัยภายนอก คนภายนอกติดต่อเข้ามามากขึ้น เขารู้ว่าเราสอนภาษาอังกฤษได้ใช่ และเราทักษะภาษาอังกฤษเราโอเค เขาสนใจอยากให้เรามาบรรยายภาษาอังกฤษให้หน่อย ว่าทำยังไงถึงจะเก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น หรือว่าบางมหาลัยเขาอยากให้เราไปช่วยบรรยายพูดสร้างแรงบันดาลใจให้หน่อยจะเรียนวิทยาศาสตร์เอาไปทำอะไรได้และเราเรียนจบมาเราจะทำอาชีพแนวไหนได้ คือคนเริ่มรู้จักเรามากขึ้น คนก็ให้ความสนใจกับเรามากขึ้น แน่นอนและที่สำคัญก็คือว่าในทุกๆ การบรรยายในทุกๆ คำเชิญเราไปในนามของคณะวิทยาศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์ก็เหมือนเอาชื่อนี้พ่วงไปด้วย  ก็คือจริงๆมันก็ได้กันทุกฝ่าย

แสดงว่าตัดสินใจไม่ผิดที่มาเล่น Tiktok จากความกลัวประสาทแดกของตัวเอง

ใช่ กลัวประสาทแดกและกลัวตัวเองไม่มีค่า เราอยากจะพิสูจน์ตัวเองว่าตัวเรามีค่ามากกว่าที่เราเคยคิดหรือว่ามีค่ามากกว่าที่หลายคนไม่เคยรู้

ช่วงโควิดมันทำให้ชีวิตคนหลายคน เกิดและดังบนโซเชี่ยลมีเดีย อาจารย์มองว่ามันจะเป็นแค่กระแสวูบวาบไปไหม? หรือว่ามันสามารถไปของมันได้เรื่อยๆ เป็นอาชีพเลยในการเลี้ยงตัวเอง หรือเป็นแค่เทรนด์?

คือผมว่าถ้าใครที่เกิดจาก Tiktok ถ้าวันหนึ่งไม่มี Tiktok เลยและเขาจะไม่ดังเลยก็ไม่ใช่ เพราะว่าการที่เขาสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวสร้างตัวตนบนออนไลน์ได้แล้วเนี่ย พอในอนาคตแพลตฟอร์มมันก็มีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อยู่แล้วเขาอาจจะไปทำอย่างอื่น การที่เขาเป็นคนที่เป็นที่รู้จักโดยวงกว้างมันลบล้างไม่ได้อยู่แล้วรู้จักแล้ว รู้จักเลย แต่คนอาจจะให้ความสำคัญน้อยลงหรือว่าเขาอาจจะไม่ได้เชื่อมกับโซเชี่ยลมีเดียหรือว่ากับสังคมคนเลิกพูดถึง แต่ถามว่าคนรู้จักมั้ยคนก็รู้จักแต่พูดถึงน้อยลง ถ้าเขาแจ้งเกิดบนโลกโซเชี่ยลก็คือแจ้งเกิดแล้วก็แจ้งเกิดเลย มันสามารถโตไปได้เรื่อยๆ ถ้าเกิดเขาเลือกที่จะดำเนินการต่อถ้าเขาจะเดินต่อสายนี้

ครูไอซ์มองอนาคตตัวเองอย่างไร เพราะไหนก็เกิดขึ้นจากโซเชียลแล้ว?

ผมอยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านการศึกษา เราอยากจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่ไม่ใช่แค่ให้ความบันเทิงอย่างเดียวแต่อยากเป็นอินฟลูเอนเซอร์เพื่อให้ความรู้ ชี้ถึงปัญหาสังคม เราชี้ไปทางไหนและเราพูดอะไรและคนสนใจ คนเห็นว่ามันมีปัญหาอยู่จริงๆ แล้วรู้สึกอยากจะมาแก้ปัญหาด้วยกัน อันนั้นก็คือเมื่อก่อนผมรู้สึกว่าเสียงของเราพูดอะไรไปคนไม่ฟัง พูดอะไรไปคนไม่ฟังเรามีปัญหาอะไรไม่มีใครฟังเราเลย แต่พอเราเหมือนสร้างตัวตน คนรู้จักเรามากขึ้น คำพูดของเรามีน้ำหนักมากขึ้น เราชี้ว่าอะไรที่มีปัญหา คนก็จะให้ความสนใจมากขึ้นเป็นสิ่งที่ประหลาดเหมือนกัน ผมเคยบ่นเรื่องระบบอีเมลในมหาลัย บางทีเราหนักใจกับระบบการทำงานของระบบมหาลัยมาก ผมเขียนบ่นๆ บนเฟสบุ๊ค แป็บเดียว เจ้าหน้าที่โทรมาเลย อาจารย์คืออย่างนี้จะขออธิบายก่อน process เป็นแบบนี้ เดี๋ยวจะขอไปปรับปรุงแก้ไข ถ้าเราไม่ใช่คนดัง และเราพูดบ่นมันอาจจะอยู่ตรงนั้นไม่ได้รับการแก้ไข

การบ่นของเราได้รับการแก้ไข

ใช่ เรารู้สึกว่าพอเราเริ่มมีตัวตนจริงๆ แล้วมันมีอะไรหลายๆ อย่างพ่วงเข้ามาด้วย เสียงของเรามีน้ำหนักมากขึ้นแต่ในขณะเดียวกันเราต้องใช้เสียงของเราอย่างระมัดระวังมากขึ้น เราจะไปแสดงความคิดเห็นอะไรที่ตามใจตัวเองมากก็ไม่ได้ หรือบางทีเราก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่เราพูดเหมือนคำพูดของสไปเดอร์แมน “พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง” พอเราเสียงมีน้ำหนักมากขึ้นปุบเราต้องใช้ให้มันเป็นประโยชน์มากที่สุด ให้มันเป็นผลดีต่อสังคม เราจะไม่ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

พอเราเป็นที่คนหลายคนชื่นชมคนจะจับตามองเยอะแล้ว ถ้าเราทำอะไรที่คนไม่ชอบ แน่นอนว่าคนก็พร้อมที่จะเลิกสนับสนุนเรา มันเกิดขึ้นมาแล้วกับอินฟลูเอนเซอร์หลายคน คนที่เขาจะไม่ได้ระมัดระวังในการใช้คำพูดหรือว่าคนที่ไม่ได้ระมัดระวังในการใช้พาวเวอร์ของเค้า มันก็เลยรู้สึกว่าโอเคเรามาอยู่จุดนี้ได้เราต้องระวังด้วย

เรื่องระบบการศึกษาในบ้านเรา ซึ่งหลายคนน่าจะเห็นถึงความลักลั่นบางอย่างที่มันเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องของเงินเดือนที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับความรับผิดชอบ ซึ่งอาจารย์มองว่าปัญหาเรื่องระบบการศึกษา บุคลากร และรายได้ มันส่งผลยังไงบ้างกับการพัฒนาประเทศของเรา?

อันนี้ต้องยอมรับเลยว่าในประเทศไทยรายได้ของบุคลาการทางการศึกษาถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น อย่างเช่นประเทศที่พัฒนาแล้วสิงค์โปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี รายได้ของอาจารย์สูงกว่าประเทศไทยหลายเท่าตัว และพอในประเทศไทยถ้าเราให้เงินรายได้ของครูคนที่จะมาพัฒนาอนาคตของชาติถ้าเราให้เขาน้อย ใครจะอยากมาเป็นครู เราเจอโพสต์ประกาศรับสมัครเหมือนเป็นครูผู้ช่วยอัตราจ้างที่ว่าเดือนละ 5,000 บาท ถามว่าเดือนละ 5,000 บาท เนี่ยต้องใช้ความสามารถระดับไหนถึงจะมาสอนคน ถ้ามันใช้ความสามารถมากๆ เพื่อจะมารับเงิน 5,000 บาท ใครจะอยากทำ เราไปทำงานเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อไม่ต้องใช้ความทักษะเรื่องของการคิดวิเคราะห์อะไรมากมายเลย เราอาจจะได้เงินมากกว่าก็ได้

เราให้ความสำคัญกับการศึกษาจริงหรือเปล่า ในเมื่องบกระทรวงศึกษาฯ ถือว่าเป็นกระทรวงเกรด A นะ งบเยอะมาก แต่ทำไมคุณภาพมันสวนทางแบบนี้

คือเราไม่ใช่คนที่ดูแลงบประมาณตรงนี้ เราก็เห็นนะว่างบประมาณเมื่อเทียบกับกระทรวงอื่นงบการศึกษาถือว่าสูงมาก ถ้ามันสูงขนาดนี้และเงินมันหายไปไหนหมด ทำไมรายได้ของบุคลากรถึงมีแค่นี้ ทำไมรายได้อาหารกลางวันของเด็กถึงมีอะไรไม่รู้หัวละ 10 กว่าบาท 20บาท จะขาดสารอาหารกันอยู่แล้ว เราเห็นอาหารกลางวันเด็กบางโรงเรียนเขาจะขาดสารอาหารกันอยู่แล้ว เงินมันหายไปไหนหรือว่าอยู่ที่การบริหารเงินบริหารไม่ดีหรือเปล่าหรือว่าเอาเงินไปสร้างตึก เกิดการทุจริตเกิดขึ้นหรือเปล่าเพราะว่าเงินมันมีอยู่มาก

เราขอพูดในฐานะคนเป็นอาจารย์ในระบบการศึกษาดีกว่า เราไม่รู้ว่าเบื้องบนเขามีการบริหารจัดการยังไง แต่เราบอกได้เลยว่าเงินที่มันตกมาถึงเบื้องล่างสุดน้อยมาก แต่ละปีสมมุติว่าในมหาลัยมันจะมีทุนการศึกษาให้เช่นทุนโครงการ ทุนการวิจัยให้เด็กๆ ให้ 3,000-4,000 บาท ให้เด็กทำงานทั้งเทอม แบบตกเฉลี่ย ชั่วโมงละ 30 บาท อย่างนี้ คือถามว่าเด็กที่ไหนจะอยากทำ ก็คือเป็นค่าขนมเล็กๆน้อยๆให้เด็กฝึกทำและก็ได้นิดหนึ่ง หรือทุนสนับสนุนเวลาอาจารย์อยากจะซื้อหนังสือตำราให้ทุนปีละ 1,200 บาท

คือมันรวม 3 ปี ได้ 3,600 บาท เราอยากซื้อตำราต่างประเทศเล่มหนึ่งก็ 3-4 พันแล้ว เราไม่เข้าใจเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นแต่ที่เป็นความจริงก็คือว่าเป็นเม็ดเงินน้อยมากๆ ที่มันจะเข้าถึงอาจารย์ที่ต้องการใช้เงินไปซื้ออุปกรณ์การเรียนการสอนหรือว่าต้องการสนับสนุนนักศึกษาทำวิจัย

ในฐานะที่อาจารย์เป็นคนที่อยู่ในสถานศึกษาพื้นที่ภูมิภาค เราเปรียบเทียบกับมหาลัยที่อยู่สวนกลาง อาจารย์มองเห็นความแตกต่างในเรื่องการศึกษา หรือแม้แต่ตัวเด็กนักเรียนอย่างไร?

เราเห็นความเหลื่อมล้ำของทางพื้นหลังทางการศึกษามากกว่า เพราะอะไรรู้ไหม…ในประเทศไทยมันจะมีช่องว่างเยอะมาก ระหว่างเด็กเก่งกับเด็กอ่อน เด็กในเมือง เด็กนอกเมือง เด็กที่เขาได้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดีตั้งแต่เด็กๆ เขาจะมีแบล็คกราวน์ที่มันดี และเขาจะสามารถต่อยอดได้ เขาสามารถเข้ามหาลัยชั้นนำของประเทศของโลกได้ แต่มันจะมีเด็กที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาที่ดีตรงนั้นและมันเป็นมาตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม กว่าเขาจะเข้ามหาลัยได้เขาผ่านอะไรมาบ้าง เขาอาจจะไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าที่ควรจะเป็น พอระดับมหาลัยเราจะเห็นความแตกต่างของเด็กเก่งเด็กอ่อนกว้างมาก เราจะเห็นความแตกต่างในระดับมหาลัยระดับบนๆ กับมหาลัยระดับกลาง ระดับล่าง เราจะเห็นเลยว่าเด็กความพร้อมไม่เหมือนกัน ในฐานะที่เราสอนอยู่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ที่ไม่ใช่ตัวท็อปที่สุด แต่เราก็ยังเห็นว่าเด็กหลายคนพื้นฐานไม่ดี เราต้องไปลงสอนพื้นฐานใหม่หมดเลยตรงนี้ซึ่งในทางกลับกันถ้าเราอยู่ในมหาลัยตัวที่อันดับต้นๆ เด็กที่เข้ามาเขามีพื้นฐานดีอยู่แล้วเขาสามารถต่อยอดได้ เพราะฉะนั้นเนื้อหาวิชาการเหมือนกัน เอามาสอนสองมหาลัยไม่ได้แน่นอน เพราะพื้นฐานเด็กไม่เหมือนกัน นั่นแหล่ะก็คือมันเป็นปัญหาที่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ระดับก่อนมหาวิทยาลัย

ถ้าจะไปดูโครงสร้างลึกๆ ของปัญหาจริงๆ ต้องสะท้อนตั้งแต่ระดับประถมมัธยมที่โรงเรียนในต่างจังหวัดเขาเรียนอะไรกัน และทำไมถึงต่างจากเด็กที่เรียนเตรียมอุดม  เพราะจริงๆ อาจารย์ไอซ์เป็นเด็กต่างจังหวัดไม่ใช่เป็นเด็กกรุงเทพฯ

เป็นเด็กต่างจังหวัดครับ แต่ทีนี้นโยบายทางการศึกษา คือกระทรวงศึกษาธิการเขาก็มีหลักสูตรของเขาอยู่แล้วเขากำหนดเอาไว้อยู่แล้วประถมต้องเรียนอะไรบ้าง มันต้องครอบคลุมอะไรบ้าง แต่ทีนี้มันอยู่ที่ว่ากระบวนการถ่ายทอดความรู้จากคุณครูถึงนักเรียนมันทำออกมาได้มีประสิทธิภาพด้วยหรือเปล่า เพราะอย่าลืมว่าในบางโรงเรียนเขามีงบ 5,000 ครูเก่งๆ ใครเขาอยากจะมาอยู่ ครูบางคนอาจจะขอให้เด็กอ่านเฉพาะท่องจำตามสิ่งที่มีอยู่ในนั้นแต่เด็กอาจจะไม่มีสิทธิ์ในการถามในการให้ครูอธิบายเพิ่มเติม เพราะครูอาจจะไม่รู้ก็ได้ เพราะว่าครูไม่เก่งที่สุดที่จะมาอธิบายสิ่งที่เด็กสงสัย อย่างวิชาภาษาอังกฤษเอง คือเราก็สอนวิชาภาษาอังกฤษ ครูบางคนที่สอนภาษาอังกฤษในระดับประถมก็ยังไม่มีความเข้าใจในภาษาอังกฤษเลย พอผู้ปกครองทักท้วงเขาก็บอกว่าเด็กนักเรียนไม่ได้อยู่ English Program เพราะฉะนั้นผิดบ้างนิดๆ หน่อยๆ แต่เราไม่ควรจะสอนในสิ่งที่ผิดใช่ไหม เพราะว่าถ้าเราสอนสิ่งที่ผิดเด็กจะจำในสิ่งที่ผิดไป พอจำสิ่งที่ผิดไปเราจะแก้ยากแล้ว มันเป็นการบิ้วอัพตั้งแต่ระดับพื้นฐาน

นึกถึงการสร้างพีระมิด ถ้าทำฐานไม่ดีมันจะต่อยอดไม่ได้ เพราะงั้นตั้งแต่เด็กๆ เลยและการเรียนการสอนคือครูแต่ละคนต้องรับไม้ต่อไปเรื่อยๆ ถ้าเราบิ้วตอนแรกมาผิดมันจะเป็นภาระที่ยากขึ้นๆ ในระดับที่สูงขึ้น ครูในระดับสูงก็รับงานที่หนักขึ้นเพราะว่าเด็กไม่ได้มีพื้นฐานเท่าที่ควรจะมี มันคือการต่อยอดไปเรื่อยๆ ในหลายวิชาเหมือนกัน อย่างเช่น คณิต ประถมบวกลบคูณหาร สิ่งที่เด็กควรจะมีคือทักษะความคิด การคำนวนอย่างน้อยคำนวนในใจได้ คือรู้ได้ว่าเราเห็นโจทย์มาแบบนี้คิดเปอร์เซ็นยังไง คิดออกมายังไงเพื่อเอาไปต่อยอดในระดับ ม.ต้น ม.ปลาย การทำยกกำลังสอง การแก้สมการสองตัวแปรซึ่งซับซ้อนขึ้น พอมหาลัยก็เป็นแคลคูลัส แต่ที่เราเจอก็คือว่าเด็กเข้ามาเรียนระดับมหาลัยวิทยาลัย ระดับแคลคูลัสแล้ว ยังบวกลบคูณหารยังทำไม่ค่อยจะเป็น คือมันเพี้ยนตั้งแต่เริ่มต้น

ถ้าวันหนึ่งอาจารย์ต้องไปนั่งเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงฯ และมีอำนาจในการบริหารจัดการในบ้านเราและอาจารย์อยากจะทำอะไร?

อยากให้การศึกษามันเท่าเทียมมากกว่านี้ เราดูอย่างง่ายๆ เลย ในสถานการณ์โควิดเด็กต้องเรียนออนไลน์อันนี้ประสบการณ์ตรงเลยนะ เด็กต้องเรียนออนไลน์ที่บ้าน แต่ละคนมีความพร้อมในการเรียนออนไลน์ไม่เหมือนกันเลย เด็กบางคนมีมือถือแค่เครื่องเดียว เด็กบางคนมีหมดเลยเครื่องปริ้นท์เตอร์ ไอแพด มีแล็ปท็อปพร้อมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง บางทีเราอยากจะเรียนออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพเราต้องใช้นวัตกรรมทุกอย่างมาใช้อยากจะให้เด็กสแกนคิวอาร์โค้ดไปทำบททดสอบให้มันมีสีสัน แต่มันทำอย่างนั้นไม่ได้เพราะว่าเด็กบางคนมีมือถือแค่เครื่องเดียว กลายเป็นถ้าเราเลือกเอากิจกรรมเหล่านั้นมาทำ เราจะผลักเด็กเหล่านั้นออกจากเกมจากกิจกรรมทันที นั่นแหล่ะตรงนี้เราเห็นได้ชัดและความเหลื่อมล้ำในการเรียนการสอนในการศึกษา คือถ้าเขาจะเข้ามาในระบบอย่างน้อยเขาต้องมีอุปกรณ์ที่เข้าถึงได้ที่มันซัพพอร์ตกับเขาได้หมด ถ้าอยากจะให้ออนไลน์ต้องมั่นใจได้ว่าเด็กสามารถเรียนออนไลน์ได้ สามารถมีตัวซัพพอร์ตอินเตอร์เน็ตว่าใช้ได้ไหม อุปกรณ์เขาพร้อมไหม ไม่ใช่เอามือถืออย่างเดียว อย่างน้อยต้องเอาไอแพดถูกๆ ให้เขาก็ได้ อันนี้คือหนึ่งในนั้นเรื่องของความพร้อมแต่ในเรื่องของความเท่าเทียมทางการศึกษาจริงๆ เราอยากให้ทำเหมือนเป็นคอร์สกลางที่ว่าเอาติวเตอร์ตัวท็อปก็ได้มาทำคอร์สและแจกฟรีไปเลย จริงๆ นะ ติวเตอร์ก็ได้กุศลด้วยตรงนี้ เราจะเห็นมีคอร์สกลางของบางชาแนลอยู่ อันนี้พูดถึงชาแนลได้มั้ย

พูดได้

เหมือนปีที่แล้วสถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาแห่งหนึ่ง เขาเป็นคอร์สกลางที่ว่าเด็กหลายคนก็มาเรียนจากคอร์สกลางตัวนี้ด้วย แต่ติวเตอร์คนที่มาเป็นครูสอนถามว่าเป็นคนที่เก่งระดับท็อปไหม บางคนก็ยังไม่ใช่ ซึ่งมันก็จะมีการสอนผิดพลาด อย่างเช่นภาษาอังกฤษอีกแล้ว บางคนอาจจะออกเสียงผิดบ้าง ผิด Grammar บ้าง แต่คนก็จะบอกว่าหยวนๆ เพราะว่าครูเหล่านี้เขามาทำด้วยใจ แต่บางทีการที่เขามาสอนด้วยจิตบริสุทธิ์ที่เขาคิดว่าจะได้บุญกุศลจากการสอนเนี่ย แต่พอพูดถึงในมุมมองของนักเรียน นักเรียนควรจะได้รับการสอนที่มีคุณภาพดีๆ ด้วยหรือไม่ ถ้าเขาสามารถหาคนที่เก่งๆ มาทำคอร์สกลางตรงนี้ได้ แล้วอาจจะให้แจกจ่ายไปตามโรงเรียนต่างๆ มันก็ช่วยได้เยอะ ช่วยแก้ปัญหาที่ไม่มีครูเก่งได้เยอะเลย อาจจะให้ครูในโรงเรียนช่วยซัพพอร์ตหรือว่าอธิบายเพิ่มเติมก็ได้ อันนี้เป็นหนึ่งในไอเดียนะ ไม่รู้จะมีอย่างอื่นที่มันทำได้ดีกว่านี้หรือเปล่า แต่อันนี้คือปัญหาที่ผมเห็นและมันสามารถแก้ได้

อาจารย์คิดว่าโซเชี่ยลมีเดียอย่าง Tiktok น่าจะเป็นแพลตฟอร์มที่ลิงค์กับอาจารย์มากที่สุด แล้วคิดว่ามันจะเป็นประโยชน์อย่างไรต่อทั้งตัวเราเองหรือตัวเด็กนักเรียน?

ถ้ามุมมองของผมกับโซเชี่ยลมีเดีย Tiktok มันจะมีบทบาทในด้านการสร้างคอนเน็คชั่นระหว่างครูกับนักเรียนได้ดี มันทำให้นักเรียนรู้สึกผ่อนคลายเวลาอยู่กับเรามากขึ้น พอเราไปสอนในคลาสที่เด็กรู้จักเรามาก่อนเด็กจะมีความกล้ามากขึ้น อันนี้คือสังเกตได้เลย แต่เมื่อเปรียบเทียบสมัยที่เรายังไม่ได้เล่น สมัยที่ยังไม่มีใครรู้จักเรามาก่อน เด็กเขาจะไม่กล้าที่จะคุยกับเรา แต่ถ้าในโลกออนไลน์เราสร้างบุคลิกที่เป็นเฟรนลี่ ที่เข้าถึงง่าย เด็กก็จะรู้สึกว่าผ่อนคลาย รู้สึกปลอดภัย รู้สึกกล้าที่จะเข้าหา และความกล้าของเด็กเนี่ยมันทำให้เด็กเปิดตัวในการเรียนรู้ได้ดีมาก เขาจะมีความพร้อมที่จะรับอะไรหลายๆ อย่างกับเรามาก แต่ไม่ใช่ให้ใช้ Tiktok ในการสอนทุกอย่างมันก็ไม่ได้ มันไม่ตรงตามจุดประสงค์ของตัวแพลตฟอร์มอยู่แล้ว เพราะเป็นวีดีโอสั้น เราใช้ Tiktok ในการ inspire เด็ก เราใช้ Tiktok ในการเข้าถึงเด็ก ไม่ใช่ว่าเป็นสื่อหลักในการเผยแพร่ความรู้

คำถามสุดท้าย คนที่เกิดบนโลกออนไลน์และอย่างอาจารย์สามารถอยู่ได้จนมันน่าจะเป็นหนึ่งในตัวอย่างหนึ่งแล้วกันของคนที่ใช้ Tiktok เพื่อด้านความรู้ แต่มันก็คงจะมีอีกจำนวนมากเลยที่มองว่ามันก็เหมาะกับเรื่องบันเทิงมากกว่า เพราะว่าเราจะเห็นอินฟลูเอนเซอร์ด้านบันเทิงเยอะมาก อาจารย์คิดว่ามันยังคงจะมีโอกาสไหมสำหรับคนที่จะทำคอนเทนต์ความรู้ และสามารถที่จะขึ้นมาเป็นเหมือนอาจารย์ไอซ์ 2 ไอซ์ 3 ได้

คือมันมีอยู่แล้ว เคยได้ยินคำว่า Edutainment ไหมคือมันเป็น Education ผสม Entertainment มันเป็นเหมือนกลยุทธิ์อย่างหนึ่ง ซึ่งให้ความรู้ควบคู่ไปกับความสนุกบวกกับความบันเทิง แน่นอนมันสามารถไปด้วยกันได้ แต่แน่นอนความนิยมมันจะไม่สู้ Entertainment เพียวอยู่แล้ว แต่มันเป็นหนทางที่ทำให้เราไปรอดในสาย Education นั้นได้ และมันทำให้ Education นั้นมันมีสีสันมากกว่าการสอนเพียวๆ ถ้าโอเคเด็กนักเรียนอยากจะเรียนรู้หรือว่ามีความตั้งใจอยู่แล้วอันนั้นสอนเต็มที่เลย แต่บางทีเด็กที่เขาอยู่ในระบบการศึกษาเขาไม่มีแรงบันดาลใจ เขาไม่มีความตั้งมั่นที่ฉันมามหาลัยนี้ฉันมาเรียนทำไม ฉันมาโรงเรียนมาทำอะไร พ่อแม่อยากให้ฉันมา ก็คือเค้าไม่ได้มีความมุ่งมั่นอยากที่จะเรียนอยากที่จะศึกษาอยากที่จะจริงจัง เราต้องใช้จุดนี้ในการอินสปาย ในการสร้างแรงบันดาลใจในการเรียนให้เด็กเขาเห็น การเรียนการสอนมันไม่ใช่เรื่องยากมันไม่ใช่เรื่องที่น่าเบื่อนะ เพราะฉะนั้นใครที่สนใจอยากจะมาทำคอนเทนต์แนวความรู้ก็ลง Tiktok เลย แต่สิ่งสำคัญก็คือความเป็น Entertainment ต้องมีด้วย

ช่องทางการติดตามอาจารย์ไอซ์
Tiktok : https://www.tiktok.com/@sirawit_it
IG : https://www.instagram.com/sirawit_it/
Page Facebook : https://web.facebook.com/learnwithajIce/
Youtube : https://www.youtube.com/channel/UCi2DqkPkuzbD9vBEjMZZldg

The post “ครูไอซ์” ดร.สิรวิชญ์ อิทธิโสภณพิศาล อินฟลูเอนเซอร์ดังสายความรู้ ผู้อยากให้โลกเห็นคุณค่าของการศึกษา appeared first on Reporter Journey.

Generated by Feedzy

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า