ECONOMIC EDITORIAL INNOVATION

22 ปีรถไฟความเร็วสูงจีน จาก 0 – 36,000 กม. แหล่งแกงโฮะเทคโนโลยีรถไฟ สู่มหาอำนาจระบบรางโลก

22 ปีผ่านไปบนรางม้าเหล็กความเร็วสูงของจีน ที่ปัจจุบันได้กลายมาเป็นเส้นเลือดใหญ่ของการเดินทางไปทั่วผืนแผ่นดินมังกรอันกว้างใหญ่ไพศาล และในวันนี้การรถไฟแห่งประเทศจีนได้เผยความยาวเส้นทางของรถไฟความเร็วสูงซึ่งนับระยะทางทั้งหมดสิ้นสุดในเดือนกรกฎาคม 2563 รวมทั้งสิ้น 36,000 กิโลเมตร ซึ่งนั่นคือระยะทาง 3 ใน 4 ของเส้นรอบโลก และมากกว่าเส้นทางรถไฟความเร็วสูงของทั้งโลกรวมกัน ก็คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมแล้วว่าจีนมีเส้นทางรถไฟความเร็วสูงยาวที่สุดในโลกได้อย่างไร

มันคือการก้าวกระโดดของระบบขนส่งทางรางของจีนที่มีจุดเริ่มต้นมาจากความคิดที่ต้องการปรับความเร็วของการเดินทางโดยรถไฟให้มีความรวดเร็วขึ้น จาก 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่วิ่งกันด้วยความเร็วเท่านี้มาตั้งแต่อดีตให้ปรับขึ้นมาเป็นระดับความเร็วปานกลางที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แผนที่เส้นทางเฉพาะรถไฟความเร็วสูงที่ 250 กม./ชม. ขึ้นไป
แผนที่ทางรถไฟระหว่างเมืองทุกประเภทในจีน

ย้อนกลับไปในปี 2541 รถไฟเส้นทางกว่างโจว – เซินเจิ้น คือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จีนต้องการยกระดับความเร็วของเส้นทางรถไฟที่เชื่อมสองเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษ จากเดิมที่เป็นเพียงรถไฟหวานเย็นความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พัฒนายกระดับความเร็วขึ้นมาที่ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมงให้ได้ ซึ่งในเวลานั้นจีนได้เช่าขบวนรถเร็วที่มีอุปกรณ์และเทคโนโลยีอันทันสมัยที่สุดในยุค 90 จากสวีเดน

จากการลองผิดลองถูก ชำแหละเทคโนโลยีรถไฟของต่างชาติแล้วเรียนรู้ทุกส่วนทุกองค์ประกอบ เพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูงในแบบของตัวเอง 5 ปีหลังจากที่พยายามพัฒนา รถไฟความเร็วสูงในเส้นทางทดลองสายฉินหวงต่าว(มณฑลเหอเป่ย) – เสิ่นหยาง(มณฑลเหลียวหนิง) ก็ได้ทำการทดสอบการวิ่งครั้งแรก ผลที่ได้ก็คือ รถไฟความเร็วสูงของจีนสามารถทำความเร็วได้ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แต่ใช่ว่าสร้างแล้วจะนำมาเปิดบริการได้เลย เพราะจีนใช้เวลาพัฒนาเทคโนโลยีต่ออีกหลายปีรวมทั้งการเปิดรับเทคโนโลยีการลงทุนของระบบรถไฟความเร็วสูงจากต่างชาติ ซึ่งบริษัทบอมบาร์ดิเอร์ (Bombardier) จากแคนนาดาได้เข้ามาร่วมลงทุนในการสร้างรถไฟความเร็วสูงรุ่นแรกของจีนขึ้นมาภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับจีน ควบคู่ไปกับการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกที่เป็นเชิงพาณิชย์อย่างจริงจังซึ่งก็คือ รถไฟความเร็วสูงเชื่อมระหว่างกรุงปักกิ่ง – เทียนจีน

CRH1 ซีรีย์แรกรถไฟความเร็วสูงของจีนได้รับการร่วมพัฒนาจากบริษัท บอมบาร์ดิเอร์ รถไฟรหัส Aและ B นี้มีชื่อเล่นว่า “เมรโทร” หรือ “ขนมปัง” มีความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตร/ชั่วโมง เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2550 และ 2552

จีนใช้เวลาในการพัฒนารถไฟความเร็วสูงรุ่นแรกพร้อมกับก่อสร้างทางรถไฟสายนี้อยู่ 5 ปี กับระยะทาง 150 กิโลเมตรเศษๆ จนในวันที่ 1 สิงหาคม 2551 รถไฟความเร็วสูงสายแรกของประเทศจีนก็เปิดให้บริการ พร้อมกับการทำหน้าที่ครั้งแรกของรถไฟรุ่น CRH1 ที่สามารถทำความเร็วได้ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโม

และนั้นคือปฐมบทแรกของรถไฟความเร็วสูงจีนที่พร้อมก้าวทะยานสู่การเป็นประเทศแนวหน้าของโลกในการสร้างทั้งเส้นทางและตัวรถไฟ หลังจากนั้นในช่วงเวลาสิบปีต่อมาจีนยังคงพัฒนารถไฟความเร็วสูงที่ได้รับการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทต่างๆ ทั้ง อัลสตอม (Alstom) แห่งฝรั่งเศส, ซีเมนส์ (Siemens) แห่งเยอรมนี, บอมบาร์ดิเอร์ (Bombardier) แห่งแคนาดา, และ คาวาซากิ เฮฟวี่ อินดัสตรีส์ (Kawasaki Heavy Industries) ของญี่ปุ่น และด้วยเงื่อนไขของการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้จีนนี่แหละที่ให้จีนออกแบบส่วนประกอบต่างๆ ภายในรถไฟขึ้นมาเองได้ และสร้างรถไฟแบบของจีนเองขึ้นมาโดยบริษัท ซีอาร์อาร์ซี คอร์เปอเรชั่น (CRRC Corporation) รัฐวิสาหกิจขนาดยักษ์ของประเทศ

CRH2 : ซีรีย์ที่ 2 มีชื่อเล่นว่า “ดาบเงินใหญ่” (ปลาชนิดหนึ่ง) รถไฟรุ่นนี้เป็นเทคโนโลยีมาจากชิงกันเซ็ง ซีรีส์ E2
ทำความเร็วตั้งแต่ 250 – 350 กม./ชม. เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2550 และ 2553

นอกจากนี้เส้นทางรถไฟความเร็วสูงในจีนก็ได้งอกขึ้นมาเพิ่มขึ้นเหมือนโครงข่ายใยแมงมุม จากทางรถไฟสายปักกิ่ง – เทียนจิน ขยายไปสู่ปักกิ่ง – เซี่ยงไฮ้, ฮาร์บิน – ต้าเหลียน, ปักกิ่ง – กวางเจา เป็นต้น พร้อมกับการมาของรถไฟรุ่นใหม่ๆ ที่จีนผลิตออกมาวิ่งโลดแล่นบนรางเหล็กมากมายถึง 17 รุ่น จำนวนมากกว่า 1,200 คัน

รวมทั้งเส้นทางรถไฟควาวเร็วสูงที่ยาวที่สุดของประเทศซึ่งก็คือ สายปักกิ่ง – คุนหมิง ระยะทางรวม 2,760 กิโลเมตร ซึ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 มกราคม ค.ศ. 2560 และวันที่ 21 กันยายน ในปีเดียวกันนั้น จีนได้เปิดใช้รถไฟเชิงพาณิชย์เส้นทางจากปักกิ่ง – เซี่ยงไฮ้ ที่มีความเร็วถึง 350 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยมีชื่อว่า “ฟู่ซิงฮ่าว” ซึ่งเป็นรถไฟเชิงพาณิชย์ที่มีความเร็วที่สุดในโลก ทั้งนี้ยังมีความเร็วสูงกว่ารถไฟชิงคันเซนของญี่ปุ่นและรถไฟTGVของฝรั่งเศสที่เคยมีสถิติบันทึกไว้ที่ 320 กิโลเมตรต่อชั่วโมงนอกจากนี้ ประเทศจีนยังเป็นประเทศที่สามต่อจากญี่ปุ่นและฝรั่งเศสที่มีผู้โดยสารรถไฟความเร็วสูงสะสมแตะ 1,000 ล้านเที่ยวซึ่งในปัจจุบันตัวเลขผู้โดยสารของจีนอยู่ที่เกือบ 2,000 ล้านเที่ยวต่อปี

CRH380A : ความเร็วสูงสุด 380 กิโลเมตร/ชั่วโมง เริ่มใช้งานในปี พ.ศ. 2553

จนถึงขณะนี้จีนมมีเส้นทางรถไฟทั้งหมดทั้งรถไฟธรรมดาและรถไฟความเร็วสูงรวมทั้งสิ้น 141,400 กิโลเมตร ซึ่ง 36,000 กิโลเมตร คือเส้นทางรถไฟความเร็วสูง
22 ปีของการเดินทางจาก 0 เซนติเมตร มาจนถึง 36,000 กิโลเมตรมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการวางแผนเพื่อการพัฒนาสู่อนาคต จากประเทศที่เคยถูกมองว่าเป็นประเทศที่พื้นที่ใหญ่เสียปล่าวแต่ล้าหลัง (แม้แต่ประเทศไทยเองก็มองแบบนั้น) กลายมาเป็นมหาอำนาจทางเทคโนโลยีของโลก โดยเฉพาะเรื่องของระบบรถไฟความเร็วสูงสัญชาติจีนที่ตอนนี้มันถูกยอมรับจากนานาชาติว่าเป็นเทคโนโลยีระบบรางที่ดีที่สุดเทียบชั้นญี่ปุ่นและฝรั่งเศส ซึ่งประเทศเหล่านี้ต่างใช้เวลาในการพัฒนามานานกว่าครึ่งศตวรรษ แต่จีนเหมือนเด็กนักเรียนที่ “เรียนลัด” พัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานเทคโนโลยีของชาวบ้าน แล้วมาสร้างเป็นของตัวเอง จนมีสิทธิบัตรทางเทคโนโลยีของตัวเองได้ในเวลาน้อยกว่าครึ่งของประเทศต้นกำเนิดเทคโนโลยี

โครงการรถไความเร็วสูง กทม. – โคราช จะเป็นรถไฟรุ่น CR300AF ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้ว ความเร็วสูงสุดคือ 300 กม./ชม. ความเร็วคงที่คือ 250 กม./ชม.

บางทีในสายตาชาวไทยอาจจะมองว่าจีนก๊อบปี้ ไม่คูล แต่ถ้าก๊อบปี้แล้วมันสำเร็จไวจีนจะไปเลือกถางหญ้าถางพงให้ดูคูลทำไม เพราะสิ่งที่เสียไปกับความคูลมันคือเวลา เวลามีค่ากว่าสิ่งใดๆ ถ้าเรียนลัดจากผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อนได้ ก็คงไม่ใช่เรื่องน่าอายที่ทำ…จริงไหม?

%d bloggers like this: