เลบานอน จาก “ปารีสแห่งตะวันออกกลาง” สู่ประเทศที่เศรษฐกิจใกล้ถึงจุดแห่งความล่มสลาย

ชื่อของประเทศเลบานอน ถูกพูดถึงอีกครั้งหลังจากที่ข่าวเกี่ยวกับประเทศแห่งนี้จากการรับรู้ของคนไทยครั้งล่าสุดเมื่อปี 2020 ที่ได้เกิดเหตุระเบิดอย่างรุนแรงบริเวณท่าเรือของกรุงเบรุต ส่งผลให้อาคารบ้านเรือนต่างพังพินาศเป็นวงกว้างไกลจากจุดสูญกลางของการระเบิดหลายกิโลเมตร ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ช็อกคนทั้งโลกในเวลานั้น

แต่ล่าสุดก็มีข่าวความเคลื่อนไหวจากเลบานอนอีกครั้งหลังจากการแถลงข่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์ออกมาจากปากของรองนายกรัฐมนตรี ซาอัด ชามิ ซึ่งระบุว่า สาธารณรัฐเลบานอนและธนาคารกลางเลบานอนได้ล้มละลายแล้ว และรัฐบาลกำลังเจรจากับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อออกมาตรการช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ

แต่ว่าทางด้านของผู้ว่าการแบงก์ชาติเลบานอน ไรอัด ซาลาเมห์ จะออกมาปฎิเสธว่า ธนาคารกลางยังไม่ล้มละลาย และยังคงสามารถปฏิบัติหน้าที่ภายใต้มาตรา 70 ของกฎหมายการเงิน ซึ่งระบุว่าธนาคารกลางมีหน้าที่รักษาความน่าเชื่อถือของสกุลเงินเลบานอน และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ซึ่งก็ยังไม่มีการรายงานข่าวเพิ่มเติมออกมาว่าฝั่งไหนที่มีการให้ข่าวผิดพลาด แต่หากในความเป็นจริงแล้ว ประเทศที่อยู่ติดกับชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนีย ที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองท่าตากอากาศที่สวยงามก็ตกอยู่ในสภาพที่ไม่ได้หนีจากจุดแห่งความล่มสลายในทุกๆ มิติ ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งความเป็นอยู่ของประชากร

เส้นทางของเลบานอนที่นำพาให้ประเทศเดินทางมาถึงจุดนี้ได้ ทั้งที่ในช่วงปี 2007-2010 เศรษฐกิจของเลบานอนมีอัตราการเติบโตที่สูงเฉลี่ย 9.1% นับว่าเป็นประเทศที่มี GPD เติบโตสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วส่งผลทำให้รายได้ประชาชาติในตอนนั้นพุ่งสูงขึ้นมาสู่ระดับ 260,200 บาท ต่อคนต่อปี ซึ่งมากกว่ารายได้ต่อหัวเฉลี่ยรายปีของคนไทยเล็กน้อย

ภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจบริการ การเงิน โทรคมนาคม และปิโตรเลียม คือรายได้หลักที่สร้างเม็ดเงินมาหาศาลให้กับประเทศเฉลี่ยแล้วก็ราว 1.17 ล้านล้านบาทต่อปี อีกทั้งเลบานอนยังเป็นจุดหมายปลายทางในการพักผ่อนตากอากาศของชาวยุโรปที่เลือกบินมาพักผ่อนที่นี่ รวมทั้งชาวฝรั่งเศส อดีตเจ้าอาณานิคมที่เคยปกครองประเทศแห่งนี้

เศรษฐกิจเลบานอนกำลังจะเติบโตไปได้สวย แต่แล้วก็ต้องมาสะดุดลงอีกครั้งเมื่อปี 2011 เมื่อซีเรียซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันได้เกิดสงครามขึ้น และสะเทือนมาถึงเลบานอน เนื่องจากว่ากรุงดามัสกัสของซีเรีย ซึ่งเป็นเป้าหมายของการโจมตีเพื่อทำสงครามอยู่ห่างจากชายแดนของเลบานอนเพียง 70 กิโลเมตร ทำให้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลื่องไม่ได้

ผลงจากสงครามกลางเมืองในซีเรียกระทบต่อเศรษฐกิจของเลบานอนเข้าอย่างจัง จากประเทศที่เคยมีอัตราการเติบโต 9% ร่วงลงไปเหลือเพียงแค่ 1.5-1.7% ในช่วงปี 2011 – 2017 และนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่เคยเป็นแหล่งรายได้สำคัญก็หายไปจากเลบานอนมากกว่า 1 ล้านคน

การตัดสินใจที่ผิดพลาดของรัฐบาลเลบานอนในเวลานั้นคือ การนำพาประเทศกระโดดร่วมวงสงครามซีเรีย ซึ่งมันก็คือการชักศึกเข้าบ้านตัวเอง เพราะสิ่งที่ตามมาคือเลบานอนกลายเป็นประเทศเป้าหมายของกลุ่มติดอาวุธอย่างไอซิสทันที เนื่องจากเลบานอนได้เข้าฝั่งเดียวกับรัฐบาลซีเรีย ทำให้กลุ่มก่อการร้ายได้เข้าโจมตีเลบานอนในหลายๆ จุด ทั้งเมืองชายแดนและในเมืองหลวง

เศรษฐกิจของเลบานอนตกต่ำลงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่ถึง 1 ปีหลังร่วม รายได้ของประเทศที่หายไปทั้งจากการที่นักท่องเที่ยวไม่เดินทางมาเนื่องจากเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดการโจมตีจากกลุ่มก่อการร้าย และการใช้เงินงบประมาณไปกับการทำสงคราม ส่งผลให้เลบานอนสูญเสียเงินอย่างมหาศาล จนไม่เพียงพอต่อการใช้จ่ายในการบริหารราชการแผ่นดิน จากงบประมาณที่ขาดดุลติดต่อกันหลายปีมากถึง -11% ในปี 2018

ทำให้เลบานอนต้องไปกู้ยืมเงินจากสถาบัน “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” หรือ IMF เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่เป็นผล ทำให้เลบานอนมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP สูงถึง 155% ในช่วงปี 2019 จากขนาดเศรษฐกิจที่มีเพียงแค่ 1.77 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับขนาดเศษฐกิจของจังหวัดชลบุรี และเล็กกว่าขนาดเศรษฐกิจของกรุงเทพเกือบ 7 เท่า หรือราว 6.7 ล้านล้านบาท

ในปี 2019 เลบานอนมีหนี้สะสมถึง 92,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 3 ล้านล้านบาท ในขณะที่รายได้ทางเศรษฐกิจหดหาย การท่องเที่ยวซึ่งถือว่าเป็นรายได้หลักของประเทศเพราะมีการพึ่งพาอุตสาหกรรมนี้มากถึง 61% และสร้างรายได้เข้าประเทศมากกว่าปีละ 300,000 แสนล้านบาท ก็แทบไม่เหลือ ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินการคลังอย่างรุนแรง

ที่สำคัญรายได้ต่อหัวประชากรที่มีอยู่ราว 6.8 ล้านคน จากในช่วงที่เศรษฐกิจรุ่งเรือง 260,200 บาท ต่อคนต่อปี ลดลงเหลือเพียง 163,471 ต่อคนต่อปี ในปี 2020

เมื่อประเทศมีหนี้มหาศาล ประกอบกับรายได้รัฐไม่เพียงพอ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ รัฐบาลได้ทำการขึ้นภาษีเพิ่มหลายรายการ ทั้งภาษีเหล้า บุหรี่ ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีโรงเรือน รวมทั้งการเก็บภาษีการใช้สัญญาโทรศัพท์มือถือและโซเชียลมีเดีย ก็คือใครที่เล่น Line WhatApp Facebook จะโดนเก็บภาษีวันละ 6 บาท

จนนำมาสู่การชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลอย่างรุนแรงในปี 2019 และเมื่อปี 2020 ประเทศก็ถูกซ้ำเติมอย่างหนักด้วยเหตุการณ์ระเบิดที่ท่าเรือในกรุงเบรุต ท่ามกลางสถารการณ์โรคระบาดใหญ่ทั่วโลก และตามมาด้วยการประท้วงใหญ่อีกหลายครั้ง จนประเทศที่ล้มลงไปแทบจะลุกกลับขึ้นมาไม่ไหว และเศรษฐกิจเติบโตติดลบกว่า -60% ซึ่งธนาคารโลกประเมินว่านี่เป็นวิกฤตการเงินครั้งที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลกสมัยใหม่

ค่าเงินปอนด์เลบานอนร่วงลงไปกว่า 90% ทำให้มูลค่าของเงินแทบไม่ต่างอะไรกับกระดาษ เกิดธุรกิจซื้อขายเงินดอลลาร์ในตลาดมืดในอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงมาก เพราะแม้แต่ธนาคารพาณิชย์ประชาชนก็ไม่อยากเอาเงินไปฝาก ยิ่งเอาเงินไปแลกแล้วไม่ต้องหวัง เพราะธนาคารก็ไม่มีเงินสกุลต่างชาติให้แลกเช่นกัน

อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นทำให้การซื้อสินค้าเพื่อการดำรงชีพสักชิ้นยังเป็นเรื่องยาก แค่จะซื้อผ้าอนามัยสักห่ออาจต้องใช้เงินนับพันปอนด์ จากเดิมแค่ไม่กี่สิบปอนด์ หรือหนักกว่าก็คือต้องหาของมาแลกของแทน

อีกทั้งการคอรัปชันในรัฐบาลที่สูงยิ่งทำให้อนาคตของเลบานอนยังคงมืดมัว ซึ่งเลบานอนเป็นประเทศที่มีอัตราการคอรัปชันสูงที่สุดเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ใกล้เคียงกับประเทศด้อยพัฒนาอื่นๆ เช่น ปาปัวนิวกินี ยูกันดา และบังกลาเทศ

ที่สำคัญมีหลายประเทศในโลกกำลังเผชิญกับปัญหาที่มีลักษณะคล้ายๆ กับเลบานอน ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ศรีลังกา ที่เผชิญกับหนี้ก้อนมหาศาล และการขาดแคลนพลังงาน สินค้า รวมทั้งอัตราเงินเฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้น แม้จะไม่ได้เกิดจากสงคราม แต่เกิดจากภาระค่าใช้จ่ายของรัฐที่เกินตัว นำมาสู่ผลกระทบที่อาจจะเป็นอีกหนึ่งประเทศที่ต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลายในอนาคต

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า