ไม่ใช่แค่ ‘สตีฟ จอบส์’ ที่ไม่ให้ลูกเล่น iPad CEO บริษัทเทคฯ ระดับโลกก็มีพฤติกรรมคล้ายกัน

หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องราวของ ‘สตีฟ จอบส์’ ผู้ก่อตั้งบริษัทเทคโนโลยีอันดับ 1 ของโลกในปัจจุบันอย่าง ‘Apple Inc.’ เกี่ยวกับการที่เขาไม่ยอมสอนให้ลูกเล่น ‘iPad’ ซึ่งเป็นนวัตกรรมของบริษัทที่เข้ามาพลิกโฉมการใช้ชีวิตของผู้คน

ในสายตาของคนทั้โลกมองจอบส์ว่าเป็นผู้บริหารและนักการตลาดที่มีความเก่ง ฉลาด แต่เรียบงาย ด้วยภาพลักษณ์ที่คุ้นตาเวลาที่เขาขึ้นเวทีเพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยเฉพาะเมื่อปี 2010 เขาขึ้นเวทีพร้อมกับการเปิดตัว iPad ซึ่งกว่า 50 นาทีของการบรรยาย เขาอธิบายถึงความพิเศษของ iPad ว่าทำอะไรได้มากมายจนผู้คนต่างเคลิ้ม และกระเป๋าตังค์เริ่มสั่น

แต่ที่น่าสนใจคือในปีเดียวกันนั้น จอบส์ให้สัมภาษณ์กับสื่อยักใหญ่แห่งอเมริกาอย่าง New York Times ว่าเขาไม่ให้ลูกๆ เล่น iPad เด็ดขาด

หลายคนคงสงสัยว่าเจ้าพ่อเทคอย่างสตีฟ จอบส์ มีคนเก่งๆ มากมายคอยทำงานให้ และสินค้าใหม่อย่าง iPad ลูกเขาก็ต้องใช้สิ ไม่อย่างนั้นผู้คนจะเชื่อใจได้อย่างไรว่า iPad มีความวิเศษอย่างที่พูดบนเวทีจริง 

อย่างไรก็ตาม Nick Bilton หนึ่งในทีมสัมภาษณ์จอบส์วันนั้น ให้ข้อมูลว่า ไม่ใช่เพียงแค่จอบส์เท่านั้นที่จำกัดการเล่นหรือใช้สินค้าของบริษัทตัวเองกับทายาท แต่พฤติกรรมเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับบรรดาผู้บริหารและซีอีโอบริษัทเทคฯ ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Evan Williams ผู้ก่อตั้ง Blogger, Twitter และ Medium หรือ Chris Anderson อดีตบรรณาธิการนิตยสารอเมริกันชื่อดังอย่าง ‘Wired’ 

พวกเขาเหล่านี้ จำกัดการใช้เทคโนโนโลยีของลูกๆ ซึ่งมันตรงกับวลีที่ว่า “Never get high on your own supply” หมายถึง “พ่อค้ายาจะไม่มานั่งเมายาซะเอง”

นอกจากเหล่าซีอีโอบริษัทเทคฯ เหล่านี้แล้ว Nick Bilton ยังไปสืบเสาะเกี่ยวกับผู้บริหารในแวดวงอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบวีดีโอเกมส์ ‘World of Warcraft’ ก็จะไม่เล่นเกมส์ที่ตัวเองสร้างเด็ดขาด 

หรือนักจิตวิทยาที่ดูแลเรื่องการออกกำลังกายก็ไม่เลือกที่จะใช้นาฬิกาข้อมือ ‘Smart Watch’ ที่คอยบอกค่านั่นนี่ ซึ่งพวกเขาบอกว่ามันเป็นไอเดียที่แย่ที่สุดที่จะทำให้ผู้คนเครียดจากการออกกำลังกายมากกว่าเดิม และจะไม่มีวันซื้อเป็นอันขาด

Greg Hochmuth วิศวกรคนแรกๆ ของ Instragram สารภาพภายหลังว่า เขาสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่า “Engine for addiction” หรือเครื่องมือสำหรับการเสพ เพื่อให้ผู้คนเสพติดกับการดูภาพและวีดีโอสั้นผ่าน Facebook กับ Instragram

เมื่อเราเริ่มไถหน้าจอไปเรื่อยๆ มันคือการหาจุดจบไม่ค่อยได้ จนบางครั้งเราลืมเวลานอน สิ่งเหล่านี้ตรงกับฟีเจอร์ของ ‘Netflix’ ที่เลื่อนตอนต่อไปโดยอัตโนมัติ จนบางครั้งซีรีย์ที่กำลังเมามันส์ทำให้เราลืมเวลานอน และแอปพลิเคชันหาคู่อย่าง ‘Tinder’ ก็พยายามกระตุ้นผู้ใช้ให้คอยปัดซ้ายปัดขวาไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอสเปคที่ถูกใจ 

จริงอยู่ที่ว่าแอพเหล่านี้มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ทั้งในเรื่องของความสุขในเวลาพักผ่อน หรือหาคนที่ชอบในเวลาที่ใช่ แต่บางครั้งหลายคนก็เสพติดจนแอพธรรมดาในหน้าจอย้อนกลับมาทำร้ายเรา

ความหมายของคำว่า “เสพติด” อาจฟังดูเหมือนเป็นแง่ลบเกินไป เพราะเมื่อฟังแล้วเราจะนึกถึงแค่สารเสพติดผิดกฎหมายอะไรทำนองนี้

ทว่าการเสพติดบางสิ่งบางอย่างไม่ได้อยู่ขึ้นกับยาเสพติดเสมอไป แต่มันยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมเป็นองค์ประกอบสำคัญ มีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ผู้ที่ติดสารเสพติดแม้จะได้รับการบำบัดกระทั่งรักษาหายแล้ว มีโอกาสสูงมากที่จะกลับมาติดอีกครั้ง

และเมื่อมองดูการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบัน เรามีสิ่งเร้ามากมาย ซึ่งในอดีตไม่เคยมีมา

ผู้คนในยุค 60s อาจติดเหล้า บุหรี่ การพนัน แต่ยุคนี้เรามีสิ่งเสพติดอยู่ในมือ และพร้อมจะเสพมันได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นแอพ Facebook, Instagram, YouTube, Tiktok หรือบางคนติดการดูคอนเทนต์ใน Pornhub 

เทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวไปเร็ว เพื่อที่จะแย่งฐานผู้ใช้งานให้ได้มากกว่าใครๆ ซึ่งมันจะทำให้ยอดโฆษณาเพิ่มมากขึ้น ตามมากด้วยรายได้บริษัทที่มากขึ้น

เมื่อการแข่งขันในศตวรรษที่ 21 เป็นอย่างนี้แล้ว เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็จะยิ่งเสพติดบางสิ่งบางอย่างมากขึ้นไปอีก

งานวิจัยบอกว่า เราไม่ควรใช้สมาร์ตโฟนเกินวันละ 1 ชั่วโมงต่อวัน แต่ในความเป็นจริง มากกว่า 88% ของคนที่มีสมาร์ตโฟน ใช้เวลาอยู่กับสิ่งเหล่านี้มากกว่านั้นหลายเท่า 

นี่คือสิ่งที่เรียกว่า “Addiction” หรือการเสพติด งานวิจัยยังบอกอีกว่ามนุษย์เราจะเสพติดสารบางอย่าง เพราะคุ้นเคยและใช้มันเป็นความสุขสมมานาน แต่พอสมาร์ตโฟนเข้ามาอยู่ในชีวิตผู้คน ทำให้เกิด ฺ”Behavioral addiction” หรือพฤติกรรมเสพติดเด่นชัดขึ้นและมากขึ้น 

ผลกระทบที่ตามมาในปัจจุบัน เราจะเห็นได้จากการนอนไม่ตรงเวลา อาการเจ็บป่วยจากการพักผ่อนไม่เพียงพอเพิ่มขึ้นสูงมาก และมนุษย์เลือกที่จะใช้วิตามินเพื่อลดอาการเครียดของสมองมากขึ้น 

อย่างไรก็ดี งานวิจัยยังบอกอีกว่าการหยุดแบบหักดิบไม่ได้ช่วยให้ดีขึ้น แต่จะยิ่งทำให้มีความอยากมากขึ้นไปอีก ในบางรัฐของสหรัฐอเมริกาที่มีวัฒนธรรมความเข้มงวดเรื่องศาสนา ซึ่งรวมถึงความเคร่งครัดในเรื่องเพศ แต่ว่าตัวเลขการเปิดเข้าชมเว็บโป๊กลับมากกว่ารัฐอื่นๆ 

ดังนั้นในเรื่องนี้ก็เช่นกัน การหยุดแบบหักดิบไม่ได้ช่วยอะไร แทนที่จะหักดิบให้หาสิ่งอื่นมาทดแทนจนเราหยุดสิ่งที่เสพติดอยู่ ซึ่งมันมีผลกระทบด้านลบต่อการดำรงชีวิต 

มาถึงตรงนี้คงเฉลยแล้วว่าการที่สตีฟ จอบส์ ไม่สอนให้ลูกเล่น iPad เพราะพวกเขากลัวอาการ Addiction ที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเด็กเมื่อเติบโตขึ้น 

แม้สตีฟจะรู้ดีว่า ทีมงานของเขาเก่งแค่ไหน สามารถออกแบบ iPad และผลิตภัณฑ์อื่นๆ เพื่อให้รองรับการใช้งานในโลกออนไลน์ เพื่อให้ลูกค้าจมอยู่กับความเสพติด อย่างโงหัวไม่ขึ้น

ดังนั้น แทนที่เราจะเป็นเหยื่อ เราควรเลือกที่จะตกเป็เหยื่อของสิ่งที่ตัวเองสร้างแต่แรกน่าจะดีกว่า และเมื่อลูกของเขาเติบโตพอมากขึ้นที่จะควบคุมพฤติกรรมของตัวเองได้ การใช้ iPad ก็จะไม่ครอบงำให้เกิดการเสพติดจนพัฒนาการชีวิตเสียไปอีกต่อไป

Reference
หนังสือ IRRESISTIBLE โดย Adam Alter

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า