ถ้ำนาคา : ฉาบฉวยหรือยั่งยืน?

ภาพจาก อุทยานแห่งชาติภูลังกา จังหวัดนครพนม

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กระแสนิยมเรื่องการบูชาพญานาคกลับมาเฟื่องฟูในสังคมไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติอย่างถ้ำนาคาแห่งอุทยานแห่งชาติภูลังกา อำเภอบึงโขงหลง จังหวัดบึงกาฬ ที่กลายเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของ “สายมู” ซึ่งมีกระแสดรามาให้เราได้ยินเป็นระยะมาโดยตลอด ตั้งแต่การที่มีดาราชื่อดังลักลอบนำเครื่องสักการะซึ่งเป็นของต้องห้ามขึ้นไปไหว้ถึงด้านบน จนมาถึงข่าวล่าสุดที่นักท่องเที่ยวร่วมพันชีวิตติดอยู่บนถ้ำนาคาไม่สามารถเดินลงมายังพื้นล่างได้ทัน เพราะมีบุคคลลักลอบปล่อยให้มีคนขึ้นไปบนถ้ำนาคาเกินกว่าปริมาณที่กำหนดเอาไว้ ผลสุดท้ายก็คือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชต้องออกมาสั่งเด้งเจ้าหน้าที่ที่ปล่อยปละละเลยยกชุด ร่วมถึงคนนำทางท้องถิ่นด้วย เพราะอันที่จริงแล้วปัจจุบันนี้การเข้าเขตอุทยานแห่งชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติยอดนิยมจะต้องมีการจองคิวผ่านแอพลิเคชัน QueQ ซึ่งเป็นแอพลิเคชันที่นักเดินทางรู้จักกันเป็นอย่างดี จึงทำให้อุทยานแห่งชาติเหล่านั้นสามารถควบคุมจำนวนคนเข้าชมได้เป็นอย่างดี

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ “ความเชื่อ” นำพามาซึ่ง “กระแสนิยม” ของสังคม ที่ไหนที่ว่าไหว้แล้วดี ไหว้แล้วปัง คนก็ยินยอมพร้อมใจที่จะแห่แหนกันไปบนบานศาลกล่าว อย่างน้อยที่สุดก็คือเพื่อให้เกิดความสบายใจต่อตนเอง ถ้าจะพูดให้ตรงกว่านั้นก็คือสังคมไทยได้หยิบจับเอาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้กลายเป็นมา “สินค้า” แล้วหลายรายการนับไม่ถ้วน ตั้งแต่องค์จตุคามรามเทพที่เป็นกระแสเมื่อหลายปีก่อนจนนำมาซึ่งการปั่นราคาวัตถุมงคลอย่างเอิกเกริก การบูชาเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์หลายสำนัก มาจนถึงกระแสเร็ว ๆ นี้อย่างการบูชาไอ้ไข่ วัดเจดีย์ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช และการบูชาท้าวเวสสุวรรณ วัดจุฬามณี ที่จังหวัดสมุทรสงครามในปัจจุบัน

คำถามที่น่าสนใจก็คือในเมื่อความเชื่อเหล่านี้เป็นเรื่องของกระแสนิยม และธรรมชาติของกระแสนิยมนั้นก็มีการเกิดขึ้นและความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา เราจะเรียนรู้อะไรบนปรากฏการณ์นี้ และเราควรจะก้าวต่อไปอย่างไรบนสังคมโลกของเราที่อุดมไปด้วยความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่ในทุกวัฒนธรรมทั่วทุกมุมโลก

ภาพจาก อีสานร้อยแปด

นาค : วัฒนธรรมการนับถืองู

พื้นที่บริเวณฝั่งแม่น้ำโขงมีวัฒนธรรมและความเชื่อที่ผูกพันกับพญานาคอย่างเข้มข้น ซึ่งการนับถือบูชาพญานาคนั้นคือการ “นับถืองู” รูปแบบหนึ่ง วัฒนธรรมการนับถืองูนี้เป็นวัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ในหลายพื้นที่ทั่วโลก เนื่องจากในสมัยที่สังคมมนุษย์เริ่มก่อตัว (Primitive Society) นั้น มนุษย์มีความผูกพันกับธรรมชาติมาก สิ่งใดในธรรมชาติที่สามารถให้คุณให้โทษต่อชีวิตของมนุษย์ได้ เป็นต้นว่าฟ้าฝนลมแดด มนุษย์ก็หยิบจับเอามาประดิษฐ์เป็นเทพเจ้าหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เป็นที่เคารพบูชาได้ทั้งหมด งูถือเป็นสัตว์ทรงอานุภาพอย่างหนึ่งในความคิดของมนุษย์ เนื่องจากงูหลายชนิดมีพิษร้ายสามารถทำร้ายมนุษย์ให้ถึงแก่ชีวิตได้ สังคมมนุษย์ในสมัยโบราณมีความสัมพันธ์กับการเข้าป่าและการทำเกษตรกรรม ซึ่งล้วนแล้วแต่เสี่ยงต่อการพบเจองู เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่าความเชื่อเรื่องการบูชางูเพื่อให้พ้นจากภยันตรายต่าง ๆ จึงเริ่มก่อตัวขึ้นในความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์นับแต่นั้น

เมื่อมีการนับถืองูแล้ว ระบบชุดของความเชื่อนี้จึงน่าจะเริ่มได้รับการประดิษฐ์ให้ซับซ้อนไปสู่วัฒนธรรมของการบูชาพญางูหรือเจ้าแห่งงูทั้งหลาย สำหรับสังคมเอเชียนั้นมีการบูชาพญางูในหลายวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมจีนที่สร้างภาพปรากฏของพญางูในรูปแบบของมังกร และวัฒนธรรมอินเดียที่สร้างภาพปรากฏของพญางูในรูปแบบของนาค สำหรับสังคมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลทางวัฒนธรรมมาจากอินเดีย จึงปรากฏการนับถือนาคสอดคล้องกับวัฒนธรรมต้นกำเนิดด้วย นาคได้รับการนับถือในหลายมิติ เช่น เทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ ดังที่มีภาพจำเรื่องนาคพ่นน้ำ (คือสามารถบันดาลฝนให้ตกลงมาได้) หรือพระพิรุณซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งฝนก็ทรงนาคเป็นเทพพาหนะอยู่ในความคุ้นเคยของคนทั่วไป

หลายพื้นที่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับถือนาคกันเป็นจริงเป็นจัง ชาวขอม (หรือโดยปริยายอาจนับเป็นชาวกัมพูชาโบราณ) เชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากพญานาค หรือแม้กระทั่งที่มาของการเกิดแม่น้ำโขงในรูปแบบของตำนานเองก็เชื่อว่าเกิดจากพญานาคเช่นเดียวกัน ตำนานการกำเนิดแม่น้ำโขงที่แพร่หลายที่สุดฉบับหนึ่งเล่าถึงการต่อสู้ระหว่างสุทโธนาคและสุวรรณนาคไว้ว่า ในสมัยโบราณนานมาแล้วสุทโธนาคกับสุวรรณนาค เป็นพญานาคราชปกครองเมืองหนองกระแสอยู่กันคนละครึ่ง โดยมีข้อตกลงกันว่าห้ามพญานาคทั้งสองตนออกหาอาหารพร้อมกัน เพื่อป้องกันไม่ให้แย่งอาหารและทะเลาะกัน แต่เมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหาอาหารได้แล้วต้องนำมาแบ่งให้อีกฝ่ายเท่า ๆ กันการตกลงเช่นที่ว่านี้เองทำให้การปกครองเมืองหนองกระแสนี้ไม่เคยมีปัญหา และพญานาคทั้งสองตนก็อยู่ร่วมกันอย่างผาสุกทำให้ทั้งคู่ปกครองเมืองร่วมกันอย่างสงบสุข

จนกระทั่งวันหนึ่งสุทโธนาคได้ล่าช้างกลับมาเชือกหนึ่ง สุทโธนาคก็ได้แบ่งเนื้อช้างให้สุวรรณนาคตามปกติ พร้อมทั้งมอบขนช้างให้เพื่อยืนยันว่าอาหารที่ตนนำมาให้เป็นเนื้อช้างจริง ในวันต่อมาสุวรรณนาคล่าสัตว์ได้เม่นมาตัวหนึ่ง สุวรรณนาคก็แบ่งเนื้อและมอบขนเม่นให้สุทโธนาคเพื่อยืนยันว่าเป็นเม่นจริงเช่นกัน แต่ทว่าสุทโธนาคสังเกตว่าขนเม่นใหญ่กว่าขนช้าง จึงคิดว่าเม่นน่าจะตัวใหญ่ด้วย (และน่าจะตัวใหญ่กว่าช้างเสียอีก) แต่ตนกลับได้ส่วนแบ่งเนื้อเม่นเพียงนิดเดียว ทำให้สุทโธนาคคิดว่าสุวรรณนาคคดโกงตน แม้สุวรรณนาคพยายามอธิบายเหตุผลต่าง ๆ นานาแต่สุทโธนาคก็ไม่ยอมฟัง ทั้งสองฝ่ายจึงสู้รบกันเป็นสงครามใหญ่โตมโหฬารถึงเจ็ดปี

ในที่สุดพระอินทร์จึงต้องลงมาหย่าศึกโดยการให้พญานาคทั้งสองสร้างแม่น้ำแข่งกัน หากว่าฝ่ายใดชนะ พระอินทร์ก็จะมอบปลาบึกซึ่งเป็นสัตว์ชนิดพิเศษให้ลงไปอาศัยอยู่ในแม่น้ำสายนั้นเป็นการตอบแทน ด้วยความที่สุทโธนาคเป็นคนใจร้อน จึงทำให้รีบเอาตัวเองเลื้อยไปตามแนวแผ่นดิน หลบหลีกสิ่งกีดขวางไปเรื่อยจนเกิดเป็นแม่น้ำที่โค้งไปโค้งมาจนกระทั่งไหลออกสู่ทะเล แม่น้ำสายนี้จึงได้ชื่อว่าแม่น้ำโค้ง (และเพี้ยนเป็นแม่น้ำโขง) ส่วนสุวรรณนาคนั้นใจเย็นกว่า จึงค่อย ๆ เลื้อยลงมาค่อนข้างเป็นเส้นตรงและเกิดเป็นแม่น้ำออกสู่ทะเลเหมือนกัน ตำนานกล่าวว่าแม่น้ำสายนี้คือแม่น้ำน่าน (และไหลตรงลงมาเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา) แต่เนื่องจากสุวรรณนาคสร้างแม่น้ำเสร็จช้ากว่า จึงไม่มีสิทธิ์ได้ครอบครองพันธุ์ปลาบึกในแม่น้ำของตน

อันที่จริงแล้วตำนานเกี่ยวกับพญานาคสร้างแม่น้ำโขงยังมีอีกหลายเวอร์ชัน ซึ่งมีรายละเอียดบางส่วนบางตอนแตกต่างกัน แต่ความทรงจำเกี่ยวกับตำนานพญานาคนี้เองที่ทำให้เกิดชุดความเชื่อว่าแม่น้ำโขงคือที่อาศัยของพญานาคและลูกหลานนาคที่สืบเชื้อสายมาจากพญานาคผู้ยิ่งใหญ่ ร่องรอยเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์และตำนานเล่าขานเกี่ยวกับพญานาคจึงปรากฏอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งตลอดฝั่งแม่น้ำโขง มีงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องวัฒนธรรมการนับถือนาคและผลสืบเนื่องมากมาย แต่ไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ จะกล่าวสรุปก็แต่เพียงว่าภาพปรากฏเกี่ยวกับพญานาคที่ปรากฏอยู่เป็น “บริเวณวัฒนธรรม” อันกว้างขวางนี้เอง ที่ทำให้ความเชื่อเรื่องพญานาคยืนยงยาวนานมาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลจวบจนปัจจุบัน

สายมูในฐานะช่องทางสร้างตัวเลขทางเศรษฐกิจ

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้มีการสำรวจข้อมูลการเดินทาง “สายมู” ในหมู่คนไทยและพบว่า การเดินทางท่องเที่ยวในลักษณะนี้มีอัตราการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลสำรวจพบว่าคนไทยมีความถี่ในการเดินทางเฉลี่ยคนละ 3 ครั้งต่อปี และมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยคนละ 1,842.65 บาทต่อครั้ง เพราะฉะนั้นจึงสามารถคาดหมายได้ว่าการเดินทางในลักษณะนี้ สามารถนำมาต่อยอดกับอุตสาหกรรมไมซ์ (Meetings, Incentive Travel, Conventions and Exhibitions : MICE) เพื่อเป็นหนึ่งในแนวทางการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและกระจายรายได้ลงไปสู่ท้องถิ่นต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี 

นายจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ (TCEB) ระบุว่า เส้นทางสายมูมีความน่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ TCEB กำลังพิจารณาจัดทำเส้นทางไมซ์สายมู หรือ เส้นทางไมซ์เชิงศรัทธาขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการจัดงานไมซ์ในเส้นทางที่พิเศษ ตอบรับความนิยมของผู้ที่ต้องการเดินทางเพื่อเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนา ธรรมชาติ หรือสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่มาจากความเชื่อ และแรงศรัทธา โดยเฉพาะเส้นทางความเชื่อเรื่องพญานาคเลียบชายฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งแคมเปญเหล่านี้ต้องพัฒนาขึ้นจากการเล่าเรื่องหรือ Storytelling

“สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการในปีนี้ คือ การเรียบเรียงเรื่องราวของเส้นทางนี้ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อเรื่องพญานาค ซึ่งเป็นความเชื่อดั้งเดิมของคนในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง นับเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ทางทีเส็บต้องเร่งดำเนินการ พร้อมกับการสำรวจเส้นทาง และค้นหาผลิตภัณฑ์ออกมาเพื่อดึงดูดใจว่า เส้นทางนี้มีความน่าสนใจและตอบสนองความต้องการของนักเดินทางไมซ์ให้เข้าไปจัดกิจกรรมต่าง ๆ ได้ ซึ่งหากทำสำเร็จ เชื่อว่า จะทำให้อุตสาหกรรมไมซ์เข้าไปช่วยส่งเสริมการกระจายรายได้ลงไปยังท้องถิ่นมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงหลังจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลงแล้ว” นายจิรุตถ์กล่าว (สืบค้นจาก กรุงเทพธุรกิจ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2565)

ความเชื่อเรื่องพญานาคบนหัวเลี้ยวหัวต่อของความยั่งยืน

แน่นอนว่านโยบายอย่างนี้ถ้าออกมาจริงย่อมก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์แบบนานาทัศนะแน่นอน สำหรับส่วนตัวผมไม่ใช่สายมู​ แต่ก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะรู้สึกว่ามนุษยชาติเราก็บนบานศาลกล่าวกันไปคนละทางสองทางตั้งแต่เราเริ่มอยู่รวมกันเป็นสังคมอยู่แล้ว จะไปยกเลิกความเชื่อแบบนี้ด้วยการบอกว่าไม่มีเหตุผลก็กระไรอยู่ สู้เอาสิ่งที่มีอยู่มาเพิ่มคุณภาพชีวิตและปากท้องของผู้คนก็น่าจะดีกว่า

       

แต่ถึงกระนั้น เราเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของกระแสนิยมเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์มาแล้วมากมายนับไม่ถ้วน พญานาคในฐานะสินค้าทางความเชื่อที่ต้องบอกตามตรงเปรียบเสมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ (คือมีความเชื่อเรื่องนี้ฝังรากลึกมานานแล้ว และเกิด “บูม” ขึ้นมาเป็นช่วง ๆ) จะสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในพื้นที่ได้มากน้อยแค่ไหน และถ้าภาครัฐส่งเสริมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการผลักดันเส้นทางท่องเที่ยวสายมูจริง เราควรตั้งคำถามในเรื่องอะไรบ้าง

 

ไม่กี่วันก่อน ผมมีโอกาสเดินทางอยู่ในเขตจังหวัดเลียบแม่น้ำโขงติดต่อกันถึงสองสัปดาห์ด้วยกัน ได้เห็นความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับพญานาคมากมายนับไม่ถ้วน ผมจึงเกิดคำถามขึ้นในใจประมาณสามข้อ

ข้อแรก ความเชื่อเกี่ยวกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีลักษณะของกระแสสังคมเข้ามาผสมอยู่ด้วยมาก บางอย่างฮิตติดกระแสอยู่ช่วงหนึ่งแล้วก็เสื่อมซาลงไปในระยะเวลาไม่นาน เราต้องมาตั้งคำถามว่า​ ‘พื้นที่มู’​ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการนำคนมารู้จักของดีอื่น​ ๆ​ (เช่น​ อาหาร​ ธรรมชาติ​ ประวัติศาสตร์​ ประเพณี)​ ได้อย่างไร​ เพื่อที่ว่าหากวันหนึ่ง​ ‘กระแสสายมู’​ เสื่อมลง​ จังหวัดหรือพื้นที่นั้นจะได้ยังมีจุดขายอื่นซึ่งตราตรึงอยู่ในความรู้สึกของผู้คน ไม่ใช่พอปราศจากเรื่องมูเสียแล้วก็ไม่มีใครมาเยือนพื้นที่นั้นอีกเลย ในที่สุดชาวบ้านที่อิงอาศัยทำมาหากินอยู่กับกระแสนิยมเหล่านั้นก็จะพังพาบไปพร้อมกับความวาบไหวของกระแสของค่านิยม

ข้อที่สอง การผลักดันนโยบายนี้จะมีวิธีการดึงดูดคนที่ไม่เชื่อหรือไม่อิน​ให้เข้ามาในพื้นที่นั้นได้อย่างไร​ เช่น สมมติว่าเราไม่เชื่อว่าพญานาคมีจริง และไม่สนใจจะกราบไหว้บูชาหรือบนบานศาลกล่าวอะไร เราจะเดินทางเข้าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงด้วยเหตุผลอะไรบ้าง หรือมีมิติไหนของพญานาคที่สามารถดึงดูดให้คนที่ไม่ได้บูชาพญานาคในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์หันมาสนใจพญานาคบ้าง​ เช่น​ ศิลปะ​ เรื่องเล่าท้องถิ่น​ และธรรมชาติ​ เราจะ​ ‘ปรุง’​ เรื่องเล่าของตำนานศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้อย่างไร​ให้ไม่งมงาย​ น่าเข้าถึง​ และดึงดูดคนได้ทุกกลุ่มทุกระดับ​ เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะถ้าเอาเรื่องความเชื่อนำหน้าเพียงอย่างเดียวก็อาจถูกมองได้ว่างมงาย เพราะฉะนั้นคนที่ไม่อยากถูกมองว่างมงายเขาก็จะไม่เดินทางเข้าพื้นที่ เพราะฉะนั้นเราต้องการการสร้างสรรค์ที่ทำให้เรื่องราวของความเชื่อมีระดับและถูกจริตของนักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น​ ๆ​ ที่ไม่สนใจจะมูด้วย

ข้อที่สาม เราจะทำอย่างไรให้พื้นที่ที่มีความเชื่อคล้ายกันในแต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเป็นของตัวเอง ยกตัวอย่างความเชื่อเรื่องพญานาค ทุกจังหวัดใกล้แม่น้ำโขงมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับพญานาคทั้งหมด ทำอย่างไรให้พญานาคในแต่ละจังหวัดไม่เหมือนกัน และไม่ได้มีพญานาคจังหวัดไหนศักดิ์สิทธิ์กว่าจังหวัดไหน เราจะแต่งตัวพญานาคในจังหวัดของเราอย่างไรให้สวยงามโดดเด่นในแบบของตัวเอง และทำให้พญานาคในแต่ละจังหวัดมีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกัน เพื่อที่จะทำให้พญานาคในจังหวัดใดจังหวัดหนึ่งไม่ถูกทอดทิ้งไป

ทั้งหมดข้างต้นคือคำถามที่ผมอยากจะฝากไปถึงคนทำนโยบาย เพื่อให้เราสามารถสร้างสรรค์เศรษฐกิจได้บนพื้นฐานของต้นทุนทางวัฒนธรรมที่เรามีอยู่อย่างยั่งยืนมากขึ้น และข้อสำคัญที่สุดก็คือการหามาตรการรองรับการเดินทางตามกระแสนิยมอย่างเร่งด่วน เพราะอย่างเช่นในพื้นที่ในบริเวณถ้ำนาคาก็เป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติ และหินที่มีสัณฐานคล้ายลำตัวของพญานาคนั้นเป็นหินทรายที่เกิดจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ และการกัดกร่อนของอุณหภูมิซึ่งใช้เวลานับแสนนับล้านปี อย่างน้อยที่สุดเราไม่ควรปล่อยให้ความเชื่อและความศรัทธาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ครอบงำจนกระทั่งเราขาดความเคารพต่อธรรมชาติอย่างที่เป็นอยู่

และในระยะยาว อย่าให้พญานาคต้องกลายเป็นเพียงสินค้าซึ่งเกิดความนิยมบูชาในสังคมเพียงชั่วครู่ชั่วยาม และต่อมาก็ถูกทิ้งขว้างให้เลือนรางไปตามกระแสสังคมและกาลเวลา โดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันยั่งยืนอะไรขึ้นมาเลย

The post ถ้ำนาคา : ฉาบฉวยหรือยั่งยืน? appeared first on Reporter Journey.

The post ถ้ำนาคา : ฉาบฉวยหรือยั่งยืน? appeared first on Reporter Journey.

Generated by Feedzy

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า