ศาลฯ ตัดสินให้รัฐบาลมาเลเซีย จ่ายชดเชยทายาทสุลต่านซูลู รัฐซาบาห์ 5.4 แสนล้าน เหตุเบี้ยวจ่ายค่าเช่าดินแดน

กลายเป็นเรื่องใหญ่ในภูมิภาคอาเซียนที่คนไทยแทบจะไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ เมื่อศึกแย่งชิงรัฐซาบาห์ รัฐฝั่งตะวันออกไกลของมาเลเซียบนเกาะบอร์เนียว ที่กลายเป็นว่ารัฐแห่งนี้ไม่ใช่รัฐที่เป็นของมาเลเซียอย่างสมบูรณ์แท้จริง แต่เป็นรัฐที่มาเลเซียจะต้องจ่ายค่าเช่าให้แก่สุลต่าน และทายาทมายาวนานนับร้อยปี เพื่อใช้พื้นที่รัฐแห่งนี้ในการขยายเขตแดนด้านทรัพยากรธรรมชาติที่มีอย่างมหาศาลในภูมิภาค โดยเฉพาะสินแร่ และปิโตรเลี่ยม

เรื่องนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงความรู้ที่เคยร่ำเรียนมาว่า รัฐที่อยู่ห่างออกไปจากแหลมมาลายูเป็นของมาเลเซียมาตลอด เพราะเมื่อมีการกล่าวถึงพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ประเทศมาเลเซีย ก็มักจะรวมรัฐบนเกาะอันห่างไกลเข้าไปด้วยเสมอ


เรื่องของรัฐซาบาห์กลายเป็นประเด็นร้อนแรงระหว่างประเทศอีกครั้ง เมื่อหลังกลุ่มทายาทของสุลต่านแห่งซูลู ราชวงศ์ซึ่งเคยมีอิทธิพลในสมัยศตวรรษที่ 19 ซึ่งปกครองพื้นที่บางส่วนซึ่งเป็นรัฐซาบาห์ ได้ฟ้องศาลอนุญาโตตุลาการในฝรั่งเศส เมื่อปี 2017 และศาลมีคำพิพากษาเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทำให้รัฐบาลมาเลเซียต้องจ่ายเงินชดเชยเกือบ 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 549,180 ล้านบาท แก่ทายาทของสุลต่านแห่งซูลู เนื่องจากเป็นผู้รับช่วงต่อ ข้อตกลงที่ดินฉบับปี 1878 หรือเมื่อ 144 ปีที่แล้ว ระหว่างบริษัทบอร์เนียวเหนือชาร์เตอร์อังกฤษ ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของบริษัทบอร์เนียวเหนืออังกฤษ ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาณานิคม กับสุลต่านแห่งซูลูองค์สุดท้าย


แม้ว่าอังกฤษจะยกเลิกกิจการและมาเลเซียได้ประกาศเอกราชแล้วเมื่อปี 1946 ก่อนที่ต่อมาพื้นที่รัฐซาบาห์จะถูกผนวกรวมเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐมาเลเซียในปี 1963 แต่รัฐบาลมาเลเซียยังคงมีการจ่ายเงินค่าเช่าต่อให้กับทายาทของสุลต่านซูลูมาตลอดร้อยกว่าปี ตามพันธกรณีจากสนธิสัญญาปี 1946 ที่ 5,300 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือราว 189,793 บาท


แต่เมื่อปี 2017 จู่ๆ รัฐบาลมาเลเซียก็ประกาศว่าจะไม่มีการจ่ายเงินค่าเช่าให้กับทายาทของสุลต่านซูลูอีกต่อไป เพราะอ้างว่ารัฐซาบาห์เป็นของมาเลเซียไปแล้ว ทำให้ทางกลุ่มทายาทไปฟ้องศาลอนุญาโตตุลาการ และศาลก็ได้มีคำตัดสินออกมาให้ชดเชยด้วยเงินมูลค่ามหาศาลดังกล่าว

ไม่เพียงเท่านั้นยังได้มีการสั่งยึดทรัพย์รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานอย่าง ‘ปิโตรนาส’ ที่ตั้งอยู่ในยุโรป 2 แห่ง ตามคำสั่งของศาล ซึ่งอยู่ในประเทศลักเซมเบิร์กคือ ปิโตรนาสอาเซอร์ไบจาน (ชาห์ เดนิซ) และ ปิโตรนาสเซาท์คอเคซัส อีกด้วย

ต้องยอมรับว่าผู้คนในรัฐฝั่งตะวันออกบนเกาะบอร์เนียว ไม่ได้มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับมาเลเซียมาตั้งแต่อดีต เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวถูกควบรวมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งได้โดยอังกฤษเป็นผู้มีอิทธิพลขีดเส้นดินแดนเอาไว้ เพื่อให้สามารถขยายอิทธิพลด้านการปกครอง และผลประโยชน์ของทรัพยากรในพื้นที่ที่เรียกได้ว่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

และเป็นการคานอำนาจกับเจ้าอาณานิคมที่ปกครองประเทศแถบนั้นเช่นกัน ทั้งฮอลแลนด์ ที่เคยปกครองดินแดนทั้งหมดของอินโดนีเซียในปัจจุบัน และสหรัฐฯ ที่เคยปกครองเหนือหมู่เกาะฟิลิปปินส์

อีกทั้งรัฐซาบาห์ และซาราวักยังได้รับการพัฒนาในด้านต่างๆ น้อยกว่ารัฐบนแหลมมาลายู งบประมาณต่างๆ ไปถึงน้อยมาก ทำให้รัฐทั้งสองบนเกาะบอร์เนียวมีการพัฒนาที่ล้าหลัง ระดับการรู้หนังสือยังของประชากรยังต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน และระบบโครงสร้างพื้นฐานค่อนข้างทรุดโทรม ไม่สะดวกสบาย

แต่กลับเป็นรัฐที่สร้างรายได้ให้กับมาเลเซีย จากทรัพยากรธรรมชาติที่ล้นเหลือโดยเฉพาะน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งอาจจะเรียกได้ว่ารัฐนี้เป็นรัฐลูกนอกไส้ที่ผู้เป็นพ่อแม่หวังขูดรีดใช้งานไถเงิน แต่กลับให้การอุปถัมภ์ดูแลที่ไม่สมน้ำสมเนื้อเลย

ศึกแย่งชิง 3 ดินแดน มาเลเซีย ซาบาห์ ฟิลลิปปินส์

ศึกการแย่งชิงพื้นที่ของรัฐซาบาห์ ไม่ได้เป็นเพียงข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลมาเลเซีย และกลุ่มทายาทของสุลต่านซูลูเท่านั้น แต่ไปเกี่ยวพันกับประเทศฟิลิปปินส์ ที่ก็มีประเด็นข้อพิพาทในพื้นที่ดังกล่าวเช่นกัน

เพราะอาณาจักรของสุลต่านแห่งซูลู ก็ครอบคลุมพื้นที่บางส่วนของเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ และทายาทของสุลต่านก็อาศัยอยู่ในฟิลิปปินส์ เรื่องนี้ทำให้ประเทศฟิลิปปินส์ก็ไม่พ้นถูกลากเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง โดยที่พวกเขาอ้างว่าสนธิสัญญาในปี พ.ศ. 1946 เป็นสัญญาเรื่องการปล่อยเช่าไม่ใช่สัญญาที่ทำให้เกิดการถ่ายโอนอธิปไตยไปให้กับอีกฝ่าย

ทำให้ในปี พ.ศ. 1963 ฟิลิปปินส์ได้อ้างสิทธิอย่างเป็นทางการว่าพวกเขามีอธิปไตยเหนือพื้นที่อาณาเขตแห่งนี้ ข้อพิพาทนี้ยังคงเป็นอุปสรรคขัดขวางความสัมพันธ์ระหว่างฟิลิปปินส์กับมาเลเซียเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

สำหรับกระแสข่าวที่เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซีย นับว่าค่อนข้างช็อกคนมาเลเซียอย่างมาก เพราะความเชื่อตลอดหลาย 3 ชั่วอายุคนที่ผ่านมาคิดว่า รัฐซาบาห์เป็นของมาเลเซียอย่างสมบูรณ์มาโดยตลอด

แต่ในความจริงแล้วรัฐบาลจำเป็นต้องจ่ายเงินค่าเช่าทุกปีให้แก่ทายาทของสุลต่านแห่งซูลู เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการใช้พื้นที่รัฐดังกล่าว

เหตุการณ์นี้ส่งผลเสียร้ายแรงกับรัฐบาลมาเลเซียอย่างมาก ด้วยการที่ตอนนี้ประเทศมาเลเซียมีเสถียรภาพทางการเมืองที่ไม่ค่อยมั่นคงอยู่แล้ว และตลอด 10 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลมาเลเซียถูกโจมตีอย่างหนักเรื่องการคอรัปชั่น จากเรื่องอื้อฉาวการยักยอกเงินผ่านโครงการ 1MDB มูลค่า 1.44 แสนล้านบาท โดยนายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรี

รวมไปถึงปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาหนี้ต่างประเทศที่สูงอย่างมากจนโครงการก่อสร้างต่างๆ ต้องพับโครงการไปเป็นจำนวนมาก รวมทั้งค่าเงินริงกิตที่ร่วงลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

ฝั่งการเมืองต่างกล่าวโทษไปยัง นายอิสมาอิล ซาบรี ยาคอบ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ที่มีท่าทีต่อต้านคำสั่งศาลฯ และประกาศจะปกป้องทรัพย์สินของรัฐบาลมาเลเซีย รวมทั้งไม่ให้ผู้ใดอ้างสิทธิเหนือดินแดนซาบาห์ และจะมิยอมจ่ายเงินให้กับกลุ่มทายาทสุลต่านซูลู แม้ว่าฝั่งของทายาทขู่เตรียมฟ้องศาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีกิจการของรัฐบาลมาเลเซียไปดำเนินธุรกิจเพื่อให้ยึดทรัพย์เพิ่มเติม และต้องมีการจ่ายค่าปรับต่อปีเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 หากยังไม่ยอมจ่ายเงินชดเชย 5 แสนกว่าล้านให้กับทายาท

ไม่เพียงแค่ซาบาห์ที่ไม่พอใจ ยะโฮร์ก็ขู่แยกตัว

ความเป็นปึกแผ่นของมาเลเซียในช่วงนี้ค่อนข้างสั่นคลอนอย่างหนัก เพราะเมื่อต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ‘สุลต่านอิบราฮิม’ แห่งรัฐยะโฮร์ ทรงมีพระดำรัสในพิธีเปิดการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งรัฐยะโฮร์ ครั้งที่ 15 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยระบุว่ารัฐบาลมาเลเซียไม่เคยใส่ใจรัฐยะโฮร์ ทั้งๆ ที่เป็นรัฐที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลค้ำจุนเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นเมืองท่าการค้าที่สำคัญกับสิงคโปร์

ทั้งยังตรัสว่า รัฐยะโฮร์ถูกปฏิบัติเหมือนเป็นแค่ลูกเลี้ยง (Stepchild) ทั้งๆ ที่สร้างรายได้มากมายแก่ประเทศมากเป็นอันดับต้นๆ หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ชาวยะโฮร์อาจเรียกร้องให้มีการแยกตัวออกจากมาเลเซีย เพราะบางทียะโฮร์อาจพัฒนาได้ไกลกว่านี้ หากเรายืนหยัดด้วยตัวเอง

รัฐยะโฮร์ส่งเงินรายได้เข้าคลังของรัฐบาลกลางปีละเกือบ 13,000 ล้านริงกิต หรือ 104,233 ล้านบาท แต่กลับได้รับการจัดสรรงบประมาณด้านการพัฒนาจากรัฐบาลเพียงแค่ 4,600 ล้านริงกิต หรือ 36,882 ล้านบาทในปีนี้


สุลต่านอิบราฮิมทรงย้ำว่า รัฐยะโฮร์มีสิทธิตามกฎหมายที่จะขอแยกตัวเป็นอิสระ หากมีการละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงสหพันธรัฐมาลายา (Federation of Malaya Agreement) ที่ลงนามกันไว้เมื่อปี 1948 และปี 1957

สำหรับรัฐยะโฮร์ นับได้ว่าเป็นรัฐที่ร่ำรวยที่สุดของมาเลเซีย ปัจจุบันที่มีประชากรราว 3.7 ล้านคน ตั้งอยู่ใต้สุดของประเทศ โดยมียะโฮร์ บาห์รู (Johor Bahru) ซึ่งเป็นเมืองหลวง เป็นเมืองการค้าชายแดนสำคัญของมาเลเซียและสิงคโปร์

อีกทั้งยะโฮร์เปิดรับการลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ ยกระดับขึ้นเป็นรัฐที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจระดับต้นๆ และยังมีความสำคัญมากสำหรับสิงคโปร์เพราะเป็นที่ตั้งของแหล่งน้ำดิบที่สิงคโปร์ทำสัญญาระยะยาวซื้อจากมาเลเซีย

สำหรับรัฐยะโฮร์นั้นมีอำนาจค่อนข้างสูงในมาเลเซีย และการที่สุลต่านยอมเข้าร่วมสหพันธ์มลายาบนฐานของข้อตกลงพื้นฐานหลายอย่างร่วมกัน แต่ถ้าหนึ่งในข้อตกลงนั้นถูกล่วงละเมิด ยะโฮร์ย่อมมีสิทธิทุกประการในการแยกตัวจากประเทศนี้ และยังเป็นรัฐเดียวของมาเลเซียที่มีกองทัพประจำรัฐ มีสิทธิ์ต่างๆ เหนือดินแดนทั้งผืนดินและน่านน้ำอย่างเต็มที่อีกด้วย

นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในภูมิภาคอาเซียนที่หลายคนมักไม่ค่อยรู้ ท่ามกลางการช่วงชิง แบ่งแยกดินแดนที่กำลังเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านที่เรามักมองว่ามีการพัฒนาที่มากกว่าไทย แต่ปัญหาภายในนั้นกลับรุมเร้าอย่างหนักต่อเสถียรภาพของประเทศและความมั่นคงแห่งรัฐ

Reference
The Diplomat l Aljazeera l Wikipedia l Wikipedia l Malaysiakini

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า