ศรีลังกา อ้อนวอนจีนขอเลื่อนจ่ายหนี้ เงินใกล้หมดคลัง จากการกู้มาลงทุนแต่ไม่ก่อรายได้

จีนถือได้ว่าเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของศรีลังกา ที่ให้กู้ยืมเงินเพื่อการพัฒนาด้านต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน แต่ดูเหมือนว่าศรีลังกากำลังเผชิญกับปัญหาการชำระหนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนอาจจะส่งผลต่อการผิดนัดชำระหนี้ที่จะกระทบต่อเครดิตของประเทศในระยะยาว

เมื่อวันที่ 12 มกราคม ประธานาธิบดีโคตาบายา ราชปักษา แห่งศรีลังกา ยอมรับว่าขณะนี้ประเทศกำลังเต็มไปด้วยหนี้สินล้นพ้นตัวจากเงินกู้ของจีน จึงอยากจะอ้อนวอน นายหวัง ยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนที่เดินทางมาเยือนศรีลังกา ว่าขอให้จีนปรับโครงสร้างหนี้และการเข้าถึงสินเชื่อพิเศษเพื่อการนำเข้าสินค้าที่จำเป็น ท่ามกลางการดิ้นรนต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุด ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงการพัฒนาต่างๆ ที่ได้รับทุนจากรัฐบาลปักกิ่งแต่กลับไม่สร้างรายได้ให้ประเทศ

 “มันเป็นการบรรเทาทุกข์ครั้งใหญ่สำหรับประเทศ หากสามารถทำให้จีนสนใจในการปรับโครงสร้างการชำระหนี้เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นท่ามกลางโรคระบาด”

ผู้นำศรีลังกาขอให้จีนพิจารณาอนุมัติสินเชื่อสัมปทานสำหรับการนำเข้าเพื่อให้อุตสาหกรรมในประเทศสามารถดำเนินไปได้โดยไม่หยุดชะงัก นอกจากนี้ เขายังขอความช่วยเหลือเพื่อให้นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถเดินทางมาศรีลังกาได้อย่างปลอดภัย

ยังไม่มีสัญญาณตอบรับใดๆ จากตัวแทนจีน

ทั้งนายหวังและนายกรัฐมนตรี มหินดา ราชปักษา น้องชายของประธานาธิบดี ได้ไปเยือนเมืองพอร์ตของ ในกรุงโคลัมโบ ซึ่งเป็นเกาะที่ถูกยึดคืนโดยการลงทุนของจีน ซึ่งพวกเขาได้เปิดทางเดินเล่นและเปิดการเดินเรือจำนวน 65 ลำเพื่อรำลึกถึง 65 ปีของความสัมพันธ์ทางการฑูตระหว่างทั้งสองประเทศ

ในการกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองพอร์ต นายหวังกล่าวว่า การระบาดใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและไม่ได้รับการตรวจสอบได้ทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจทำได้ยาก และทั้งสองประเทศต้องใช้เวลาในวันครบรอบความสัมพันธ์ทางการฑูตเพื่อทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

แต่กลับไม่ได้มีการพูดถึงรายละเอียดหรือประกาศมาตรการบรรเทาทุกข์ใดๆ ให้กับศรีลังกา

การเดินทางของรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน ถือเป็นการพบปะสัญจรไปยังประเทศที่เป็นหมุดหมายที่มีการลงทุนโดยจีนจากการให้เงินกู้เพื่อพัฒนาโครงการต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วมีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับศักยภาพพื้นฐานของประเทศนั้นๆ โดยการเดินทางมาถึงศรีลังกาเป็นการเดินทางต่อจากมัลดีฟส์ในทริปสุดท้ายของการเดินทางไปเยือนในหลายๆ ชาติที่เป็นลูกหนี้ของจีน โดยเริ่มต้นจากประเทศในทวีปแอฟริกาอย่าง เอริเทรีย เคนยา และคอโมโรสในแอฟริกาตะวันออก

ประเทศที่เป็นหนี้จีนหัวโตจากการกู้ไม่หยุด

ศรีลังกาต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่ง โดยทุนสำรองต่างประเทศลดลงเหลือเพียง 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 56,000 ล้านบาท ซึ่งแทบไม่เพียงพอสำหรับการนำเข้าในช่วง 2 – 3 สัปดาห์นี้ นอกจากนี้ยังมีภาระหนี้ต่างประเทศมากกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2.3 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2565 รวมถึงการชำระคืนพันธบัตรมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 16,500 ล้านบาทในเดือนมกราคม และอีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 33,100 ล้านบาทในเดือนกรกฎาคม

ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศที่ลดลงส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างขึ้นด้วยเงินกู้จากจีนซึ่งไม่ก่อให้เกิดรายได้ โดยจีนให้กู้ยืมเงินเพื่อสร้างท่าเรือและสนามบินในเขตฮัมบันโตตาทางใต้ รวมทั้งการก่อสร้างโครงข่ายถนนทั่วประเทศ

ตัวเลขของธนาคารกลางแสดงให้เห็นว่าเงินที่ศรีลังกากู้ยืมจากจีนในปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณ 3,380 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.12 แสนล้านบาท ยังไม่รวมเงินให้กู้ยืมแก่ธุรกิจของรัฐ ซึ่งแยกเป็นสัดส่วนและคาดว่าน่าจะมีอีกจำนวนมหาศาล

มัตธุกฤษณะ ศรวานันทา นักวิจัยหลักของสถาบันการพัฒนา Point Pedro กล่าวว่า ในทางเทคนิคแล้ว สามารถอ้างว่านี่คือการล้มละลาย

“เมื่อคุณมีทรัพย์สินต่างประเทศสุทธิของคุณเป็นสีแดง นั่นหมายความว่าคุณล้มละลายในทางเทคนิค”

เงินเฟ้อพุ่ง อาหารขาดแคลนหนัก ประเทศโดนลดอันดับความน่าเชื่อถือ

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ครัวเรือนประสบปัญหาขาดแคลนอย่างรุนแรง ผู้คนต่อแถวยาวเพื่อซื้อของจำเป็น เช่น นมผง แก๊สหุงต้ม และน้ำมันก๊าด ที่ราคาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และธนาคารกลางกล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นเป็น 12.1% ภายในสิ้นเดือนธันวาคมจาก 9.9% ในเดือนพฤศจิกายน อัตราเงินเฟ้ออาหารเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 22% ในช่วงเวลาเดียวกัน

เนื่องจากคลังของรัฐบาลการขาดแคลนเงินคงคลัง ผู้นำเข้าจึงไม่สามารถเคลียร์สินค้าที่มีสินค้าจำเป็นได้ และผู้ผลิตไม่สามารถซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศได้

การโอนเงินต่างประเทศก็ลดลงเช่นกันหลังจากที่รัฐบาลสั่งให้มีการแปลงสกุลเงินต่างประเทศและการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนแบบบังคับ

การปรับลดอันดับบริษัทจัดอันดับส่งผลให้ศรีลังกาสูญเสียอำนาจการกู้ยืมไปมาก โดยในเดือนธันวาคม Fitch Ratings ระบุถึงความเป็นไปได้ที่เครดิตจะปรากฎเป็นการผิดนัดชำระหนี้

ธนาคารกลางได้เพิ่มการแลกเปลี่ยนสกุลเงินในสกุลเงินจีนมูลค่า 1,500 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 45,700 ล้านบาทให้กับทุนสำรอง แต่นักเศรษฐศาสตร์ไม่เห็นด้วยว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของทุนสำรองต่างประเทศหรือไม่

สมรภูมิแย่งชิงอำนาจของ 2 ยักษ์เอเชีย

การเดินทางมาเยือนของรัฐมนตรีต่างประเทศของจีนได้เน้นย้ำอีกครั้งถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในระดับภูมิภาคระหว่างจีนและอินเดีย ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่ใกล้ที่สุดของศรีลังกาที่ถือว่าเกาะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตของตน

ก่อนที่นายหวังจะพูดคุยกับผู้นำศรีลังกา นักการทูตอินเดียระดับสูงได้เปิดบริการรถไฟจากสถานีใกล้โคลัมโบทางตอนเหนือ จากการให้เงินกู้โดยรัฐบาลอินเดีย

ถ้อยแถลงของสถานทูตอินเดียระบุว่า นี่ถือเป็นการให้ลำดับความสำคัญของนายกรัฐมนตรีอินเดีย นเรนทรา โมดี ในเรื่องความสัมพันธ์กับศรีลังกาตามนโยบาย ‘Neighborhood First’

เขากล่าวว่าคำแถลงล่าสุดของรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย จะสนับสนุนศรีลังกาในช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นเป็นการยืนยันนโยบายดังกล่าวในบริบทปัจจุบัน

“ศรีลังกากำลังโดนเชือกผูกมัดระหว่างอินเดียและจีนจากโครงการเงินกู้ช่วยเหลือ ซึ่งก่อนหน้านี้อินเดียกำลังย่ำแย่อยู่พักหนึ่ง ในขณะที่จีนกำลังพยายามจัดการสถานการณ์นี้ให้ถึงที่สุด”


แหล่งอ้างอิง

https://bit.ly/3qx8ZMM

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า