ตุ๊กตาหิน : ของเก่าจัดแสดงใหม่ในวัดพระแก้ว

ตั้งแต่เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ถ้าหากว่าใครมีโอกาสได้เข้าไปในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในพระบรมมหาราชวัง ก็คงจะได้เห็นตุ๊กตาศิลาหรือตุ๊กตาหินจำนวนมากที่มีหน้าตาเหมือนกับคนหลากหลายเชื้อชาติภาษา หลังจากที่เริ่มมีการแชร์ภาพของตุ๊กตาหินเหล่านี้ออกไป หลายท่านก็นึกโยงไปถึงเรื่องของ “ตุ๊กตาอับเฉา” ที่พ่อค้าชาวจีนเคยใช้ถ่วงเรือสินค้าเปล่าเมื่อเดินทางมาค้าขายกับสยามเมื่อครั้งต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องจากในสมัยต้นกรุงนั้นการค้าระหว่างสยามและจีนเฟื่องฟูมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) หลายท่านจึงพยายามจะอธิบายว่าตุ๊กตาหินในวัดพระศรีรัตนศาสดารามนี้น่าจะเป็นตุ๊กตาอับเฉาที่คนจีนเอามา “ทิ้ง” ไว้ในแผ่นดินไทยของเราในช่วงเวลานั้นเอง

ทว่าที่จริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น จริงอยู่ว่าเรามีตุ๊กตาอับเฉาจำนวนหนึ่งซึ่งมีมาตั้งแต่ครั้งต้นกรุงซึ่งสามารถพบเห็นได้ในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามพระอารามสำคัญเก่าแก่ในเขตกรุงรัตนโกสินทร์ชั้นใน แต่ตุ๊กตาอับเฉาเหล่านั้นไม่ใช่ตุ๊กตาหินเหล่านี้ เพราะตุ๊กตาหินเหล่านี้น่าจะเป็นตุ๊กตาชุดเดียวกับที่เคยปรากฏแก่สายตาของประชาชนชาวสยามและชาวต่างชาตินานาประเทศ เมื่อครั้งที่กรุงเทพมหานครของเรามีงานสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 100 ปี ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เมื่อ พ.ศ.2425

ตุ๊กตาประทับในงานฉลองกรุงฯ

ข้อมูลจากสำนักข่าวหลายแห่งระบุตรงกันว่า ระหว่างที่มีการขุดแต่งบูรณะพื้นที่รอบวัดพระศรีรัตนศาสดารามบริเวณประตูมณีนพรัตน์ไปยังประตูสวัสดิโสภานั้น เรามีการขุดพบตุ๊กตาหินจำนวนฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ตื่นเต้นน่าอัศจรรย์ หลายคนเขียนข่าวใช้คำน่าตื่นเต้นมากว่าตุ๊กตาหินเหล่านี้มีอยู่ “กองทัพ” ตุ๊กตาเหล่านี้ได้รับการค้นพบจากการพัฒนาพื้นที่รอบพระบรมมหาราชวังเมื่อเดือนกรกฎาคม 2564 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อนุรักษ์ซ่อมแซมตุ๊กตาหินเหล่านี้ตามหลักวิชาการและนำมาจัดวางไว้ตามตำแหน่งเดิมที่เคยปรากฏ 

จากข้อมูลของสำนักพระราชวังที่มีการเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2565 ตุ๊กตาหินเหล่านี้มีวางเรียงรายอยู่ภายในเขตวัดพระศรีรัตนศาสดารามมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) และจากการสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมเราจะเห็นการสั่งทำตุ๊กตาเหล่านี้เพิ่มมากขึ้นในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) เพื่อบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามให้ทันในงานฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ 100 ปีดังที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น 

ในงานฉลองกรุงฯ ครั้งนั้นมีงานส่วนที่สำคัญซึ่งน่าสนใจประการหนึ่ง นั่นคือเมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2425 ซึ่งถือเป็น “วันเกิด” ครบรอบ 100 ปีเต็มของกรุงเทพมหานคร ทางราชการได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองใหญ่ มีมหรสพสมโภชนานาชนิด และที่สำคัญก็คือได้จัดให้มี นิทรรศการหมุนเวียน (Exhibition) จัดแสดงเกี่ยวกับศิลปวิทยาการต่าง ๆ ของโลกตะวันตกให้ประชาชนในเวลานั้นได้ชมด้วย เนื่องจากในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นช่วงระยะเวลาที่สยามนั้นเปิดตัวออกสู่โลกตะวันตกอย่างเต็มที่ จึงสมควรที่ประชาชนในพระนครจะได้รู้จักกับสรรพวิทยาการในโลกที่เจริญขึ้นมาก่อนหน้าแล้ว นอกเหนือจากเรื่องราวของวิทยาการต่าง ๆ หนึ่งใน “ของแปลก” ที่นำมาจัดแสดงสู่สายตาประชาชนในเวลานั้นด้วยก็คือตุ๊กตาหินหลากหลายเชื้อชาตินี้เอง ซึ่งการจัดแสดงตุ๊กตาเหล่านี้อาจจะมีเหตุผลสำคัญข้อหนึ่งนั่นก็คือเพื่อให้ประชาชนในสมัยนั้นได้รู้จักกับเชื้อชาติอันหลากหลายที่มีอยู่ในโลก เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้ว่าพ่อค้าชาวต่างชาติจะเดินเข้ามาค้าขายในสยามตั้งแต่ในสมัยโบราณ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าชาวต่างชาติเหล่านั้นมีโอกาสได้ไปปฏิสัมพันธ์กับสามัญชนทั่วไปรอบพระนคร เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ชาวพระนครจำนวนมากจะไม่รู้จักมักคุ้นกับชาวต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกยังไม่ได้หลอมรวมกันเป็นก้อนเดียวเหมือนดังเช่นทุกวันนี้

ภาพพระราชพิธีในกรุงเทพฯ ส่วนภาพเล็กเป็นรูปปั้นพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ณ ลานวัดพระแก้ว ในหนังสือพิมพ์ L’ ILLUSTRATION ค.ศ. 1891
(ภาพจากคุณไกรฤกษ์ นานา เผยแพร่ในวารสารศิลปวัฒนธรรม)

ไกรฤกษ์ นานา (2550) ได้ให้ข้อมูลเอาไว้ว่า จากหนังสือชื่อ Turrets, Towers & Temples โดย Esther Singleton ซึ่งตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2441 ระบุไว้ว่าวัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นวัดที่ศักดิ์สิทธิ์และงดงามที่สุดในสยาม และมีรูปสลักศิลาที่เกิดจากการนำเข้ามาจากจีนในรัชกาลก่อน ๆ (ขณะที่หนังสือเล่มนี้ตีพิมพ์อยู่ในช่วงเวลาของรัชกาลที่ 5) และมีรูปปั้นหินอ่อนที่ได้รับการสั่งเข้ามาเพิ่มเติมด้วยเมื่อคราวบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อราว พ.ศ.2422 เพื่อให้สำเร็จเสร็จทันงานฉลองกรุงฯ ครบรอบ 100 ปีในปี พ.ศ.2425

นอกจากนี้ยังมีเอกสารที่ยืนยันถึงการสั่งทำตุ๊กตาหินเหล่านี้ในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยปรากฏอยู่ในเอกสารเลขที่ ร.569/41 เขียนเมื่อจุลศักราช 1241 ตรงกับ พ.ศ.2422 ปีที่มีการเริ่มต้นบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ลงพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีถึงสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระบำราบปรปักษ์ ความตอนหนึ่ง (สะกดอย่างอักขรวิธีปัจจุบัน) ว่า 

“ทูล สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ามหามาลา กรมพระบำราบปรปักษ์

ด้วยการแต่งวัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้งนี้ หม่อมฉันได้มอบให้พระยารัตนโกษา และพระอนุรักษโยธา เป็นผู้ทำรูปสัตว์รูปศิลารูปคนเป็นเครื่องประดับตั้งรายตามวัด ตามแต่จะทำได้ แต่ศิลาที่จะทำนั้น ศิลาเขาชะโงกที่กรมช้างทำไว้แต่เดิมจะมีอยู่บ้าง ฤๅท่านจะทรงคิดหาเพิ่มเติมขึ้นบ้าง ถ้าพระยารัตนโกษาจะโปรดประทานศิลาทำรูปสัตว์เหล่านี้ ขอให้ท่านรับสั่งให้ช่วยให้ทำการตามสมควรที่จะกระทำได้

จดหมายมา ณ วันศุกร์ ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 3 ปีเถาะ เอกศก 1421 เป็นปีที่ 12 ในรัชกาลปัจจุบัน

สยามินทร์”

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระบำราบปรปักษ์ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ประสูติแต่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ลำดับญาติคือทรงเป็นสมเด็จพระราขปิตุลา (อา) ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั่นเอง

ภาพถ่ายรูปปั้นนโปเลียนที่ 3 ที่ลานวัดพระแก้ว ในงานฉลอง 100 ปี กรุงเทพฯ
(ภาพจากคุณไกรฤกษ์ นานา เผยแพร่ในวารสารศิลปวัฒนธรรม)

ทำตุ๊กตาหิน

การบูรณปฏิสังขรณ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระราชอนุชาหลายพระองค์ช่วยกันเป็น “แม่งาน” ในการจัดงานภาคส่วนต่าง ๆ ที่มีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการปูพื้นหินอ่อนใหม่ การซ่อมงานประดับมุก การซ่อมเพดาน การบูรณะช่อฟ้าที่ชำรุดการบูรณปฏิสังขรณ์จารึกในพระอุโบสถ การวางตาดทองเหลือง การประดับเจดีย์องค์ต่าง ๆ ในวัดด้วยกระเบื้องทอง รวมถึงให้มีการตกแต่งบรรดาตุ๊กตาหินและกระถางต้นไม้ในลานวัด และจัดซื้อตุ๊กตาหินอ่อนมาเพิ่มเติมด้วย

“แม่งาน” ที่ทรงรับผิดชอบเรื่องตุ๊กตาหินทั้งหลายทั้งปวงก็คือ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร (พระยศในขณะนั้นคือพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้ากมลาสน์เลอสรร) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งประสูติแต่เจ้าจอมมารดาเที่ยง จึงถือได้ว่าพระองค์เป็นพระราชอนุชาต่างพระมารดา (น้องชายนคนละแม่) กันกับพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปรากฏว่าเมื่อวัดพระศรีรัตนศาสดารามบูรณะเสร็จแล้วเป็นที่พอพระราชหฤทัย จึงได้ทรงสถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นี้ขึ้นเป็นพระองค์เจ้าต่างกรมในปี พ.ศ.2426 ซึ่งเป็นปีรุ่งขึ้น

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นราชศักดิ์สโมสร

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าตุ๊กตาหินเหล่านี้จึงไม่ใช่ตุ๊กตาอับเฉาถ่วงเรือในสมัยรัชกาลที่ 3 แน่นอน แต่มีส่วนที่เป็นของจัดสร้างและทำขึ้นใหม่ในช่วงรัชกาลที่ 4 และในคราวฉลองกรุงฯ 100 ปีในสมัยรัชกาลที่ 5 ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว นี่คือข้อสำคัญที่เราควรจะตระหนักว่าเราไม่ควรด่วนสรุปว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ตามความคุ้นเคยหรือความเข้าใจของเรา เช่น การเห็นตุ๊กตาหินจำนวนมากก็ไม่ควรจะสรุปว่าเป็นตุ๊กตาอับเฉาถ่วงเรือไปหมดเสียทีเดียว เพราะอาจจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดได้อย่างที่เห็น และมิหนำซ้ำที่ผ่านมาเราจะเห็นได้ว่า เมื่อมีผู้ให้ข้อมูลว่าตุ๊กตาเหล่านี้คือตุ๊กตาอับเฉาถ่วงเรือแล้วมีคนพลอยเชื่อถือส่งต่อหรือแชร์กันมาก ๆ เข้า บรรดาสำนักข่าวทั้งหลายต่างก็พลอยเอาข้อความเหล่านี้ไปขยายความต่อ ก็ยิ่งนับว่าเป็นการขยายข้อมูลผิด ๆ ให้มากขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วหากคนเขียนข่าวเหล่านั้นรู้จักกับตุ๊กตาอับเฉาจริง ๆ ก็จะทราบว่า ตุ๊กตาหินเหล่านี้ไม่เหมือนกับตุ๊กตาอับเฉาเลย ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของหินที่ใช้ ฝีมือช่างที่แกะสลัก หรือแม้กระทั่งรูปร่างหน้าตาของการแกะสลักขึ้นมา

ก่อนจะเขียนข่าวอะไรออกไป ฉุกคิดหรือตั้งข้อสังเกตกันสักนิดก็จะดีครับ

ภาพถ่ายเก่าและภาพถ่ายปัจจุบันเปรียบเทียบตำแหน่งที่วางตุ๊กตาหิน 
(ภาพจากสำนักพระราชวัง เผยแพร่เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2565)

หายไปก่อนจะกลับคืนมา

อย่างที่เราพอจะทราบกันแล้วว่าต่อมาตุ๊กตาหินเหล่านี้ได้เริ่มสูญหายไป โดยภาพถ่ายวัดพระศรีรัตนศาสดารามในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ปรากฏว่าตุ๊กตาหินเหล่านี้ไม่ได้มีมากเท่ากับรัชสมัยก่อนหน้า คงเหลือประดับไว้เฉพาะตามทางเดินสำคัญ ๆ เท่านั้น และภาพถ่ายวัดพระศรีรัตนศาสดารามในคราวฉลองกรุงครบรอบ 150 ปีเมื่อ พ.ศ.2475 ตรงกับรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) นั้น ไม่ปรากฏว่ามีตุ๊กตาเหล่านี้อยู่อีกเลย เพราะฉะนั้นตุ๊กตาหินเหล่านี้น่าจะได้รับการเคลื่อนย้ายออกไป (หรืออาจจะนำไปฝังดินเสีย) ตั้งแต่ช่วงก่อนสมัยรัชกาลที่ 7 โดยอาจเริ่มการเคลื่อนย้ายบางส่วนออกไปในสมัยรัชกาลที่ 6 แต่ยังไม่น่าจะเป็นการเคลื่อนย้ายออกไปทั้งหมด เพราะปรากฏหลักฐานอยู่ว่าเมื่อมีการบูรณะวัดพระศรีรัตนศาสดารามเตรียมการฉลองกรุงครบรอบ 150 ปีนั้น ในปี พ.ศ.2473 ราชกิจจานุเบกษามีการเผยแพร่เอกสารระบุค่าใช้จ่ายในการบูรณะวัดส่วนต่าง ๆ หนึ่งในนั้นมีการระบุว่“… ค่ารื้อย้ายตุ๊กตา กระถางต้นไม้ และแท่นหินเป็นต้น 431 บาท …”

พ.ศ.2473 ราชกิจจานุเบกษามีการเผยแพร่เอกสารระบุค่าใช้จ่ายในการบูรณะวัดส่วนต่าง ๆ หนึ่งในนั้นมีการระบุว่“… ค่ารื้อย้ายตุ๊กตา กระถางต้นไม้ และแท่นหินเป็นต้น 431 บาท …”

ส่วนการที่ว่าทำไมจึงมีการนำเอาตุ๊กตาเหล่านี้ไปฝังดินนั้น ไม่น่าจะมีเรื่องราวอะไรที่พัวพันกับสิ่งลี้ลับหรือไสยศาสตร์อย่างที่มีคนบางกลุ่มพยายามจะผูกโยงขึ้นมา แต่อาจจะเกิดจากเหตุผลที่ง่ายที่สุดอย่างเช่นว่า ตุ๊กตาเหล่านี้อาจจะดูแล้วสวยแปลกตาตามความนิยมในยุคหนึ่ง แต่เมื่อถึงอีกยุคหนึ่งแล้วอาจจะไม่เป็นที่นิยมของคนในสมัยนั้นก็เป็นได้ จึงให้มีการเคลื่อนย้ายออกไป ทำนองเดียวกันกับที่บางครั้งเราซื้อเครื่องเรือนบางอย่างมาตกแต่งบ้านตามความนิยม แต่ต่อมาเมื่อไม่เห็นว่างามหรือเสื่อมความนิยมไปแล้วเราก็อาจจะมีการย้ายออกไปได้

คำถามต่อไปคือแล้วเพราะเหตุใดต้องนำเอาตุ๊กตาเหล่านี้ไปฝังดิน ข้อนี้อาจจะสันนิษฐานได้ตามข้อมูลที่ปรากฏในหนังสือ Carpenters World Travels โดย Frank G. Carpenter (1926) ระบุความตอนหนึ่งว่าในงานฉลองกรุงครบรอบ 100 ปีในรัชกาลที่ 5 นั้น

“… รูปปั้นศิลาจากต่างประเทศที่สามารถจำลองรูปร่างหน้าตาของบุคคลสำคัญ ๆ ระดับโลกที่เคยมีชีวิตจริง ๆ มาไว้รวมกันดูครึกครื้น นอกเหนือจากทรรศนะอื่น ๆ ตามที่คณะผู้มาเยือนจากรัสเซียได้รับการบอกเล่าว่าตั้งใจจะให้หมายถึงกลุ่มผู้มีชื่อเสียงของโลกมาชุมนุมสังสรรค์กันเพื่อสดับตรับฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าที่แพร่หลายไปอย่างกว้างขวางนั่นเอง …” (เผยแพร่โดย ไกรฤกษ์ นานา ในวารสารศิลปวัฒนธรรม เมื่อ พ.ศ.2550)

ภาพตุ๊กตาหินในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (กรกฎาคม 2565)

อย่างไรก็ตามข้อมูลนี้ก็เป็นเพียงประวัติศาสตร์ที่ฟังต่อกันมาหลาย ๆ ทอดเท่านั้น เพราะไม่ปรากฏหลักฐานว่ารูปปั้นเหล่านี้สร้างตามคตินี้จริง แต่ถ้าหากว่าเรื่องเล่านี้พอมีเค้ามูลอยู่บ้างก็อาจจะหมายความว่ารูปปั้นเหล่านี้สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นเครื่องบูชา (Offerings) แด่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแต่ต้น หากจะนำไปฝังดินก็ยังคงความหมายแห่งการเป็นเครื่องบูชาอยู่ได้นั่นเอง เพราะตั้งแต่สมัยโบราณมาเราก็พบการฝังเครื่องบูชาลงไปใต้ดินของศาสนสถานเพื่อบูชาสิ่งอันควรเคารพ เช่น เครื่องทองทั้งหลายที่ขุดได้จากกรุวัดมหาธาตุและวัดราชบูรณะที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่นี่ก็ยังเป็นข้อสันนิษฐานที่อ่อนมา และยังไม่ควรเชื่อเป็นทฤษฎี

สรุปแล้วตุ๊กตาหินเหล่านี้อันตรธานหายไปจากสายตาของประชาชนเมื่อใดและเพราะเหตุใดไม่มีใครทราบได้ และน่าแปลกใจมากว่าหากเราย้อนกลับไปดูบทความวิชาการที่กล่าวถึงเรื่องราวของตุ๊กตาหินเหล่านี้ ส่วนมากก็จะลงท้ายด้วยการตั้งคำถามว่าตุ๊กตาหินเหล่านี้หายไปและยังหาไม่พบ จนกระทั่งเรามาพบจากการขุดแต่งพื้นที่โบราณสถานเพื่อบูรณะในช่วงระยะเวลาอันไม่นานนี้ รูปปั้นเหล่านี้ได้รับการเคลื่อนย้ายออกไปเพราะอะไร นั่นเป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์หรือผู้สนใจจะต้องไปหาคำตอบกัน

ภาพตุ๊กตาหินในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (กรกฎาคม 2565)

แต่สำหรับคนไทย นี่คือโฉมใหม่ของวัดพระแก้วที่เล่าเรื่องราวความเป็นมาของบ้านเมืองเมื่อร้อยกว่าปีก่อนให้เราฟังอีกครั้ง และนี่คือเครื่องพิสูจน์ว่าแม้กระทั่งโบราณสถานสำคัญอย่างวัดพระแก้วเองก็ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ แต่กลับมีเรื่องราวใหม่ ๆ ให้ค้นพบและหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนนำมาเล่าเป็นเรื่องราวให้เล่าสู่กันฟังได้เสมอ ใครที่ไม่ได้เข้าไปในรั้ววัดพระแก้วเป็นระยะเวลานาน นี่อาจจะเป็นโอกาสอันดีที่เราจะได้กลับมาเพลิดเพลินใจ เที่ยวดูของสวยงามอันเป็นสมบัติของบ้านเมืองเราในวัดพระแก้วอีกครั้ง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า