ECONOMIC EDITORIAL

ไต้หวันคิดใหญ่ ชิงเป็นศูนย์กลางการเงินเอเชียแทน ฮ่องกงสิงคโปร์ – โซล – โตเกียว ก้างชิ้นโตที่พร้อมช่วงชิง

“ฮ่องกง” ศูนย์กลางทางการเงินที่สำคัญของเอเชียและของโลก ที่วันนี้ดูเหมือนว่าจะสะบักสะบอมหนักที่สุดนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อกลางปีที่แล้ว เรื่อยมาจนถึงปีนี้ซึ่งเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง เพราะจีนได้ออกกฎหมายเพื่อควบคุมฮ่องกงอย่างเข้มข้นกว่าครั้งไหนๆ จนอนาคตฮ่องกงคงดิ้นไม่หลุดไปจากจีนอย่างแน่นอน

ความไม่มีเสถียรภาพของฮ่องกงทำให้มนต์ขลังของการเป็นศูนย์กลางทางการเงินแห่งนี้ค่อยๆ เสื่อมลง นักลงทุนเริ่มที่จะย้ายเงินออกไปยังตลาดหุ้นอื่นๆ ที่มีเสถียรภาพมากกว่า ซึ่งตอนนี้เหมือนเป็นจังหวะเวลาที่หลายเมือง หลายประเทศในเอเชียโดยเฉพาะในกลุ่มชั้นแนวหน้าของภูมิภาคต่างหมายใจจะทำให้ตัวเองกลายเป็นศูนย์กลางทางการเงินแทนฮ่องกง

“ไต้หวัน” คือหนึ่งในนั้น ดินแดนที่ยังก้ำกึ่งระหว่างความเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศจีนกับความเป็นรัฐอิสระอย่างที่ผู้คนภายในดินแดนนี้ต้องการ ก็พร้อมกระโดดร่วมวงช่วงชิงการเป็นศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ด้วยเช่นกัน

สิ่งที่สะท้อนออกมาอย่างชัดเจนก็คือทางประธานาธิบดี ไช่ อิงเหวิน มีแผนที่จะดึงดูดนักลงทุนให้เขามายังไต้หวัน โดยเปิดเสรีทางการค้าต่อไปละนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพิ่มขึ้น เพื่อพยายามที่จะเป็นศูนย์กลางการจัดการทางการเงินและสินทรัพย์ในเอเชียที่น่าดึงดูดสำหรับบริษัทต่างชาติ แทนที่ฮ่องกงซึ่งยังโงหัวไม่ขึ้นจากความวุ่นวายทางการเมือง

บริษัทด้านเทคโนโลยีทั่วโลกกำลังให้ความสนใจไต้หวันอย่างมากจากการพัฒนาตัวเองจนมีบริษัทด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของโลก ซึ่งโดดเด่นที่สุดก็คือ Foxconn ผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และผู้ผลิตชิปประมวลผลรายใหญ่ที่สุดของโลกแทนที่อินเทล

ศักยภาพของไต้หวันที่มีความเสรีในทางการค้าที่มากกว่าฮ่องกงนั้นทำให้เป็นหนึ่งในแหล่งดึงดูดเม็ดเงินได้ไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่ายเสมอไป เพราะมันก็ยังมีเมืองที่มีดีกรีซึ่งเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวและมีความพร้อมเช่นกันซึ่งก็คือ กรุงโซลประเทศเกาหลีใต้ และประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่พร้อมล่อให้บริษัทต่างชาติที่มองหาสภาพแวดล้อมทางการเมืองและการดำเนินธุรกิจที่มั่นคงเลือกที่จะแหล่งเข้าไปลงทุนอีกด้วย

แต่มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่ไต้หวันจะลองสู้ ซึ่งตอนนี้ไต้หวันเองก็กำลังพยายามที่จะลดการพึ่งพาการค้ากับจีนซึ่งเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดลง ทั้งการถอนการลงทุนของโรงงาน Foxconn ออกจากจีนแผ่นดินใหญ่ การยืนยันชัดเจนในการไม่ยอมรับการแทรกแซงของรัฐบาลปักกิ่ง และยึดมั่นที่จะมุ่งหน้าไปสู่การเป็นรัฐเอกราชให้ได้ แม้จีนจะขู่อยู่ตลอดเวลาว่าถ้าไต้หวันทำแบบนั้นก็พร้อมใช้ทหารถล่มทันที

ที่ผ่านมามูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน (TAIEX) ยังคงเป็นรองทั้ง ฮั่งเส็งฮ่องกง (HIS) คอสปิ เกาหลีใต้ (KOSPI) และนิเกอิ ญี่ปุ่น (NIKEI) แต่ในช่วงปี 2019 มีอัตราการเติบโตของ​ TAIEX ที่โดดเด่นพุ่งขึ้นถึง 23% เติบโตสูงที่สุดในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ซึ่งมีปัจจัยมาจากสงครามทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ ที่ทำให้ธุรกิจของไต้หวันต้องย้ายกลับมาลงทุนในประเทศมากขึ้นเนื่องจากโดนกำแพงภาษี​จากสินค้าแบรนด์ไต้หวันที่ผลิตในจีน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบ 5G อย่างเซมิคอนดักเตอร์ซึ่งไต้หวันเป็นผู้นำของโลกในด้านนี้อยู่แล้ว

สำหรับมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์​ที่สำคัญของเอเชียมีดังนี้

🇯🇵ตลาดหลักทรัพย​โตเกียว​ :​ 176.9 ล้านล้านบาท

🇭🇰ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง​ : 152.9 ล้านล้านบาท

🇰🇷ตลาดหลักทรัพย์เกาหลี​ : 48 ล้านล้านบาท

🇹🇼ตลาดหลักทรัพย์ไต้หวัน​ : 37.5 ล้านล้านบาท

🇸🇬ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์​ : 22.7 ล้านล้านบาท

🇹🇭ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย​ : 14.8 ล้านล้านบาท​

อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไต้หวันจะพยายามขึ้นมาแทนที่ฮ่องกง ถึงแม้ว่าจะมีเศรษฐกิจที่ไม่เป็นสองรองใคร ชื่อชั้นทางการค้าบนเวทีโลกก็ถือว่าเป็นระดับหัวแถวของโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี แต่มันก็ยังไม่มากพอที่จะล้มฮ่องกงได้ แม้ตอนนี้ฮ่องกงจะอยู่ในภาวะแผลเต็มตัวก็ตาม​ แต่มูลค่าตลาด​หลักทรัพย์ฮ่องกงยังสูงกว่าไต้หวันถึง​ 5​ เท่าตัว​ แต่ถ้าไม่ลองสู้ก็ไม่รู้ใช่ไหม?

Source 

Telegraph

%d bloggers like this: