ECONOMIC EDITORIAL

อธิบาย “กับดักรายได้ปานกลาง” อย่างง่ายๆ

ได้ยินกันมาบ่อยครั้งว่าประเทศไทยกำลังติด “กับดักรายได้ปานกลาง (Middle-income trap)” ไม่สามารถยกระดับสู่ประเทศรายได้สูง (High-income trap) ได้ แต่หลายคนจะยังไม่เข้าใจว่ากับดักรายได้ปานกลางมันคืออะไร มีวิธีการกะเกณฑ์อย่างไรว่าอยู่รายได้เท่าไหร่ถึงเรียกว่าปานกลาง ความน่ากลัวของการติดกับดักนี้มันจะส่งผลอย่างไรต่อรายได้ของคนไทย และการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการหลุดพ้นกับดักนี้มันมีลู่ทางอย่างไรได้บ้าง ผู้เขียนจะขออธิบายอย่างง่ายๆ ในบทความนี้

ต้องเข้าใจก่อนว่าไม่ใช่ประเทศไทยเพียงประเทศเดียวที่ติดกับดักรายได้ปานกลาง กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศทั่วโลกนี้ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศอุตสาหกรรมสักพักใหญ่ๆ และเข้าใกล้แตะเส้นชัยสุดท้ายของเลเวลที่ 2 เพื่อไปสู่เลเวลที่ 1 ซึ่งก็คือประเทศรายได้สูง หรือกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ก็มีไม่อยู่ไม่น้อยที่ไม่สามารถหลุดจากหลุมแอ่งเบอเริ่มนี่ได้

มาเลเซีย จีน อาร์เจนตินา ฮังการี คูเวต และอุรุกวัย ประเทศที่มองจากภายนอกแล้วดูใกล้เคียงกับประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุด ซึ่งประเทศเหล่านี้มีรายได้เฉลี่ยต่อหัวสูงกว่าประเทศไทย แต่ยังไม่สามารถหลุดพ้นไปสู่การเป็นประเทศรายได้สูงพัฒนาแล้วแบบจริงๆ ได้ แม้บางประเทศจะมีรายได้ต่อหัวแตะระดับประเทศรายได้สูงแล้วก็ตาม แต่มันมีปัจจัยอื่นๆ ในมิติทางสังคมที่เป็นตัวชี้วัดในการเลื่อนขั้นประเทศ ซึ่งก็ยังตกเกณฑ์ชี้วัดกันเป็นส่วนใหญ่

เท่าไหร่ถึงเรียกว่า “รายได้ปานกลาง”

รายได้ปานกลางมีช่วงรายได้เฉลี่ยต่อปีระหว่าง 1,026 – 12,375 ดอลลาร์สหรัฐฯ (31,931 – 385,134 บาท) ต่อคนต่อปี

GNI per capita ของไทยอยู่ที่ 7,607 ดอลลาร์สหรัฐฯ (236,745 บาท) ต่อคนต่อปี ตามข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank)

ดังนั้นไทยถือว่าเป็นประเทศที่เกาะกลุ่มรายได้ปานกลาง ‘ค่อนข้างสูง’ (High middle-income countries) เช่นเดียวกับ คูเวต มาเลเซีย และจีน

ก่อนวิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540 ประเทศไทยยังอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับต่ำ ซึ่งหมายถึงรายได้ต่อหัวประชากรต่ำกว่า 3,896 ดอลลาร์สหรัฐฯ (121,251 บาท) ต่อคนต่อปี

ไทยใช้เวลา 14 ปีในการยกระดับรายได้มาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในปี 2554 ที่ 4,210 ดอลลาร์สหรัฐฯ (131,023 บาท) ต่อคนต่อปี

และใช้เวลา 9 ปี ที่ยกระดับรายได้ขึ้นมาจนถึงปัจจุบันคือ 7,607 ดอลลาร์สหรัฐฯ (236,745 บาท) ต่อคนต่อปี

สรุปแล้วประเทศไทยใช้เวลา 23 ปี จากประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต่ำสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 3,711 ดอลลาร์สหรัฐฯ (115,493 บาท) ต่อคนต่อปี

หาร 12 เดือน = 9,624 บาท ซึ่งคือรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษ

นับตั้งแต่หลังปี 2540 เศรษฐกิจของประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ผันผวน สวิงขึ้นสวิงลงทุกปีจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ประกอบกับอัตราค่าแรงที่เพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้เป็นตัวแปรหนึ่งที่มีผลอย่างยิ่งในการเร่งให้รายได้ต่อหัวเพิ่มขึ้น

แต่มันก็แลกมากับการลงทุนจากต่างชาติในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานราคาถูก ที่จำเป็นจะต้องย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศที่มีค่าแรงต่ำกว่าในแถบประเทศเพื่อนบ้านอาเซียนอย่างที่เป็นข่าวตามสื่อต่างๆ

ไม่ใช่แค่ติดกับดัก แต่มันจะฉุดให้ถอยหลังด้วย

ความน่ากลัวของกับดักนี้ไม่ใช่การเพิ่มขึ้นของรายได้อย่างช้าๆ แต่มันคือการที่รายได้เฉลี่ยสามารถลดลงหรือถอยหลังลงได้ ซึ่งมีหลายประเทศเผชิญกับรายได้เฉลี่ยต่อหัวลดลง จนตกชั้นตกอันดับกันมานักต่อนัก

ไม่ว่าจะเป็น ฮังการี ลัตเวีย รัสเซีย อุซเบกิสถาน และแอฟริกาใต้ ที่ครั้งหนึ่งเคยก้าวขึ้นไปสู่ประเทศรายได้สูง หรือบางประเทศอย่างแอฟริกาใต้ก็เคยก้าวขึ้นไปสู่ระดับประเทศพัฒนาแล้ว แต่ก็ตกชั้นลงมาสู่ประเทศรายได้ปานกลางกำลังพัฒนาใหม่อีกครั้ง ซึ่งการตกลงมารอบนี้ส่งผลให้รายได้ต่ำกว่าประเทศไทยที่ 6,089 ดอลลาร์สหรัฐฯ (189,501 บาท) ต่อคนต่อปี เนื่องจากปัญหาการเมืองและการทุจริตคอรัปชั่น

การถดถอยของรายได้ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามักเกิดจากการโยกย้ายฐานการผลิตของกลุ่มทุนต่างชาติที่เคยเข้าไปลงทุนและสร้างความมั่งคั่งให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ มาเป็นเวลานาน จนผนวกเป็นเนื้อเดียวกับระบบเศรษฐกิจหลักของประเทศ ซึ่งกลุ่มประเทศเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกับมือปืนรับจ้าง ที่เป็นผู้ผลิตสินค้าตามคำสั่งของบริษัทแม่และบริษัทคู่ค้าจากต่างประเทศ หรือที่คุ้นปากเรียกกันว่า OEM

เมื่อวันที่ประเทศเดินมาถึงในจุดที่การเป็นประเทศ OEM ไม่คุ้มค่ากับค่าแรงที่สูงขึ้น นักลงทุนก็จะต้องย้ายฐานการผลิตไปประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานระดับที่ไม่ได้มีทักษะอะไรมากมาย เช่น สิ่งทอ อาหาร อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีความซับซ้อนมาก เป็นต้น

การเป็น OEM มาหลายปีแต่ไม่สามารถต่อยอดจากการเก็บเกี่ยวองค์ความรู้และเทคโนโลยี เพื่อมาผลิตเป็นนวัตกรรมของตัวเองเพื่อต่อยอดได้ ถือเป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะมันจะทำให้อุตสาหกรรมไปต่อลำบาก จะไปแข่งขันกับใครในตลาดโลกยากมากขึ้น และเมื่อแข่งขันไม่ได้รายได้ประชาชาติก็อาจจะลดลงได้เช่นกัน

ในความเป็นจริงใช่ว่าการเป็นประเทศที่มีรายได้ระดับสูงแล้วจะทำให้ทุกคนมีรายได้สูงเข้าเกณฑ์ไปหมดทั้งประเทศ หรือกินดีอยู่ดีมีรายได้ต่อปีเกิน 12,375 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขึ้นไปทุกคนทั้งระบบ เพราะยิ่งประเทศถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่มีรายได้สูงขึ้น สิ่งที่ตามมาคือ ช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างรายได้ก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

เพราะว่าผู้คนในกลุ่มผู้มีรายได้สูงจะเริ่มมีอำนาจในการจับจ่ายมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่งคั่งเพิ่มเติมให้กับตัวเอง เช่น การลงทุนในพอร์ตหุ้น กองทุน หรือตราสารต่างๆ การซื้อที่ดินและอสังหาริมทรัพย์สะสมเพื่อลงทุนหรือเก็งกำไร การสร้างรายได้จากสินทรัพย์ที่ถือครองในมือ ซึ่งอาจจะเป็นการกว้านซื้อจากผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่าเพื่อมาทำกำไรต่อ ทำให้คนเหล่านี้สามารถขยับหนีฐานรายได้สูงขั้นต้นขึ้นไปได้อีกระดับ

ประกอบกับเมื่อรายได้สูงขึ้นราคาสินค้าและบริการ รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อและภาษีต่างๆ ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้นมันจึงเป็นสาเหตุว่า ทำไมมีรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นก็ตามแต่กลับยังไม่รู้สึกว่ามีรายได้เพิ่มขึ้นเลย เพราะทั้งรายได้และรายจ่ายมันขยับขึ้นพร้อมกันเป็นหน้ากระดานนั่นเอง

ดังนั้นการอ้างอิงโดยใช้ GNI per capita ซึ่งคือตัวชี้วัดทางเศรษฐศาสตร์เป็นค่าเฉลี่ยจากตัวหารหลักที่เป็นกลุ่มคนชนชั้นกลางเป็นพื้นฐานการคำนวณ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีถ้วนหน้าเสมอไป เพราะประเทศที่อยู่ในกลุ่มที่รายได้สูงข้ามเส้นเข้าสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้ว แต่กลับยังไม่สามารถยกระดับขึ้นไปรวมกลุ่มกับประเทศหัวแถวได้ ก็เพราะเกณฑ์บางอย่างในมิติสังคมยังสอบตก พูดง่ายๆ คือมีรายได้ดี แต่เรื่องคุณภาพประชากร การศึกษา สาธารณะสุข ระดับอาชญากรรม มาตรฐานการครองชีพ การกระจายรายได้ การลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ สิทธิความเท่าเทียมของกลุ่มชาติพันธุ์ หรือแม้แต่ความสุขของประชาชาติก็เป็นตัวชี้วัดในการบอกว่าประเทศนี้สมควรจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วหรือยังไม่สมควร

ซึ่งการพัฒนาประเทศในมิติทางสังคมให้เข้าเกณฑ์นั้นยากกว่าการเพิ่มรายได้เสียอีก แม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วระดับหัวแถวของโลก ก็ยังประสบปัญหาการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมไม่ต่างกัน เพราะยิ่งประเทศเจริญขึ้น พัฒนาขึ้น คนรวยก็จะรวยมากขึ้น ทิ้งให้ชนชั้นกลาง และชนชั้นล่างห่างออกไปอีกเป็นร้อยเป็นพันเท่าตัว

แล้วทำอย่างไรถึงจะก้าวหลุดพ้นจากกับดักนี้ได้?

จริงๆ แล้วมันไม่ได้มีสูตรตายตัวว่าจะต้องทำตามหลักสูตรนี้ แล้วประเทศจะหลุดพ้นหรือยกระดับขึ้นมา เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้ประเทศที่เป็นเพื่อนบ้านกันอยู่ติดกันก็ยังยากที่จะเลียนแบบกันได้

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเกาหลีใต้ หรือญี่ปุ่นในระดับที่เล็กที่สุดของสังคมคือ ระดับบุคคล ลองเปรียบเทียบกับอัตราความขยันและมุ่งมั่นในการทำงานจะพบว่า คนของ 2 ประเทศนี้มีชั่วโมงการทำงานต่อวันต่อสัปดาห์ที่สูงกว่าคนไทยหลายชั่วโมง ตี1 ตี2 ยังนั่งทำงานกันในออฟฟิศ หรือตามร้านกาแฟที่เปิด 24 ชั่วโมงกันอยู่เลย

ความจริงจังในการทำงานสูง พร้อมความกดดันและความเครียดก็สูงเป็นเงาตามตัว เพราะทุกคนต่างคาดหวังความเป็นเลิศ และการเป็นที่หนึ่งเท่านั้น เพราะไม่มีใครจดจำคนที่อยู่อันดับ 2 ดังนั้นมันจึงสะท้อนภาพลักษณ์ของความขยันทำงานเอาเป็นเอาตายขั้นสุดของคน 2 ชาตินี้

หรือในระดับนักเรียน นักศึกษา ก็พบอัตราการแข่งขันในวัยเรียนที่สูงเช่นกัน การตั้งใจเรียนหนังสือก็มีสัดส่วนที่สูงในหมู่ประชากรวัยเยาว์ เนื่องจากมันคือการชี้วัดอนาคตชีวิตที่ดีกว่า เหนือชั้นกว่า เพื่อช่วงชิงการสอบเข้าสู่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศ ซึ่งแต่ละปีมีผู้สมัครสอบเข้าเป็นแสนๆ คนแต่รับเข้าเรียนเพียงหลักพัน ดังนั้นมันจึงมีความดุเดือดในการแข่งขันในทุกๆ เรื่องเพื่อประสบความสำเร็จในชีวิต (ส่วนคนไทยเรานั้นก็เป็นอย่างที่รู้ๆ กัน)

ไหนจะเรื่องการปลูกฝังให้พึ่งพาตัวเองตั้งแต่เด็ก เช่น การไปโรงเรียนด้วยตัวเองตั้งแต่ระดับอนุบาล ระเบียบวินัยพื้นฐานของสังคมส่วนรวมที่ต้องคำนึงเสมอ การแยกขยะ การล้างกล่องนมก่อนทิ้ง สิ่งพื้นฐานง่ายๆ ที่ต้องสอนให้ทำกันอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่เด็กถึงจะทำได้เป็นอัตโนมัติ มันจึงเป็นเบ้าหลอมทางสังคมในการยกระดับคุณภาพประชากรโดยรวม

แต่ญี่ปุ่นก็มีปัญหาเรื่องรายได้และค่าใช้จ่ายที่เกือบจะไม่เพียงพอ โดยเฉพาะการอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่อย่างกรุงโตเกียว เด็กจบใหม่ที่พึ่งทำงานได้เงินเดือนเริ่มต้นราว 70,000 บาทก็จริง แต่ 50% ของเงินเดือนคือ ค่าที่พักที่มีขนาดน้อยนิดเท่าแมวดิ้นตาย ไหนจะค่าอาหาร ค่าเดินทาง ซึ่งรวมแล้วคิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของเงินได้ ยังไม่รวมไปถึงการจ่ายภาษีในอัตราที่สูงมากถึง 40% เรียกได้ว่าใช้เงินก็แทบจะเดือนชนเดือนเหมือนกัน

หากเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านหนึ่งเดียวในอาเซียนที่เป็นประเทศพัฒนาแล้วอย่าง สิงคโปร์ ซึ่งมีพื้นที่และประชากรทั้งประเทศเพียงครึ่งหนึ่งของกรุงเทพฯ การบริหารจัดการต่างๆ จึงไม่ใช่เรื่องยาก เพราะพื้นฐานของสิงคโปร์เป็นเมืองท่าที่เจริญมาตั้งแต่ก่อนที่จะแยกตัวออกจากมาเลเซีย และสิงคโปร์ผลักดันเรื่องระบบการศึกษาที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก มีหลักสูตรการเรียนแบบประเทศอังกฤษ พัฒนาประเทศโดยเปลี่ยนจากเมืองท่าขนส่งสินค้า มาเป็นศูนย์กลางการค้าและการเงิน การลงทุน หากแรงงานในประเทศส่วนไหนไม่เพียงพอ ก็นำเข้าแรงงานจากต่างประเทศมาเสริม โดยเฉพาะถ้าเป็นแรงงานหัวกะทิระดับบน ก็จะให้สิทธิการถือสัญชาติด้วย ซึ่งมันก็คือทางลัดอย่างหนึ่งของสิงคโปร์ที่ทำให้เติบโตได้เช่นกัน

ประกอบกับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดและรุนแรง ชนิดที่ต้องไม่มีข้ออ้างรู้เท่าไม่ถึงการณ์มาใช้ ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ สำหรับการกระทำความผิด และการจ่ายค่าปรับในการละเมิดกฎหมายที่แพงและพร้อมปรับทุกเมื่อโดยไม่มีการมาอ้างว่ารีดไถประชาชน จนขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งค่าปรับ Fine City” ทำให้สิงคโปร์พัฒนาขึ้นมาอย่างมีระเบียบแบบแผน แต่ก็แลกมาด้วยค่าครองชีพที่สูง การไม่มีสิทธิ์ถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ในชื่อของพลเรือน เพราะทุกอย่างเป็นของรัฐทั้งหมด ประชาชนคือผู้เช่าอยู่เท่านั้น และความเครียดในการใช้ชีวิตจากความกดดันทางสังคมที่มีการแข่งขันสูงอีกด้วย

ดังนั้นจึงไม่มีสูตรตายตัวว่าจะต้องทำอย่างไรถึงจะยกระดับประเทศได้ แต่สิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ทำได้เลยก็คือเรื่องของการพัฒนาคุณภาพประชากร ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศ แม้จะเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุดแต่ก็เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเช่นกัน เพราะคนหลักล้านคนจะให้ทำตามสิ่งที่เรียกว่า “โรลโมเดล” มันไม่ใช่ง่าย เพราะต่อให้ภาครัฐมีนโยบายอยากจะพัฒนาประเทศกันขนาดไหน แต่หากไร้ซึ่งความร่วมมือของประชากรภายในประเทศแล้วก็เป็นเรื่องยากที่จะพัฒนานั่นเอง

ยุคนี้ถือเป็นยุคที่ยากมากในการจะหาช่องทางเบียดแทรกเข้าไปเพื่อเติบโตอย่างมีตัวตน เพราะแต่ละประเทศก็เติบโตเป็นเจ้าตลาดในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมต่างๆ มานานมาก หนทางที่จะยกระดับประเทศและรายได้อย่างรวดเร็ว มันต้องดูว่ามีนวัตกรรมอะไรที่เป็นนวัตกรรมของอนาคตที่จะเข้ามามีบทบาทต่อชีวิตผู้คน ซึ่งใครจับเทรนด์ตรงนี้แล้วลงมือทำจนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ ก็ย่อมมีโอกาสที่จะสร้างมูลค่าให้เพิ่มสูงขึ้น ดันภาพรวมของเศรษฐกิจภายให้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย แต่มันก็ต้องช่วงชิงความเป็นเต้ยกับอีกหลายๆ ประเทศที่ก็มองเห็นลู่ทางเดียวกัน หรือแม้แต่ประเทศพัฒนาแล้วที่พร้อมทุ่มเงินมหาศาลเพื่อให้ได้นวัตกรรมมาเป็นของตัวเองเพื่อต่อยดความมั่งคั่งนั้นๆ ไปอีก

ดังนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขยับขึ้นมาแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น เพราะแม้ยิ่งสูงขึ้นคู่แข่งน้อยลงก็ความเขี้ยวลากดินและความโหดของการแข่งขันก็ยิ่งรุนแรง เหมือนกับบางประเทศที่เคยก้าวขึ้นสังเวียนไปแล้วสู้ไม่ไหวถูกถีบตกลงมานั่นเอง

%d bloggers like this: