ทำไม ‘ไครเมีย’ เป็นดินแดนสมบัติผลัดกันยึด

หลายเหตุผลที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองโลก จนนำมาสู่สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนในตอนนี้ ที่จริงแล้วในอดีตที่นับย้อนเวลากลับไปเป็นพันปี เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ะหว่างรัสเซียกับยูเครน มีความยุ่งเหยิงและแทรกแซงกันและกันมายาวนาน ซึ่งนำมาสู่สาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วน นำมาสู่จุดแตกหักในตอนนี้

หากใครจำกันได้เหตุการณ์เมื่อปี 2014 คาบสมุทรไครเมีย ถูกทองทัพรัสเซียเข้ายึดครอง และกลายเป็นเหตุการณ์เสียดินแดนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเกิดการที่ประเทศหนึ่งใช้กำลังทหารเข้ายึดดินแดนของประเทศหนึ่ง ยุคที่ทุกอย่างน่าจะต่อสู้กันด้วยสงครามทางเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงสงครามที่ใช้อาวุธทางทหารยังคงมีอยู่

ทำไมไครเมียถึงได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่ทั้งรัสเซียและยูเครน ต่างผลัดกันยึด ผลัดกันครอบครองนั้น ในบทความนี้จะเล่าย้อนไปถึงเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ส่งผลกระทบมาถึงปัจจุบันของแคว้นที่ชื่อว่า ไครเมียให้ได้รับทราบกัน

ตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 จักรวรรดิรัสเซียกำลังเรืองอำนาจจากการรวมกับหลายเผ่าพันธุ์ เกิดเป็นชาวรัสเซียในแคว้นต่างๆ ซึ่งในตอนนั้นชาวยูเครน ที่มีวัฒนธรรม การใช้ภาษา และลักษณะหน้าตาคล้ายคลึงกับชาวรัสเซียอย่างมาก นับเป็นกว่า 75% ของชาวยูเครนใช้ภาษารัสเซียในการสื่อสาร

ตลอดระยะเวลาหลายร้อยปียูเครนพยายามที่จะแยกตัวเป็นอิสระจากจักรวรรดิรัสเซียมาโดยตลอด แต่ก็โดนปราบปรามมาเสมอ ไม่สามารถแยกตัวออกมาเป็นเอกราชได้

ในช่วงปี 1932-1933 เคยมีการยึดเอาที่นาของชาวยูเครนมาเป็น “นารวม” แล้วปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ Holodomor ซึ่งหมายถึงการล้างเผ่าพันธุ์โดยปล่อยให้อดอาหาร และมีการออกกฏว่า ถ้าใครอยากกินอะไรต้องรอผลผลิตจากนารวม แม้จะเก็บเกี่ยวด้วยตัวเอง แล้วมีอาหารอยู่ในมือแล้วก็ตาม

ในเวลาเดียวกัน มีการออกกฏข่มขี่อย่างเห็นได้ชัด เช่น ห้ามแบ่งข้าวจากนารวมเอง ห้ามเดินทางข้ามเขตโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นต้น ผลกระทบที่ตามมาคือ ภายใน 2 ปี มีชาวยูเครนเสียชีวิตจากการอดอาหารไปกว่า 4 ล้านคน

ปี 1944 โจเซฟ สตาลิน ผู้นำสหภาพโซเวียตสั่งให้กองกำลังไล่อพยพชาว Tatars ออกจากดินแดนไครเมีย ซึ่งชาว Tatars พยายามตั้งตนเป็นอิสระเพื่อปกครองไครเมียด้วยตัวเองมาโดยตลอด

ปี 1954 สหภาพโซเวียตมีผู้นำคนใหม่เป็น นิกิตา กุซชอฟ ได้เปลี่ยนแปลงนโยบายใหม่เพื่อพยายามซื้อใจชาวยูเครน โดยการยกดินแดนไครเมียให้เป็นของชาวยูเครน โดยให้เหตุผลในเอกสารทางการว่า เป็นการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์การรวมชาติยูเครนกับสหภาพโซเวียตที่ยาวนานถึง 300 ปี

ทำไมไครเมีย ถึงเป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจของสภาพโซเวียต กระทั่งมาถึงรัสเซียในปัจจุบัน

ดินแดนไครเมีย เป็นดินแดนที่มีติ่งยืดเข้าไปในทะเลดำหรือที่เรียกว่าคาบสมุทร อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิรัสเซียมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18

การตั้งสหภาพโซเวียต ได้มีการให้ไครเมียกลายเป็นรัฐกึ่งอิสระแต่ยังคงอยู่ภายใต้การปกครองของโซเวียต

หลังสงครามโลก ไครเมียกลายเป็นจังหวัดหนึ่งของโซเวียต กระทั่งกุซชอฟ ยกไครเมียให้อยู่ในการควบคุมของยูเครนอีกครั้ง มาถึงตรงนี้ไครเมียคือสาธารณรัฐปกครองตนเองภายใต้ยูเครน คล้ายๆ ไต้หวันกับจีน

ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของไครเมียมีพื้นที่ติดทะเล ครอบคลุมอาณาเขตกว่า 27,000 ตารางกิโลเมตร จึงเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ สร้างเม็ดเงินมหาศาลจากการเป็นเมืองท่า รองรับอุตสาหกรรมขนส่งทางทะเล แถมยังเป็นพื้นที่ทะเลดำที่เชื่อมต่อกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่ประเทศมหาอำนาจอย่างฝรั่งเศส อิตาลี ตุรกี และกรีซ สามารถเข้าถึงได้ง่าย

ทั้งรัสเซียและยูเครน พยายามสร้างฐานทัพเรือของตนเองที่ดินแดนแห่งนี้ และปัจจุบัน ฐานทัพเรือรัสเซียยังคงอยู่ในไครเมีย แม้ว่าไครเมียจะเป็นส่วนหนึ่งของยูเครนแล้วก็ตาม

ปี 1989-1991 ผู้นำในดินแดนน้อยใหญ่ประกาศอิสรภาพออกจากสหภาพโซเวียตที่ล่มสลาย กลายเป็น 15 ประเทศ หนึ่งในนั้นคือยูเครนและรัสเซีย

หลังสิ้นยุคโซเวียต กองกำลังพันธมิตรทางทหารต่างๆ ล่มสลายไปด้วย ในขณะที่พันธมิตรในคาบมหาสมุทรแอตแลนติกที่นำโดยสหรัฐ และชาติมหาอำนาจอีกหลายชาติยังคงอยู่ ซึ่งพันธมิตรทางทหารกลุ่มนี้ เราทุกคนคุ้นชื่อกันดีว่า “NATO”

ยูเครนที่เพิ่งมีอิสรภาพ และไม่เคยปกครองตนเองนานหลายร้อยปี จึงพยายามขอความร่วมมือจากสององค์กรในยุโรป นั่นคือ NATO และ EU ทว่าประชากร 1 ใน 6 ของยูเครนมีเชื้อสายรัสเซีย และ 1 ใน 3 ของยูเครนพูดภาษารัสเซีย จึงมีความขัดแย้งเรื่องการรวมกลุ่มกับพันธมิตรที่มีสหรัฐร่วมด้วย

ก่อนการล่มสลายของโซเวียต มีการสะสมอาวุธนิวเคลียร์ไว้มากมายในพื้นที่ยูเครน ทำให้หลังการล่มสลาย ยูเครนกลายเป็นประเทศที่ครอบครองนิวเคลียร์ไว้เป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากสหรัฐและรัสเซีย

ปี 1994 มีการเรียกร้องให้ยูเครนปลดอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งยูเครนยื่นข้อเสนอถึงความมั่นคงของชาติจากการรุกรานของมหาอำนาจต่างๆ

ปี 2005 วิคเตอร์ ยุชเชนโก ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี เขามีนโยบายเอนเอียงเข้าทางฝั่งยุโรปมาก และปี 2008 ท่าทีการปกครองของเขากลายเป็นจุดสนใจในการพิจารณาเข้าร่วม NATO

ปี 2010 มีการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ของรัสเซีย วิคเตอร์ ยาโนโควิช อดีตผู้นำที่เคยโดนปฏิวัติในปี 2004 ได้รับเลือกเป็นผู้นำอย่างขาดลอย 

ทันทีที่ได้รับตำแหน่ง ยาโนโควิชเทข้อตกลงของ EU และ NATO ทิ้ง พร้อมกับสร้างนโยบายเอนเข้าหารัสเซียแทน

ชาวยูเครนส่วนมากไม่พอใจ จนนำมาสู่การเรียกร้องของประชาชน เกิดการชุมนุมประท้วงอย่างรุนแรง ทำให้ในปี 2014 ยาโนโควิชจึงตัดสินใจก้าวลงจากตำแหน่ง และลี้ภัยไปยังรัสเซีย

กุมภาพันธ์ 2014 ฝั่งผู้นำรัสเซียที่เริ่มเห็นความนิยมจากชาวยูเครนลดน้อยลง จึงส่งกองกำลังลับ Little Green Man เข้าสู่ไครเมีย และเปิดฉากการโจมตีจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของยูเครน ส่งผลให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตไปมากมาย

ในเวลาเดียวกันกลุ่มนิยมรัสเซียเข้ายึดสภาท้องถิ่น และทำประชามติผนวกไครเมียกับสหพันธรัฐ และมีการรับรองสถานะดังกล่าวในเดือนมีนาคม 2014 โดยมี 7 ชาติรับรองสถานะดังกล่าว สร้างความไม่พอใจต่อชาติตะวันตก จนนำมาสู่ความขัดแย้งบานปลายจนถึงตอนนี้

หลังการผนวกเข้ากับรัสเซีย ได้มีการสำรวจประชามติถึงความเห็นของชาวไครเมีย ถึงความนิยมในฝั่งใดหว่างรัสเซียกับยูเครน ผลปรากฎว่ามากกว่า 95% ต้องการอยู่กับรัสเซีย หลายคนต้องการใช้ชีวิตอย่างสันติไร้ซึ่งสงคราม เพราะก่อนหน้านี้การเมืองในยูเครนไม่ได้สงบสักเท่าไหร่นัก มีการชุมนุมของประชาชนตลอด ซึ่งอาจมีผลต่อเศรษฐกิจที่เกิดจากการเปลี่ยนผู้นำบ่อยๆ นอกจากนี้การตัดขาดกับรัสเซีย จะทำให้การขนส่งสินค้าในยูเครนยากขึ้น เป็นต้นทุนที่นำมาซึ่งราคาข้าวของที่สูง

นอกจากเป็นเมืองท่าสำคัญ ที่เป็นสมบัติของใครต่อใครต่างอยากครอบครอง

ไครเมียไม่ได้มีแค่ยุทธศาสตร์เมืองท่าแค่อย่างเดียว แต่ยังมีทรัพยากรสำคัญอยู่มากมายโดยเฉพาะน้ำมัน และอาหารทะเล 

ฐานทัพเรือของรัสเซียในทะเลดำ ซึ่งเป็นฐานทัพเรือแห่งเดียวของรัสเซียในทะเลปิด จะเป็นปราการป้องกันสำคัญจากอำนาจตะวันตก

ไครเมีย เป็นหนึ่งในมาตุภูมิสำคัญในปี 1853 มีการฝังร่างทหารบรรบบุรุษรัสเซียถึง 4 แสนนาย ซึ่งประวัติศาสตร์หน้านี้ ผู้นำรัสเซียอย่างปูตินหยิบขึ้นมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการปลุกกระแสชาตินิยมในปัจจุบัน

ไครเมียเป็นปราการสำคัญที่รัสเซียพยายามครอบครองไว้ เพื่อป้องกันอำนาจของอิทธิพล NATO ที่คลืบคลานเข้ามาเรื่อยๆ

ไครเมียถูกใช้เป็นดินแดนให้ปูตินเพิ่มฐานอำนาจ ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ คะแนนนิยมก็ยิ่งมากขึ้น เพราะไม่ว่าจะมี NATO เข้ามาแทรกแซง แต่ปูตินก็ไม่ยอมอยู่ใต้อาณัติ 

ถึงอย่างนั้นก็ตาม ประวัติศาสตร์หน้านี้ ไม่ได้เพิ่งเริ่ม และสงครามไม่ได้จบลงไปก่อนหน้า แล้วมาเริ่มใหม่ แต่มันคือการพักรบแล้วสู้กันต่อ 

ไม่มีใครรู้ว่าภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ฉบับจริงที่กำลังดำเนินอยู่จะจบลงอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ในตอนนี้ สิ่งที่เลือนลางหายไปไม่ใช่เงินในกระเป๋าของนักลงทุนจากหุ้นราคาตก แต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเพื่อนมนุษย์ที่ต่อสู้เพื่อความขัดแย้งจากอำนาจไม่กี่ฝ่าย และจากคนเพียง…ไม่กี่คน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า