EDITORIAL HISTORY SOCIAL

“ก็อตซิลา” สัตว์ประหลาดที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อแค่บันเทิง มันคือตัวสะท้อนความเจ็บปวดของญี่ปุ่นต่อระเบิดปรมาณู

ทุกคนรู้จัก “ก็อตซิลล่า” สัตว์ประหลาดในภาพยนตร์ของญี่ปุ่น ที่สูงกว่าตึก ปล่อยพลังเป็นลำแสงออกมาทางปากได้ ซึ่งต้นกำเนิดของมันมาจากการกลายพันธุ์เพราะกัมมันตภาพรังสีของการทดลองอาวุธนิวเคลียร์

มันโลดแล่นบนจอภาพพยนต์มาตั้งแต่ปี 1954 หรือ 10 ปีหลังจากสงคราโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง และมันไม่ได้เป็นเพียงแค่สัตว์ประหลาดที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งความโหดร้ายที่เกิดจากผลกระทบของระเบิดปรมาณูซึ่งถูกทิ้งลงที่ฮิโรชิมาแลนางาซากิ

ก็อตซิลล่า หรือภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า โกจิระ ในสายตาของคนญี่ปุ่นและคนอเมริกันมีมุมมองต่อการดูหนังเรื่องนี้ที่แตกต่างกันไป เพราะตั้งแต่ครั้งแรกที่ภาพยนต์นี้เข้าฉายมันได้สร้างความสะเทือนใจให้กับคนดูที่เป็นชาวญี่ปุ่น ที่ต้องเสียน้ำตาไปกับมัน

มันคือเนื้อเรื่องที่กินใจเหรอ?… เปล่าเลย แต่มันคือการสะท้อนภาพของความน่ากลัวของระเบิดปรมาณูที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นที่คร่าชีวิตผู้คนไปหลายแสน และเป็นสิ่งที่คนญี่ปุ่นไม่อาจกล้าแม้จะพูดถึงมันในตลอดช่วงเวลาที่หนังจะเข้าฉาย

ลักษณะทางกายภาพของก็อตซิล่า คือสิ่งมีชีวิตที่สวมบทบาทเป็นไดโนเสาร์ขนาดยักษ์ ที่ครั้งหนึ่งเคยไม่ถูกรบกวนในมหาสมุทร แต่แล้วการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ของสหรัฐทำให้ทันได้รับความเสียหายจากระเบิดไฮโดรเจน ผิวหนังหรือเกล็ดที่มีรอยย่นอย่างหนักถูกจินตนาการให้คล้ายกับรอยแผลเป็นคีลอยด์ของผู้รอดชีวิตจากระเบิดปรมาณู 2 ลูกที่สหรัฐฯ ทิ้งลงในญี่ปุ่นเมื่อ 9 ปีก่อนที่ภาพยนตร์ฉายเพื่อยุติสงครามโลกครั้งที่ 2

เดือนสิงหาคมปีนี้คือการครบ 75 ปี ของการทิ้งระเบิดปรมาณูของสหรัฐฯ ที่ฮิโรชิมาเมื่อวันที่ 6 สิงหาคมและที่นางาซากิในวันที่ 9 สิงหาคม ภาพยนต์เรื่องนี้ในการตีความของชาวญี่ปุ่นมีจุดประสงค์เพื่อสะท้อนความเจ็บป่วยของผู้คนที่ต้องทนอยู่กับผลกระทบของสารกัมมันตภาพรังสีหลังจากการทิ้งระเบิด

ภาพยนตร์เรื่องนี้ทำหน้าที่เป็นแถลงการณ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นตัวแทนของความชอกช้ำและความวิตกกังวลของชาวญี่ปุ่นในยุคที่การเซ็นเซอร์บนสื่อต่างๆ ห้ามไม่ให้มีการพูดถึงผลจากระเบิดครั้งนั้น เนื่องจากการยึดครองประเทศของชาวอเมริกันหลังสงครามสิ้นสุดลง ทำให้ก็อตซิล่าบนจอภาพยนตร์คือสัญลักษณ์ของการสื่อความรู้สึกของชาวญี่ปุ่นในสิ่งที่หลายคนไม่สามารถพูดมันออกมาได้อย่างชัดเจน

“ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผู้สร้างภาพยนตร์ นักเขียนนวนิยาย และสื่ออื่น ๆ ของญี่ปุ่นไม่สามารถพูดถึงการทิ้งระเบิดปรมาณูได้ มันเป็นหัวข้อที่ไม่สามารถพูดคุยได้ และคนญี่ปุ่นเองก็ไม่สนใจที่จะพูดคุยเรื่องโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เพราะมันน่ากลัวมาก และเพราะพวกเขารู้สึกผิดและอับอายกับเหตุการณ์เหล่านั้น แต่เมื่อชาวญี่ปุ่นได้รับเอกราชกลับคืนมาและในขณะที่ผู้สร้างภาพยนตร์กำลังคิดถึงสัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ ผู้คนก็เริ่มคิดถึงความเชื่อมโยงระหว่างความชั่วร้ายและการทิ้งระเบิดปรมาณู” วิลเลียม สึซึอิ นักวิชาการและผู้เขียนบทความเรื่อง “Godzilla on My Mind: Fifty Years of the King of Monsters” ให้สัมภาษณ์กับ NBC Asian America

ในภาพยนตร์ต้นฉบับของญี่ปุ่นสิ่งมีชีวิตนี้แสดงเป็นไดโนเสาร์ที่รอดชีวิตจากยุคจูราสสิกว่ายน้ำไปทั่วแปซิฟิกใต้ สึซึอิอธิบายสัตว์ประหลาดว่า“ ไร้เดียงสาเหมือนเด็กๆ ในสนามเด็กเล่นที่ฮิโรชิมา” แต่หลังจากการทดสอบ H-bomb ของอเมริกาในแปซิฟิกใต้สิ่งมีชีวิตนั้นได้รับการรังสีพร้อมกับความเจ็บปวดและความโกรธ

“ผู้สร้างใช้พื้นฐานของความไม่รู้อิโหน่อิเหน่ของประชาชน ที่ต้องมารับผลกรรมจากความกระหายสงครามของจักวรรดิญี่ปุ่น ซึ่งสุดท้ายผลก็คือประชาชนตกเป็นเหยื่อและมีแผลเป็นจากประสบการณ์นี้”

สำหรับผู้ชมชาวญี่ปุ่นจำนวนมากการที่ได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในเวลานั้น มันคือประสบการณ์ที่ได้มองเห็นเห็นกรุงโตเกียวถูกทำลายได้อีกครั้ง ในขณะที่เห็นการปล่อยพลังแสงที่มาจากรังสีอันตรายตากก็อตซิลา ซึ่งเปรียบได้ว่ามันคือเตาเตาปฎิกรณ์นิวเคลียร์เคลื่อนที่ที่พร้อมระเบิดเมืองได้ทุกเมื่อ แต่ตอนจบของหนังที่สามารถปราบก็อตซิลาลงได้ มันเหมือนรสชาติที่หวานอมขมกลืนเป็นความหวังที่มนุษยชาติมีชัยชนะเหนือความชั่วร้าย

แต่เมื่อภาพยนตร์เรื่องเดียวกันนี้ออกฉายสู่สายตาของผู้ชมชาวอเมริกัน มันกลับมีปฏิกิริยาที่ตรงกันข้ามต่อคุณค่าของสิ่งที่สอดแทรกในภาพยนต์ แต่มันคือสิ่งที่น่าตลกขบขันในการตีความว่าเป็นภาพยนตร์สัตว์ประหลาดสุดวิเศษ

“คนอเมริกันส่วนใหญ่คิดว่าถ้าคุณดูหนังจบทั้งน้ำตานั่นเป็นเพียงเพราะคุณหัวเราะอย่างหนัก”

ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงสะท้อนให้เห็นว่าฮอลลีวูดรับแนวคิดของญี่ปุ่น แต่มีการลบล้างสารน์ทางการเมืองที่อยู่ในภาพยนตร์ก่อนที่จะออกฉายให้ผู้ชมชาวอเมริกัน มันคือหันเหความสนใจออกจาการตัดสินใจทิ้งระเบิดของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตามผู้ชมชาวอเมริกันได้เห็นภาพยนตร์ที่แตกต่างออกไปเมื่อถูกนำมาใช้ในอเมริกาในชื่อ “Godzilla, King of the Monsters!” ประมาณ 2 ปีต่อมา สึซึอิกล่าวว่า ภาพยนตร์ได้รับการแก้ไขอย่างหนักโดยวางนักแสดงผิวขาว Raymond Burr เพื่อสะท้อนในมุมแบบฉบับอเมริกัน นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า เนื้อหาของภาพยนตร์ต้นฉบับของญี่ปุ่นราว 20 นาที มีส่วนที่มีข้อความทางการเมืองซึ่งถูกตัดออกไปจากเวอร์ชันของอเมริกา

หลายฉากที่ถูกตัดออกเช่นฉากที่ผู้โดยสารบนรถไฟที่เชื่อมโยงระหว่างการทิ้งระเบิดในฮิโรชิมา และการโจมตีของก็อตซิลล่าที่รุนแรงในฉากจบของภาพยนตร์ตามแบบต้นฉบับ ซึ่งศาสตราจารย์ด้านชีววิทยาดร. ยามาเนะ เตือนว่าหากการทดสอบนิวเคลียร์ยังไม่ยุติก็อดซิลล่าจะปรากฏตัวอีก สึซึอิชี้ให้เห็นว่าเวอร์ชั่นของสหรัฐอเมริกาจบลงด้วยการแจ้งเตือนที่มีแต่ว่าโลกปลอดภัยอีกครั้งและสามารถกลับสู่สภาวะปกติได้

ยิ่งไปกว่านั้นของภาพยนตร์เรื่อง ภาพยนตร์เรื่อง “Godzilla” ฉบับฮอลิวูดสร้างเองปี 1998 ที่นำแสดงโดย Matthew Broderick ก็มีการเปลี่ยนตัวตนของก็อตซิล่าใหม่จนบิดเบี้ยวไป ตัวอย่างเช่น สิ่งมีชีวิตนี้ถูกสร้างขึ้นจากการทดสอบระเบิดปรมาณู H โดยชาวฝรั่งเศสแทนที่จะเป็นชาวอเมริกันในโพลินีเซีย ในภาพยนตร์ Godzilla ที่ออกโดย บริษัท ผู้ผลิต Legendary สัตว์ประหลาดนี้ถูกแสดงให้เห็นว่าเป็นไดโนเสาร์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่โผล่ออกมาจากโลกและต้องถูกทำลายด้วยระเบิดนิวเคลีย ซึ่งสะท้อนว่ามนุษย์ต่างหากคือผู้พิทักษ์โลก และการทำลายสัตว์ประหลาดคือการช่วยโลก

และมันคือภาพยนตร์ที่สะท้อนอย่างตั้งใจว่าสหรัฐฯที่ต้องการปฏิเสธประวัติศาสตร์ที่เจ็บปวดในญี่ปุ่น และผลที่ตามมาก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้โดนสาปส่งทันทีทั้งในสหรัฐฯ และในญี่ปุ่น เนื่องจากมันเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่อัปลักษณ์ให้กับก็อตซิล่า ขัดต่อทั้งความเชื่อของต้นกำเนิดของมัน และขัดใจแฟนคลับก็อตซิล่าทั่วโลก สุดท้ายภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ “เจ๊ง” ไปตามระเบียบ

ก็อตซิล่าในรูปแบบต้นฉบับถือเป็นภาพยนตร์ที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในยุคนั้น ไม่ใช่เพราะว่ามันคือสัตว์ประหลาดที่ตัวใหญ่ทำลายเมือง หรือเทคนิคการสร้างที่ล้ำสมัยตระการตา แต่มันสะท้อนมุมมองของความเจ็บปวดจากสงครามของประชาชน ที่ไม่ใช่ผู้ก่อ แต่ต้องมารับกรรมจากความลุแก่อำนาจของคนไม่กลุ่ม และสงครามรวมทั้งนิวเคลียร์มันคือบาดแผลร้ายที่ทิ้งไว้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ควรจะมีชีวิตตามปกติสุข ไม่ใช่ตกเป็นเหยื่อของสงคราม

แม้ว่าก็อตซิลล่าในฐานะตัวละครจะไม่สามารถคงสถานะการเป็นสัญลักษณ์การเป็นตัวแทนของผลกระทบจากสงครามนิวเคลียร์ในความคิดของสาธารณชนชาวอเมริกัน แต่สัตว์ประหลาดก็มีวิวัฒนาการมาเพื่อแสดงถึงวัฒนธรรม J POP ของญี่ปุ่นโดยรวม“ ไม่ต่างจาก Hello Kitty หรือ Pikachu” และมันยังเป็นเครื่องหมายทางการค้าที่ยังคงเห็นแฟนดอมจำนวนมากเฝ้ารอการปรากฏตัวของมันในการฉายบนจอภาพยนตร์

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้อความที่เป็นต้นฉบับของสิ่งมีชีวิตนั้นไม่เกี่ยวข้อง ยังคงเป็นภาพลักษณ์ที่ทรงพลังมาเกือบ 3 ใน 4 ของศตวรรษหลังจากที่สองเมืองในญี่ปุ่นถูกทำลายล้างจากการทิ้งระเบิด

“ตราบใดที่ยังมีอาวุธนิวเคลียร์หรือพลังงานนิวเคลียร์ก็อตซิลล่าจะยังคงอยู่ และเตือนเราว่าเรามีพลังที่น่ากลัวในการสร้างสัตว์ประหลาดในใจของคนเรานั้น ก็มีส่วนมาจากการทำลายล้างของตัวคนเราเอง”

แหล่งอ้างอิง
https://www.nbcnews.com/news/asian-america/godzilla-was-metaphor-hiroshima-hollywood-whitewashed-it-n1236165?cid=sm_npd_nn_tw_ma 

%d bloggers like this: