สินค้าหัตถกรรมไทยที่ใครๆ ว่าเชย แต่ส่งออกไปทั่วโลกมูลค่าต่อปีนับแสนล้าน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คำว่าซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) เป็นคำที่ได้รับการพูดถึงอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามักจะนำเสนอว่าประเทศไทยของเราเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบเชิงทรัพยากรด้านวัฒนธรรมอันโดดเด่นที่สามารถใช้เป็น Soft Power อันนำมาสู่ Creative Economy ได้เป็นอย่างดี การนำเสนอเช่นนั้นแม้จะเป็นเรื่องดีและเป็นข้อเท็จจริง แต่ในมุมหนึ่งก็อาจจะทำให้คนเข้าใจได้ว่าต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านั้นกลายเป็นสินค้าที่สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศโดยธรรมชาติโดยไม่ต้องผ่านการบริหารจัดการหรือการสร้างสรรค์เพิ่มเติมและเป็นเหมือน “ของตาย”

อาหาร โบราณสถาน นาฏกรรม อัธยาศัยไมตรี (Hospitality) และสิ่งต่าง ๆ มากมายที่มักปรากฏเป็นเงื่อนไขสำคัญของมูลค่าเพิ่มด้าน Soft Power ของประเทศนั้น ล้วนแล้วแต่ผ่านการบ่มเพาะ ปรับปรุง และนำเสนอให้โดดเด่นเป็นที่ประทับใจชาวโลกมาแล้วทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครปฏิเสธว่าไม่ใช่ต้นทุนทางเศรษฐกิจในการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ แต่ยังมี Soft Power อันเป็นรูปธรรมของไทยอีกหมวดหนึ่งซึ่งสร้างรายได้จำนวนมหาศาลให้แก่ประเทศไทยเป็นประจำทุกปีนั่นคือสินค้าประเภทศิลปหัตถกรรม ที่แม้ว่าโลกจะต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงนับตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ระบาดของโรคโควิด – 19 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2563 เป็นต้นมา ศิลปหัตถกรรมก็ยังคงเป็นสินค้าที่สร้างมูลค่าการส่งออกให้แก่ประเทศไทยเป็นมูลค่านับแสนล้านบาทเป็นประจำทุกปี

งานศิลปหัตถกรรมประเภทเครื่องเงิน (SACIT)

คุณค่าและมูลค่า

รายงานของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT ซึ่งมีพันธกิจหลักที่ต้องขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตกรรมไทยทุกแขนงได้รายงานภาพรวมของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยตลอดปี พ.ศ.2564 ว่าการส่งออกตั้งแต่เดือนมกราคม – ธันวาคม 2564 มีมูลค่าการส่งออกรวม 278,073.46 ล้านบาท ในขณะที่มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยตลอดปี พ.ศ.2563 มีมูลค่า 229,124.19 ล้านบาท จึงถือว่ายอดการส่งออกในปี พ.ศ.2564 สูงกว่า พ.ศ.2563 อย่างเห็นได้ชัด โดยหากเปรียบเทียบมูลค่าการส่งออกรายเดือนจะพบว่ายอดส่งออกในแต่ละเดือนของ พ.ศ.2564 จะสูงกว่า พ.ศ. 2563 ทุกเดือน ยกเว้นเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นผลกระทบมาจากการระบาดใหม่ของโรคโควิด – 19 ระลอกที่สองในขณะนั้น (เหตุการณ์คลัสเตอร์แพกุ้ง จังหวัดสมุทรสาคร)

ตลอดปี พ.ศ.2564 ประเทศที่มีมูลค่าส่งออกสูงที่สุดคือสหรัฐอเมริกา ตามด้วยเยอรมนี และญี่ปุ่นตามลำดับ และประเทศที่มีมูลค่าส่งออกขยายตัวมากที่สุดนั่นคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาตามลำดับ สำหรับประเภทสินค้าศิลปหัตกรรมของไทยที่มีมูลค่าส่งออกมากที่สุดสามลำดับแรกมีดังต่อไปนี้

ลำดับที่ 1 คือสินค้าประเภทเครื่องประดับแท้ทำด้วยเงิน มีมูลค่าส่งออก 54,281.90 ล้านบาท

ลำดับที่ 2 คือสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน มีมูลค่าส่งออก 52,670.49 ล้านบาท

ลำดับที่ 3 คือสินค้าประเภทเครื่องประดับแท้ทำด้วยทอง มีมูลค่าส่งออก 45,320.14 ล้านบาท

และสำหรับปี พ.ศ.2565 แม้ว่าภาวการณ์ระบาดของโรคโควิด – 19 จะเริ่มคลี่คลายลงแล้วนั้น แต่ความถดถอยของเศรษฐกิจยังคงเป็นวิกฤตที่ทั่วโลกกังวล เพราะตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมาโลกก็ต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ นั่นคือวิกฤตอันเป็นผลพวงมาจากความขัดแย้งในภูมิภาคยุโรปที่ลุกลามบานปลายกลายเป็นสงครามยืดเยื้อ อันนำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและการปรับตัวสูงขึ้นของเครื่องอุปโภคและบริโภค รวมถึงวิกฤตด้านภูมิอากาศที่เกิดขึ้นเป็นระลอกด้วย แต่แม้ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโลกจะไม่สดใสนัก แต่สินค้าประเภทศิลปหัตถกรรมของไทยก็ยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก 

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2565 SACIT รายงานว่า มูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมไทยห้าเดือนแรกของปี (มกราคม – พฤษภาคม) การส่งออกผลิตภัณฑ์ประเภทนี้มีมูลค่าการส่งออกรวม 136,267.56 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 36,759.73 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 36.94 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาห้าเดือนแรกของปีก่อน (พ.ศ.2564) ที่มีมูลค่าอยู่ที่ 99,507.83 ล้านบาท และนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2565 เป็นต้นมา มูลค่าการส่งออกในปีนี้เป็นรายเดือนมีมูลค่ามากกว่าปีก่อนหน้าทุกเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนพฤษภาคมซึ่งเป็นเดือนล่าสุด

กว่าจะเป็นผ้าไหม

เฉพาะเดือนพฤษภาคม 2565 ซึ่งเป็นเดือนล่าสุดที่มีการสรุปตัวเลขออกมาพบว่า ภายในเดือนนี้มีมูลค่าการส่งออกมากถึง 30,559.18 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.43 เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมของปีก่อน โดยประเทศที่เป็นตลาดส่งออกซึ่งมีมูลค่าสูงที่สุดสหรัฐอเมริกา โดยมีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 10,886.51 ล้านบาท ประเทศที่มีอัตราการขยายตัวของมูลค่าส่งออกมากที่สุดคือกาตาร์ โดยขยายตัวเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,514.71% กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอัตราการขยายตัวสูงที่สุดคือเครื่องเงินและเครื่องทอง ซึ่งสามารถทำรายได้มากถึง 15,946.03 ล้านบาทภายในเดือนเดียว (คิดเป็นอัตราการเติบโตถึง 67.35%) เมื่อเทียบกับเดือนพฤษภาคมของปีก่อน ในขณะที่งานหัตถกรรมและผ้าทอมือถือเป็นสินค้ากลุ่มศิลปหัตถกรรมไทยที่สร้างรายได้มากเป็นอันดับรองลงมา อยู่ที่ 7,752.06 ล้านบาท (อัตราเติบโต 28.42%) และ 6,199.16 ล้านบาท (อัตราเติบโต 25.91%) เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อน 

ตัวเลขเชิงสถิติข้างต้นนั้นเป็นตัวเลขที่น่าสนใจ เพราะแสดงให้เห็นว่างานศิลปหัตถกรรมไทยนั้นเป็นที่ยอมรับในตลาดโลก สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยได้มากเป็นประจำทุกปี และโตสวนกระแสเศรษฐกิจที่แสนจะผันผวนในปีนี้ด้วย รายได้ข้างต้นนั้นไม่ได้ยังประโยชน์ให้ตกอยู่กับเฉพาะเจ้าของกิจการหรือโรงงานเท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงเศรษฐกิจชุมชนมากมายที่มีความสามารถในการผลิตผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรม และยังสามารถสร้างรายได้ให้แก่ลูกจ้างทั่วไปที่อยู่ในฟันเฟืองของงานนี้ทั้งหมด เรียกได้ว่าเป็นงานที่สามารถสร้างประโยชน์ให้แก่คนหลายกลุ่มในสังคม แต่กว่าศิลปหัตถกรรมของไทยจะเดินทางมาถึงการเป็นสินค้าส่งออกมูลค่านับแสนล้านบาทในปีนี้ได้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเมื่อราวห้าสิบปีก่อน คุณค่าของศิลปหัตกรรมเหล่านี้แทบจะไม่เหลืออยู่เลยในสายตาของคนไทย และก็คงมีน้อยคนที่จะคาดคิดได้ว่า วันหนึ่งศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเหล่านี้จะกลายเป็นมูลค่าอันน่าภาคภูมิใจของเศรษฐกิจไทยในตลาดโลกได้

“ของคนจน” สู่ “ของคนไทย”

“…ทุกแห่งที่ตามเสด็จจะเห็นว่าชาวอีสานนี้นุ่งซิ่นไหมมัดหมี่ ข้าพเจ้าก็บอกว่าขอให้ฉันสักตัวจะได้ไหม เขาบอกว่าเอาไปทำไมของบ้านนอกคอกนา คนรวย ๆ เขาไม่ใส่กันหรอก ก็บอกกับเขาว่าสวยจริง ๆ ไม่ใช่แกล้งยกยอ เพราะว่าเป็นของสวยงามมาก เขาก็เลยยินดี เขาบอกว่าถ้าจะใส่จริงเขาจึงจะทำให้ บอกว่าทำมาเถอะแล้วจะใส่ เขาก็ช่วยกันทำมา…”

“… ข้าพเจ้าบอกเขาว่า ผ้าที่เขาใส่นี่สวยมาก ทอให้พระราชินีได้ไหม ชาวบ้านเขาก็บอกว่า พระราชินีจะเอาไปทำอะไร เพราะว่าผ้าแบบนี้ที่คนเขาจะนุ่งห่มก็มีแต่คนยากจนเท่านั้น คนใช้ที่กรุงเทพฯ นั่นแหละเขาใส่กัน พระราชินีจะใส่ไปทำไม ข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า ทอให้พระราชินีจะใส่ตลอด เขาก็ได้ตกลง มีการเข้าชื่อกันว่ามีใครบ้างจะรับอาสาทอผ้าไหมมัดหมี่ถวายแบบที่เขาใส่กันลายแปลก ๆ ข้าพเจ้าได้ให้เงินล่วงหน้าไว้กับคนที่จะทอผ้าให้ข้าพเจ้าทุกคน สังเกตเห็นว่าแววตาของเขาทั้งหลายมีความหวังว่าเขามีงานทำ …”

พระฉายาลักษณ์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชนนีพันปีหลวง

ความข้างต้นเป็นส่วนหนึ่งในพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงที่ได้พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2523 และ 11 สิงหาคม 2547 ตามลำดับ โดยทรงเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไปทรงเยี่ยมราษฎรในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นภาพสะท้อนอย่างชัดเจนให้เห็นว่าในอดีตนั้นสินค้าประเภทศิลปหัตถรรมพื้นบ้านของไทยเป็นของที่ไม่มีมูลค่าเลยเมื่อเทียบกับปัจจุบัน พิสูจน์จากคำพูดที่ชาวบ้านกราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงด้วยตนเอง

จุดเริ่มต้นแรก ๆ ของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านน่าจะเริ่มต้นนับเมื่อปี พ.ศ.2513 สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงโดยเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ไปทรงเยี่ยมราษฎรที่ประสบอุทกภัย ที่ อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม ทำให้มีพระราชดำริการพระราชทานอาชีพเสริมแก่ราษฎรและเป็นนำมาสู่การสำรวจ ศึกษา ค้นคว้าเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาผ้าทอและต่อยอดไปสู่ศิลปหัตถกรรมแขนงอื่น ๆ ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้งมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และเป็นแนวทางในการดำเนินงานของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) มาจนถึงทุกวันนี้

งานศิลปหัตถกรรมประเภทเครื่องทอง (พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน)

การส่งเสริมให้เหล่าแม่บ้านพัฒนาคุณภาพของงานศิลปหัตถกรรมในครัวเรือน จนกระทั่งกลายเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการต่อยอดให้เกิดมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมในวันนี้ เกิดมาจากน้ำพระราชหฤทัยที่ทรงตระหนักเห็นถึงความสามารถของชาวบ้านเป็นที่ตั้ง โดยทรงเห็นว่าของที่ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นของดาษดื่นเพียงพื้น ๆ และไม่มีมูลค่านั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นเพชรอันล้ำค่าของสังคมไทยที่ควรค่าแก่การเจียระไนให้งดงาม มือทั้งคู่ของเกษตรกรที่จับจอบและเสียมนั้นคือมือคู่เดียวกันกับมือของศิลปินชั้นเลิศ เมื่อได้ทรงเห็นคุณค่าเช่นนี้แล้ว การต่อยอดให้เกิดทั้งมูลค่าทางเศรษฐกิจที่เป็นตัวเงินและคุณค่าด้านจิตใจที่เป็นความภูมิใจและความหวงแหนในภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเองจึงเริ่มต้นขึ้น โครงการศิลปาชีพฯ ประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางและเป็นที่ประจักษ์ถึงในระดับสากล

ทำให้ทรงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลมากมายในระดับโลก เช่น รางวัลเกียรติคุณพิเศษในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 5 รอบ ในฐานะทรงอุทิศพระองค์ประกอบพระราชกรณียกิจอันเป็นผลให้แม่และเด็กนับล้านได้รับบริการขั้นพื้นฐาน โดยกองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF) รางวัลแห่งความเป็นเลิศในฐานะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจพัฒนาสตรีไทยโดยกองทุนพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ รางวัลเหรียญทองบุโรพุทโธ ในฐานะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอนุรักษ์และพัฒนางานศิลปหัตถกรรม จากองค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์ การศึกษา และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) และเหรียญซีเรส (Ceres Medal) เทิดพระเกียรติในฐานะที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่เพื่อยกฐานะของสตรีให้มีระดับสูงขึ้นและทรงเป็นผู้ให้โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง (To give without discrimination)  โดยองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) รวมถึงรางวัลอีกมากมายที่เกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและมนุษยธรรมซึ่งพ้นกำลังของผู้เขียนที่จะสามารถนำมาเรียบเรียงในที่นี่ทั้งหมดได้

ผ้าไทยสไตล์ประยุกต์

ต่อยอดให้ยั่งยืน

ในวันที่เรากำลังตั้งคำถามว่าเมืองไทยของเราจะส่งเสริม Soft Power และ Creative Economy ได้อย่างไร บางทีเราอาจจะไม่ต้องไปหาคำตอบจากที่ไหนไกล เพราะเรามีโมเดลความสำเร็จให้เห็นอยู่แล้วในประเทศไทยของเราเอง ความสำเร็จที่ว่านี้ไม่ใช่ความสำเร็จเฉพาะด้านมูลค่าที่เป็นตัวเงินสำหรับเติมเข้ากระเป๋าสตางค์เท่านั้น แต่ยังหมายรวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตและการผดุงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชนทุกกลุ่มให้สูงขึ้นได้ด้วยโดยไม่มีใครถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง

เราได้ยินคำพูดจากรัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัยตลอดระยะเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมาว่าเราต้องช่วยคนจน เราต้องช่วยชุมชน หรืออีกนานาคำพูดสารพัดสารพันที่ออกจากปากของนักการเมือง แต่ที่ผ่านมาคนกลุ่มที่เปราะบางเหล่านี้ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐให้ลุกขึ้นมาหยัดยืนอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าอย่างยั่งยืนหรือไม่ ผมคิดว่าท่านผู้อ่านคงจะมีคำตอบอยู่ในใจ และคำตอบนั้นก็คงจะไม่คลาดเคลื่อนไปจากคำตอบที่อยู่ในใจของผมมากนัก เพราะฉะนั้นจึงเป็นโจทย์ใหญ่ของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมที่จะต้องร่วมมือกันสร้าง Soft Power ของไทยให้มั่นคง แข็งแรง และยั่งยืน ให้สิ่งเหล่านี้หยั่งรากลึกลงไปเป็นความเข้มแข็งของชุมชน อย่าให้เป็นแค่เรื่องฉาบฉวยตามกระแสเท่านั้น ไม่แน่ว่าถ้าเราใส่ใจที่จะมองเห็นคุณค่าของความงามที่รอการขัดเกลาให้เปล่งประกายได้นานพอ เราอาจจะได้เห็นเพชรเม็ดงามอีกมากมายที่พร้อมต่อการเจียระไนให้เป็นแสงสว่างของสังคมได้เช่นเดียวกับที่งานศิลปหัตถกรรมเคยได้รับการถักทอให้งดงามและกลายเป็นศักดิ์ศรีของสังคมไทยบนเวทีโลกมาแล้ว

งานศิลปหัตถกรรมประเภทเครื่องไม้ (พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน)

จริงอยู่ว่าความสำเร็จของงานศิลปหัตถกรรมไทยทั้งหลายนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยการลงมือทำเพียงลำพังพระองค์หรือจากใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากความทุ่มเทเอาใจใส่และความเพียรพยายามอย่างไม่หยุดยั้งของทุกคนที่เกี่ยวข้อง ต้องทำสืบต่อกันจากรุ่นสู่รุ่น และต้องอาศัยการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด หากถึงกระนั้น ความสำเร็จทั้งวันนี้และในอนาคตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากปราศจากความตระหนักในศักดิ์ศรีและคุณค่าของงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านที่เป็นสมบัติของคนไทยด้วยกันเองที่เป็นจุดเริ่มต้นของความงดงามทั้งมวล

คนใดที่ได้ดู ก็จะรู้ประจักษ์สิ้น

ว่าเพชรจากพื้นดิน พระทรงสร้างมาอย่างไร

(นิทรรศการศิลป์แผ่นดิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า