เริ่มวันนี้! ลดค่าโอน-จำนอง เหลือ 0.01% นักวิชาการเห็นต่าง เป็นการใช้ภาษีไม่คุ้มค่า

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ ประกาศกระทรวงมหาดไทย รวม 4 ฉบับ ซึ่งกำหนดให้มีการลดค่าการจดทะเบียนการโอน อสังหาริมทรัพย์จาก 2% และค่าจดทะเบียนจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านการอนุมัติของที่ประชุม ครม. เมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2564

โดยราคาซื้อขายและประเมินทุนทรัพย์ต้องไม่เกิน 3 ล้านบาท วงเงินจำนองไม่เกิน 3 ล้านบาท และมีการโอนและจดจำนองในคราวเดียวกัน มีผลตั้งแต่วันที่ 18 ม.ค. – 31 ธ.ค. 2565 ซึ่งทางสำนักโฆษกรัฐบาลมองว่า มาตรการส่วนนี้จะช่วยบรรเทาภาระให้ผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับราคาที่ไม่สูงมาก รวมถึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาคอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง

ขณะที่กระทรวงการคลัง ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการซื้อขายอสังหาฯ มูลค่าประมาณ 291,000 ล้านบาท และช่วยเพิ่มการบริโภคในประเทศได้ 74,000 ล้านบาท เพิ่มการลงทุนอีกกว่า 135,000 ล้านบาท และส่งผลให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.58%

อย่างไรก็ตามมาตรการนี้แม้จะดูดีในเชิงลดค่าครองชีพให้ประชาชนที่อยากมีบ้าน และตัวเลขจีดีพี แต่ในมุมของนักวิชาการอย่าง ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส TDRI ทุนวิจัย วช. มองว่า ไม่เห็นด้วยกับการอุดหนุนภาคอสังหา โดยเฉพาะการลดค่าธรรมเนียมแบบนี้ เนื่องจากหากย้อนไปดูโครงสร้างธุรกิจในช่วงโควิด-19 จะพบว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ก็ต่างยังทำกำไรกันได้อยู่มาก

“การที่ภาครัฐไปช่วยอุดหนุน กับการที่เขาลดราคาเอง บริษัทอสังหาเขาทำไม่ได้เชียวหรือ ผมจึงมองว่าการลดค่าธรรมเนียมแบบนี้ หากธุรกิจเขาสามารถทำแพ็คเกจได้อยู่แล้ว การลดราคาไปเขาไม่ได้ขาดทุนเลย แล้วเอกชนก็ยังระบายสต็อกสินค้าได้ด้วย การใช้จ่ายภาษีแบบนี้ จึงเป็นการใช้จ่ายที่ไม่มีประสิทธิภาพ” ดร.นณริฎ

การที่โครงการหรือมาตรการภาครัฐที่เข้ามาอุดหนุนภาคเอกชน ในเชิงเศรษฐศาสตร์ควรใช้ต้นทุนภาษีให้คุ้มค่ามากที่สุด แต่การออกมาตรการก็ยังสวนทางมาตลอด เช่นเดียวกับโครงการ “ช้อปดีมีคืน” ที่ลดภาษีให้คนรวย หรือผู้มีรายได้สูงบางกลุ่มที่กินสัดส่วนแค่ 10-15% ของประเทศ ต้องถามว่าร้านค้าเขาไม่สามารถลดได้เลยหรือ ทั้งที่จัดแคมเปญลด 50-70% ก็ยังสร้างกำไรกันได้อยู่ จึงไม่เห็นด้วยกับการลดค่าธรรมเนียมเหล่านี้

อีกมุมหนึ่งที่ยังพอเห็นเป็นความหวังในมาตรการต่อไปคือ การออกแบบมาตรการกำหนดเพดานรายได้ให้กับคนที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริง ด้วยการตั้งราคาไม่เกิน 3,000,000 บาท จึงถือว่าพอยอมรับได้

ก่อนหน้านี้เอง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากรเปิด ออกมาเปิดเผยว่า แผนการปฏิรูปโครงสร้างภาษีในปัจจุบัน ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ต่างๆ มากขึ้น โดยเฉพาะการปรับปรุงค่าลดหย่อนทางภาษี ที่จะให้น้ำหนักการลดหย่อนเพื่อเอื้อประโยชน์ต่อคนรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยมากขึ้น และจะตัดสิทธิ์ประโยชน์ของคนรวยให้น้อยลง

หากดูสิทธิประโยชน์การลดหย่อนทางภาษีในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า มีความเหลื่อมล้ำอยู่บางส่วน โดยกลุ่มผู้มีรายได้สูง 20% ที่ได้ใช้ประโยชน์จากค่าลดหย่อนทางภาษีกว่า 80-90% ของอัตราการลดหย่อนที่รัฐจัดสรร เราจึงได้การยกเลิกการให้ค่าลดหย่อนในการลงทุนอย่าง LTF แล้ว ใช้กองทุน SSF ที่สามารถลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ที่ต้องเสียภาษี (ไม่เกิน 2 แสนบาท) เพื่อให้ชนชั้นกลางได้รับประโยชน์สูงขึ้น

Fact :
– รายได้ 21 บริษัทอสังหาฯ ปี 64 ( 9 เดือน) รวมกันอยู่ที่ 26,582 ล้านบาท
– เติบโตขึ้นกว่า 10.24% แม้มีสถานการณ์โควิด-19
– SC asset ยอดขาย 16,082 ล้านบาท เติบโต 30% ทำนิวไฮต่อเนื่อง
– AP Thailand กำไรสุทธิสะสมที่ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 24,294 ล้านบาท

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า