นายกฯ ศรีลังกายอมรับ ประเทศล่มสลายแล้ว

นับเป็นการยอมรับแบบตรงๆ ของ ‘รานิล วิกรมสิงเห’ นายกรัฐมนตรีแห่งศรีลังกา ที่กล่าวต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ 22 มิถุนายนที่ผ่านมา หลังประเทศเผชิญกับมรสุมวิกฤติเศรษฐกิจทุกด้านที่ถาโถมเข้ามายังประเทศเกาะใหญ่แห่งเอเชียใต้ จนไม่อาจรับมือได้เนื่องจากความเปราะบางทางเศรษฐกิจของประเทศและหนี้สาธารณะที่กู้ยืมจากต่างประเทศสูงเกินกว่าที่จะบริหารจัดการได้

“สถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่ามาก มากกว่าการขาดแคลนเพียงอย่างเดียว และเศรษฐกิจของเราล่มสลายลงอย่างสิ้นเชิง”

เศรษฐกิจศรีลังกากําลังพังครืนลงภายใต้การแบกรับน้ำหนักของของหนี้สิ้นมหาศาล และการขาดรายได้จากการท่องเที่ยวจากผลการของโรคระบาดใหญ่

รวมถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้นสําหรับสินค้าโภคภัณฑ์ ผลที่ได้คือประเทศที่กําลังล้มละลายโดยแทบจะไม่มีเงินเพื่อนําเข้าน้ำมันเบนซิน นม ก๊าซหุงต้ม และกระดาษชําระ

ฝ่ายนิติบัญญัติจากสองพรรคฝ่ายค้านหลักกําลังคว่ำบาตรรัฐสภาในสัปดาห์นี้เพื่อประท้วงต่อต้านรานิล ซึ่งกลายเป็นนายกรัฐมนตรีหนังหน้าไฟเมื่อเดือนที่แล้ว และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย เนื่องจากล้มเหลวในการทําตามคํามั่นสัญญาที่จะพลิกเศรษฐกิจ

รานิลกล่าวว่า ศรีลังกาไม่สามารถซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อนําเข้าได้ เนื่องจากหนี้จํานวนมากที่เกิดจากบริษัทปิโตรเลียม

‘ซีลอนปิโตรเลียม คอร์ปอเรชั่น’ เป็นหนี้สูงถึง 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (24,826 ล้านบาท) รานิลบอกฝ่ายนิติบัญญัติว่า

“นี้เป็นสาเหตุที่ไม่มีประเทศหรือองค์กรใดในโลกที่เต็มใจจัดหาเชื้อเพลิงให้กับเรา พวกเขาลังเลที่จะจัดหาเชื้อเพลิงเป็นเงินสดด้วยซ้ำ”

วิกฤตการณ์ดังกล่าวเริ่มทําร้ายชนชั้นกลางของศรีลังกา ซึ่งคาดว่าจะอยู่ที่ 15 – 20% ของประชากรในประเทศ ชนชั้นกลางเริ่มขยายตัวในทศวรรษ 1970 หลังจากเศรษฐกิจเปิดกว้างขึ้นเพื่อการค้าและการลงทุนมากขึ้น โดยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จนกระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ครอบครัวชนชั้นกลางที่เคยมีกินมีใช้ กำลังต้องดิ้นรนในการหาเชื้อเพลิงหรืออาหาร ให้ได้ครบทุกมื้อต่อวัน

Bhavani Fonseka นักวิจัยอาวุโสของศูนย์ทางเลือกนโยบายในกรุงโคลัมโบเมืองหลวงของศรีลังกากล่าว พวกเขาถูกโจมตีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา

เจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับคำสั่งให้หยุดงงานทุกวันศุกร์เป็นเวลา 3 เดือนเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง และปลูกผัก ผลไม้กินเอง อัตราเงินเฟ้อสําหรับอาหารคือ 57% ตามข้อมูลของทางการ

รานิลเข้ารับตําแหน่งหลังจากหลายวันของการประท้วงอย่างรุนแรงเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ และเมื่อวันพุธเขาตําหนิรัฐบาลชุดก่อน คือความล้มเหลวในการดําเนินการแก้ปัญหาให้ทันเวลา เนื่องจากทุนสํารองต่างประเทศของศรีลังกาที่หมดลง

วิกฤตสกุลเงินต่างประเทศทำให้ไม่สามารถนําเข้าสินค้าจำเป็นได้ เกิดการขาดแคลนอย่างรุนแรง ซึ่งรวมถึงยารักษาโรค บังคับให้ผู้คนยืนต่อแถวยาวเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการขั้นพื้นฐาน

จนถึงขณะนี้ศรีลังกาได้ได้รับการสนับสนุนจากวงเงินสินเชื่อ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (141,864 ล้านบาท) จากประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย แต่นายรานิลกล่าวว่าเงินช่วยเหลือจากอินเดียจะไม่สามารถทําให้ศรีลังกาพ้นวิกฤติได้ในระยะยาว

นอกจากนี้ยังได้รับคํามั่นสัญญาจาก 300 – 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (10,639 – 21,279 ล้านบาท) จากธนาคารโลกเพื่อซื้อยาและสินค้าต่างๆ ที่จําเป็น

ทั้งนี้ศรีลังกาได้ประกาศแล้วว่ากําลังระงับการชําระหนี้ต่างประเทศจํานวน 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (248,262 ล้านบาท) ที่ครบกําหนดชําระในปีนี้ ซึ่งอยู่ระหว่างรอผลการเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟ เกี่ยวกับโครงการช่วยเหลือ ซึ่งต้องได้รับเงินเฉลี่ย 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (177,330 ล้านบาท) ต่อปีจนถึงปี 2026

ความช่วยเหลือด้านไอเอ็มเอฟดูเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวของประเทศในตอนนี้ เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานกําลังเดินทางไปศรีลังกาเพื่อหารือเกี่ยวกับแนวคิดนี้ ซึ่งข้อตกลงระดับเจ้าหนัาที่มีแนวโน้มที่จะบรรลุภายในสิ้นเดือนกรกฎาคม

แหล่งอ้างอิง

The Guardian

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า