ศรีลังกา : หยาดน้ำตาแห่งเอเชียใต้ ดินแดนแห่งการแย่งชิงอำนาจนับพันปี

เมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ทั่วโลกได้รับรู้ประโยคอันน่าเจ็บปวดและสะเทือนใจที่สะท้อนภาพของวิกฤตเศรษฐกิจอันหนักหน่วงในประเทศศรีลังกาจากปากของ รานิล วิกรมสิงเห (Ranil Wickramesinghe) อดีตนายกรัฐมนตรีของศรีลังกาที่รับ “เผือกร้อน” มาจากความล้มเหลวทางเศรษฐกิจทุกด้านที่กำลังเกิดขึ้นอยู่กับประเทศศรีลังกาในขณะนี้

ภาพความโกรธแค้นของบรรดาผู้ประท้วงที่เผาทำลายบ้านพักของคนในตระกูลราชปักษาซึ่งครองอำนาจมาอย่างยาวนาน ภาพรถยนต์และรถจักรยานยนต์จำนวนมากจอดรอเข้าแถวเติมน้ำมันที่ริมถนนยาวเหยียด ภาพความสิ้นหวังของคนหาเช้ากินค่ำในประเทศศรีลังกา กลายเป็นภาพอันชินตาบนภาพข่าวต่างประเทศตลอด 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา และจนบัดนี้เราก็ยังไม่รู้ว่าจะต้องเห็นภาพเช่นนี้ต่อไปอีกนานเท่าใด

อนุทวีปอินเดียหรือภูมิภาคเอเชียใต้มีสัณฐานคล้ายรวงผึ้ง โดยมีเกาะลังกาหรือในอดีตเรียกว่าลังกาทวีปเป็นหยดน้ำผึ้งรสหอมหวานที่หยาดลงบนภาคพื้นมหาสมุทรอินเดีย แต่หยาดน้ำผึ้งหยดนี้กลับแทบจะไม่เคยได้สัมผัสความหอมหวานในตนเองเลยเนื่องจากถูกกลบด้วยหยาดน้ำตาของประชาชนแทบจะทุกยุคทุกสมัย เกาะเล็ก ๆ อันควรจะสุขสงบแห่งนี้เผชิญกับความวุ่นวายและความผันผวนตลอดมา ไม่ใช่แค่ในยุคนี้ แต่ชาวสิงหลได้เผชิญกับความผันผวนนานัปการมาก่อนหน้านี้เป็นระยะเวลาช้านานแล้ว

อนุราธปุระ : ร่มเย็นเป็นสุขอย่างอุดมคติ

ประวัติศาสตร์ของประเทศศรีลังกาเริ่มต้นขึ้นที่สมัยอนุราธปุระ เมืองทางตอนกลางค่อนไปทางเหนือของประเทศศรีลังกาซึ่งได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 3 โดยพระเจ้าปัณฑุกาภยะ (พ.ศ.163 – 233) อย่างไรก็ตามตามตำนานเล่าว่าชาวศรีลังกาเชื่อว่าตนเองสืบเชื้อสายมาจากราชสีห์ โดยมีกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาจากราชสีห์โดยตรงพระนามว่าพระเจ้าวิชัย เสด็จจากอินเดียทางตอนใต้มาขึ้นฝั่งที่ลังกาทวีปในวันเดียวกันกับที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานพอดี (พ.ศ.1) อย่างไรก็ตามตำนานเรื่องนี้ไม่มีหลักฐานทางโบราณคดียืนยัน และการที่ศรีลังกาเชื่อว่าต้นวงศ์ของตนสืบเชื้อสายมาจากราชสีห์นี้เองที่ทำให้ชาวศรีลังกาเรียกตนเองว่าชาวสิงหล

สมัยอนุราธปุระเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานถึง 1,200 ปี (พุทธศตวรรษที่ 3 – 16) หลังจากสถาปนาอนุราธปุระเป็นเมืองหลวงได้ไม่นาน ลังกาก็ได้รับพระพุทธศาสนาจากอินเดีย โดยสันนิษฐานว่าสมณทูตของพระเจ้าอโศกมหาราชคือพระมหินทเถระและพระสังฆมิตตาเถรี (ทั้งสองพระองค์นี้เป็นพระราชโอรสและพระราชธิดาของพระเจ้าอโศกมหาราชซึ่งอุปสมบท) ภิกษุและภิกษุณีทั้งสองพระองค์ได้เสด็จมายังลังกาและประดิษฐานพระพุทธศาสนาลงที่เมืองอนุราธปุระตรงกับรัชกาลพระเจ้าเทวานัมปิยติสสะ (พ.ศ. 236 – 276) นับแต่นั้นมาพระพุทธศาสนาก็เจริญรุ่งเรืองอยู่ในศรีลังกา มีการแบ่งแยกนิกาย (Schools) ออกไปเป็นสำนักต่าง ๆ และแข่งขันกันเจริญเติบโต จึงทำให้ศรีลังกาได้ชื่อว่าเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์สำหรับอาณาจักรอื่นที่นับถือพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทรวมถึงอาณาจักรไทยในอดีต เพราะลังกาได้ชื่อว่าเป็นดินแดนที่สืบทอดพระพุทธศาสนาโดยตรงจากอินเดีย และพระพุทธศาสนายังคงรุ่งเรืองยืนหยัดอยู่ได้แม้ว่าต่อมาพระพุทธศาสนาในอินเดียจะเสื่อมสูญไปแล้ว

ด้วยความที่อนุราธปุระเป็นสมัยที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา อันมีประจักษ์พยานเป็นโบราณสถานขนาดใหญ่มาจนถึงทุกวันนี้ จึงทำให้ภาพจำในความรู้สึกของชาวลังกาหรือรัฐอื่น ๆ ที่ได้รับอิทธิพลด้านพระพุทธศาสนามองว่าสมัยอนุราธปุระเป็นห้วงเวลาที่งดงาม สงบสุข และร่มเย็น เพราะฉะนั้นถาวรวัตถุหรือปูชนียวัตถุใดที่มาจากอนุราธปุระจึงถือว่าศักดิ์สิทธิ์และมีความหมายยิ่งกว่าที่อื่น ๆ เช่น หน่อต้นพระศรีมหาโพธิ์หลายต้นในพระอารามสำคัญของประเทศไทยได้นำหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ์จากเมืองอนุราธปุระมาปลูก

สถูปรุวันเวลิเสยะ เมืองอนุราธปุระ

อย่างไรก็ตามสมัยอนุราธปุระก็ไม่ได้ราบรื่นตลอดเวลา เนื่องจากพื้นที่ทางตอนเหนือของศรีลังกาอยู่ใกล้กับอินเดียตอนใต้ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวทมิฬ (Tamil) ชาวทมิฬและชาวสิงหลมีความขัดแย้งกันมาตั้งแต่สมัยบรรพกาล และมีสงครามระหว่างชาวทมิฬและชาวสิงหลเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ อนุราธปุระจึงไม่ใช่ยุคสมัยแห่งความร่มเย็นเป็นสุขอย่างอุดมคติอย่างที่ใครหลายคนเข้าใจ แต่กลับมีความระส่ำระสายเป็นช่วง ๆ สงครามระหว่างทมิฬและสิงหลครั้งสำคัญครั้งหนึ่งคือเมื่อ พ.ศ.440 ชาวทมิฬได้ยกทัพมาบุกเมืองอนุราธปุระหลังจากที่ลังกาเพิ่งจะมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่ พระนามว่าพระเจ้าวัฏฏคามิณีอภัย ขึ้นครองราชย์สมบัติได้เพียง 5 เดือน สงครามครั้งนั้นชาวสิงหลพ่ายแพ้หมดรูป พระเจ้าวัฏฏคามิณีอภัยต้องเสด็จลี้ภัย คราวนั้นพระสงฆ์ในลังกาเกรงว่าการบุกรุกของชาวทมิฬที่นับถือศาสนาฮินดูจะทำให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้น จึงได้มีการสังคายนาพระไตรปิฎกโดยการจารึกลงบนใบลานเป็นครั้งแรกของโลก โดยกระทำกันที่อลุวิหารเมืองมาตะเล (Matale) เป็นการสังคายนากันแบบเร่งด่วนและทุลักทุเล ไม่มีพระมหากษัตริย์อุปถัมภ์ และโชคดีที่ทำได้สำเร็จ เราจึงได้มีพระไตรปิฎกที่จดจารเป็นลายลักษณ์อักษรคงอยู่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

หลังจากนั้นอนุราธปุระก็ได้เอกราชกลับคืนมาจากพวกทมิฬ แต่ก็ต้องเผชิญกับความขัดแย้งภายในมาโดยลำดับ เริ่มจากความขัดแย้งระหว่างสำนักสงฆ์ต่าง ๆ ที่ชิงดีชิงเด่นกัน จนถึงเกิดการปิตุฆาตแย่งชิงราชสมบัติกันในรัชกาลพระเจ้ากัสสปะ (โปรดอ่านต่อในบทความเรื่อง “เมื่อคนบาปอยากเป็นท้าวเวสสุวรรณ พระราชวังมหัศจรรย์จึงถือกำเนิดขึ้น”) ชาวอนุราธปุระแทบจะไม่เคยได้พบกับความสงบสุขที่ต่อเนื่องยาวนาน จากปัญหาภายในที่สั่งสมกันมาเป็นระยะเวลานาน ในที่สุดอาณาจักรอนุราธปุระก็ร่วงโรยลงเรื่อย ๆ และเสียบ้านเมืองให้แก่พวกโจฬะจากอินเดียใต้ใน พ.ศ.1560

ความวุ่นวายหลังอนุราธปุระและอาณานิคมซีลอนของอังกฤษ

พวกโจฬะปกครองลังกาอยู่กว่ากึ่งศตวรรษ บ้านเมืองทรุดโทรม พระพุทธศาสนาเศร้าหมองเพราะพวกโจฬะนั้นนับถือศาสนาฮินดู ก่อนที่พระเจ้าวิชัยพาหุที่ 1 (พ.ศ.1598 – 1653) จะทรงขับไล่พวกโจฬะออกไปได้และสถาปนาอาณาจักรแห่งใหม่ขึ้นที่โปโลนนารุวะ ซึ่งเป็นเมืองทางตอนกลางของเกาะลังกาค่อนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สมัยโปโลนนารุวะได้รับการยกย่องว่าเป็นยุคทองของพระพุทธศาสนาอีกสมัยหนึ่ง กษัตริย์พระองค์สำคัญคือพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช (พ.ศ.1696 – 1729) พระองค์ทรงยุติความขัดแย้งระหว่างคณะสงฆ์ที่เรื้อรังมายาวนานได้ สถาปนาความแผ่นปึกแผ่นของพระพุทธศาสนาขึ้น และต่อมาพระพุทธศาสนาแบบโปโลนนารุวะนี้เองที่ได้เผยแผ่ออกไปยังดินแดนต่าง ๆ รวมถึงแคว้นสุโขทัย เรียกว่าพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบลังกาวงศ์

แต่เพียงไม่นานหลังจากสิ้นพระเจ้าปรากรมพาหุมหาราช ชาวสิงหลและพระพุทธศาสนาในลังกาก็ต้องประสบกับความวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อพระเจ้ามาฆะ (พ.ศ.1758 – 1779) ซึ่งนับถือศาสนาฮินดูทรงขึ้นครองราชย์และกวาดล้างพระพุทธศาสนาไปจนแทบจะหมดสิ้น พระสงฆ์ต้องลี้ภัยนำเอาพระทันตธาตุ (พระเขี้ยวแก้ว) ปูชนียวัตถุอันศักดิ์สิทธิ์ที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณของชาวสิงหลไปซ่อน โชคดีที่พระเจ้ามาฆะทรงมีอำนาจแต่เฉพาะทางตอนเหนือของเกาะ (บริเวณราชรัฐ) เท่านั้น จึงทำให้ทางตอนกลางและทางตอนใต้ของลังกายังคงรักษาความสงบสุขได้อยู่ แต่การสิ้นรัชกาลของพระเจ้ามาฆะก็ถือเป็นการสิ้นสุดของสมัยโปโลนนารุวะ และลังกาก็ต้องเผชิญกับความแตกแยกออกเป็นอาณาจักรเล็กอาณาจักรน้อย เปิดช่องให้โปรตุเกสซึ่งเป็นชาติตะวันตกชาติแรกรุกคืบเข้ามายึดครองเมืองท่าบริเวณชายฝั่งทะเลของลังกาได้ โปรตุเกสเริ่มเข้ามายึดครองศาสนสถานในพระพุทธศาสนา ทำลายวัดวาอาราม บังคับประชาชนให้เข้ารีตนับถือศาสนาคริสต์ ห้ามการเคารพบูชาภิกษุสามเณร

เมืองโปโลนนารุวะ

เคราะห์ซ้ำกรรมซัดยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น เพราะต่อมามีกษัตริย์พระองค์หนึ่งคือพระเจ้าราชสิงหะที่ 1 (พ.ศ.2124 – 2135) ทรงกระทำปิตุฆาตและขึ้นครองราชย์เป็นที่ติเตียนของคณะสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง ในขณะที่พราหมณ์ในศาสนาฮินดูทูลว่าพระองค์สามารถล้างบาปได้ เป็นเหตุให้พระองค์โปรดศาสนาฮินดูและโกรธแค้นพระพุทธศาสนา ทรงให้ทำลายพระพุทธศาสนาจนหมดสิ้น พระสงฆ์ไม่สามารถดำรงอยู่ในสมณเพศได้ต้องออกมาทำไร่ไถนาและสร้างครอบครัวเพื่อความอยู่รอด (แต่ยังปฏิบัติธรรมและสืบทอดพระธรรมคำสอนอยู่ในฐานะฆราวาส)

และนี่คือต้นเหตุสำคัญที่ทำให้ลังกาทวีปปั่นป่วนถึงขนาดที่ไม่เหลือพระภิกษุในพระพุทธศาสนาเลยแม้แต่รูปเดียว แม้จะมีความพยายามในเวลาต่อมาเมื่อราชวงศ์แคนดีขึ้นมามีอำนาจ ได้พยายามที่จะอาราธนาภิกษุจากดินแดนต่าง ๆ มาอุปสมบทให้กุลบุตรชาวลังกาก็ไม่เป็นผล จนในที่สุดก็สำเร็จในรัชกาลของพระเจ้ากีรติศรีราชสิงหะ (พ.ศ.2290 – 2324) ที่ทรงอาราธนาพระอุบาลีมหาเถระจากกรุงศรีอยุธยาพร้อมคณะสงฆ์มาฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในศรีลังกาได้สำเร็จ ประดิษฐานเป็นพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทแบบสยามวงศ์บนเกาะแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน นับได้ว่าไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์ด้านพระพุทธศาสนาที่ใกล้ชิดมาก 

แต่ศรีลังกาก็ได้ชื่นใจความร่มเย็นนั้นไม่นาน เพราะหลังจากนั้นลังกาก็ต้องเผชิญกับการก่อกบฏครั้งแล้วครั้งเล่าที่เต็มไปด้วยการแทรกแซงของต่างชาติ และในอีก 34 ปีต่อมา ในรัชกาลพระเจ้าศรีวิกรมราชสิงหะ อังกฤษก็เข้ามายึดครองลังกาเป็นอาณานิคมโดยสมบูรณ์ ถอนรากถอนโคนระบอบกษัตริย์และเถลิงอำนาจของตนเองเหนือลังกาอย่างเบ็ดเสร็จ ในช่วงเวลานี้อังกฤษพยายามสร้างอุตสาหกรรมไร่ชา ที่ต่อมารู้จักกันในชื่อชาซีลอน (Ceylon Tea) โดยคำว่าซีลอนนั้นเพี้ยนมาจากคำว่าสิงหล ชาวอังกฤษใช้แรงงานชาวสิงหลอย่างหนักในการสร้างอุตสาหกรรมชนิดนี้ แต่เนื่องจากประชากรชาวสิงหลมีจำนวนน้อย จึงทำให้อังกฤษขนเอาแรงงานชาวทมิฬในอาณานิคมอินเดียของตนเองเข้ามาใช้แรงงานในไร่ชาด้วย

การทำไร่ชาซีลอน (Ceylon Tea) ที่เมือง Nuwara Eliya เมืองตากอากาศสำคัญสมัยอังกฤษยึดครองศรีลังกาเป็นอาณานิคม

เหตุการณ์นี้ส่งผลให้ชาวทมิฬในศรีลังกามีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และจากเดิมที่เป็นชนกลุ่มน้อยซึ่งทรงอิทธิพลและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงภายในอยู่แล้ว ก็ยิ่งทำให้อำนาจต่อรองของชาวทมิฬมีมากขึ้น จนกระทั่งเมื่อศรีลังกาได้รับเอกราช (พ.ศ.2492) นโยบายของรัฐบาลศรีลังกากลับไม่ได้ให้ความสำคัญแก่ชาวทมิฬเท่าที่ควร ชาวสิงหลได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เหนือกว่าชาวทมิฬอย่างเห็นได้ชัด ความกดดันเช่นนี้จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์ความขัดแย้งลุกลามบานปลายกลายเป็นกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลม นำโดยเวฬุภิไล ประภาการัน กลุ่มกบฏได้ใช้วิธีรุนแรงในการเรียกร้องการปกครองตนเอง และที่มีชื่อเสียงที่สุดก็คือกบฏกลุ่มนี้เป็นต้นแบบของการใช้ระเบิดพลีชีพซึ่งได้กลายเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมในหมู่ผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงในเวลาต่อมา

น้ำตาหยาดสุดท้าย

กบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมสร้างความปั่นป่วนไปทั่วศรีลังกาเป็นระยะเวลายาวนานประมาณสามสิบปี จนกระทั่งมหินทา ราชปักษาได้ขึ้นมามีอำนาจเป็นประธานาธิบดี ร่วมกับโกตาพยา ราชปักษา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ในขณะนั้น) และสั่งกวาดล้างกบฏอย่างมโหฬาร ชาวทมิฬจำนวนมากถูกเข่นฆ่า จนกระทั่ง พ.ศ.2552 (ค.ศ.2009) ชาวทมิฬก็ถูกกวาดต้อนให้ไปจนมุมอยู่บริเวณชายหาดเล็ก ๆ ทางตอนเหนือที่มีพื้นที่ไม่ถึง 20 ตารางกิโลเมตร บริเวณนี้มีชื่อว่า No Fire Zone แต่ชื่อนั้นไม่มีความหมาย เพราะรัฐบาลศรีลังกาได้กวาดล้างชาวทมิฬอย่างโหดเหี้ยมโดยไม่เลือกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือผู้บริสุทธิ์ ปิดฉากกบฏพยัคฆ์ทมิฬอีแลมโดยสมบูรณ์

กลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลม

 แต่การครองอำนาจอันยาวนานของตระกูลราชปักษา ได้สร้างความล้มเหลวทางเศรษฐกิจครั้งแล้วครั้งเล่า จากวีรบุรุษที่คนบางกลุ่มเคยยกย่อง ได้กลายเป็นปีศาจร้ายที่กลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านตระกูลราชปักษาเห็นว่าต้องกำจัดออกไปให้สิ้นซากในวันนี้ ในช่วงเวลาประมาณสิบกว่าปีที่ผ่านมา รัฐบาลศรีลังกามีการแย่งชิงอำนาจกันเองภายในพรรค โครงการต่าง ๆ มักได้รับการดำเนินการไปอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ และเมื่อมีการเปลี่ยนผู้นำ โครงการที่ลงเงินไปแล้วมากมายนับไม่ถ้วนก็ถูกทิ้งค้างเอาไว้ไม่ได้ดำเนินการต่อให้เสร็จ ประเทศต้องสูญเสียเงินไปเป็นจำนวนมาก ตระกูลราชปักษาได้เข้ามามีอำนาจในตำแหน่งสำคัญ ๆ อย่างต่อเนื่องราวกับธุรกิจครอบครัว รัฐบาลได้ให้สิทธิประเทศจีนเข้ามาลงทุนตามโครงการ One Belt One Road ของจีน

(ซ้าย) มหินทา ราชปักษา (ขวา) โกตาพยา ราชปักษา

แต่บริษัทของชาวจีนก็ว่าจ้างชาวจีนมาเป็นแรงงานเกือบทั้งหมดโดยแทบจะไม่มีการจ้างงานชาวศรีลังกาเลย หนี้สิ้นของศรีลังกาเริ่มพอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ ซ้ำร้ายเมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด – 19 ศรีลังกาก็สูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวที่เพิ่งจะเริ่มตั้งไข่ได้ไม่นานไปเกือบทั้งหมด ซ้ำเติมด้วยวิกฤตด้านการเกษตรเมื่อรัฐบาลราชปักษาสั่งห้ามนำเข้าปุ๋ยเคมีโดยอ้างว่าต้องการสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ทั้งประเทศ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าที่รัฐบาลทำเช่นนั้นเพราะแท้ที่จริงแล้วรัฐบาลไม่มีเงินจะนำเข้าปุ๋ยเคมีอีกแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรที่ลดลงดึงให้ค่าผลิตผลทางการเกษตรสูงขึ้น ส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อปากท้องของประชาชน และประชาชนชาวศรีลังกาก็เหมือนถูกโบยตีซ้ำแล้วซ้ำแล้วด้วยวิกฤตพลังงานและปัญหาเงินเฟ้อในปัจจุบันที่ไม่รู้จะสิ้นสุดลงอย่างไร

วิกฤตขาดแคลนพลังงาน อาหาร รุนแรงในศรีลังกา

ประชาชนชาวศรีลังกาก็คงเหมือนกับประชาชนส่วนใหญ่ในทุกประเทศ ที่แท้ที่จริงแล้วไม่ได้ปรารถนาอะไรมากไปกว่าการมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามสมควรและอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนบนเกาะเล็ก ๆ แห่งนี้ควรจะมีความสุขได้ด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่ตนมี ความร่ำรวยทางศิลปะ วัฒนธรรม และความงดงามในหัวใจอันเกิดจากรากฐานชีวิตที่ผูกพันกับศาสนา แต่เพราะเหตุใดเกาะแห่งนี้จึงแทบจะไม่เคยได้สัมผัสถึงความสุขที่ว่านั้นอย่างถาวรเสียที อย่าให้มีแต่เพียงสวรรค์เท่านั้นที่จะตอบได้ เพราะคำตอบที่แท้จริงนั้นผู้มีอำนาจในบ้านเมืองทั้งหลายทราบดีอยู่แล้ว แต่จะลงมือทำตามคำตอบนั้นเพื่อประชาชนได้มากแค่ไหนเท่านั้นเอง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า