ECONOMIC EDITORIAL HISTORY

“ไต้หวัน” ทำอย่างไรถึงพลิกจากเกาะแสนยากจน สู่มหาอำนาจผู้ทรงอิทธิพลทางเทคโนโลยีของโลก

“ไต้หวัน” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “สาธารณรัฐจีน” ดินแดนที่คนไทยรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี ทั้งจากภาพยนตร์ซีรี่ย์ชื่อดัง ที่ครั้งหนึ่งเคยครองใจผู้ชมชาวไทยเมื่อหลายปีก่อน รวมทั้งการสร้างชื่อเสียงจากสินค้าเทคโนโลยีล้ำสมัยที่กลายเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนไต้หวันให้ขึ้นมาอยู่ชั้นแนวหน้าของโลก เคียงบ่าเคียงไหล่มหาอำนาจหลาย ๆ ประเทศ

แต่กว่าที่เกาะแห่งนี้ซึ่งมีขนาดใกล้พื้นที่เคียงกับภาคตะวันออกของประเทศไทยจะก้าวขึ้นมาสู่หัวแถวของโลกได้ ต้องย้อนกลับไปเมื่อราวปี 1960 หรือ 60 ปีที่แล้ว ไต้หวันจัดว่าเป็นดินแดนที่ติดอันดับยากจนเกาะกลุ่มอยู่กับประเทศไทย จีน และ เกาหลีใต้ โดยประชากรมีรายได้ต่อหัวเพียง 2,968 บาทต่อปี แต่ก็ยังสูงกว่าไทยที่ 2,141 บาทต่อปี ในช่วงเวลาที่ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราแลกเปลี่ยนที่ 1 ดอลลาร์ = 21.2 บาท ประชาชนส่วนใหญ่บนเกาะไต้หวันก็ประกอบอาชีพทำการเกษตร และประมง แถมไต้หวันยังเป็นเกาะที่ตั้งอยู่บนเส้นทางพายุไต้ฝุ่นพัดผ่าน ซึ่งในแต่ละปีไต้หวันจะโดนพายุใหญ่เล่นงานปีละมากกว่า 20 ลูก ซึ่งดูแล้วไม่น่าจะเป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การพัฒนาสักเท่าไหร่อีกด้วย

ชาวไต้หวันท้องถิ่นดั้งเดิม / forumosa.com

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในอดีตไต้หวันที่เคยถูกญี่ปุ่นปกครองในช่วงเวลาสั้น ๆ ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเป็นยุคที่ไต้หวันมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคมภายในอย่างมาก เพราะญี่ปุ่นนอกจากจะใช้ไต้หวันเป็นฐานที่มั่นในการเข้าโจมตีประเทศจีน และดินแดนอื่น ๆ ที่อยู่ทางตอนใต้ลงมาซึ่งรวมไปถึงแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว ญี่ปุ่นยังได้วางระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในการติดต่อสื่อสารและการคมนาคมขนส่งทั่วทั้งเกาะ แถมญี่ปุ่นยังปรับปรุงการหลักสูตรศึกษาใหม่ทั้งหมด บังคับให้ประชาชนในยุคนั้นต้องเรียนหนังสือเป็นภาษาญี่ปุ่น ใช้ตำราเรียนแบบญี่ปุ่น ฝึกระเบียบวินัยแบบชาวญี่ปุ่น ทำให้ชาวไต้หวันซึมซับความเป็นญี่ปุ่นเอาไว้ตั้งแต่ยังเด็ก จนปลูกฝังวินัยเหล่านี้สืบต่อกันมาถึงยุคปัจจุบัน ที่จะเห็นว่าชาวไต้หวันจะมีความแตกต่างจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ ในเรื่องของระเบียบวินัยและมารยาทสากล

แม้ไต้หวันจะเริ่มเห็นเค้าลางของการพัฒนามาบ้างแล้วตั้งแต่ในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองแล้ว แต่การฉายแววเจริญอย่างเห็นได้ชัดเจนก็เริ่มตรงที่พรรคก๊ก มิน ตั๋ง ซึ่งอพยพลี้ภัยการเมืองจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่มาตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นบนเกาะ ตั้งแต่ปี 1949 ปกครองดินแดนแห่งนี้ในช่วงแรกก็เป็นจุดเปลี่ยนของไต้หวันที่ทำให้การพัฒนาเริ่มโดดเด่น เพราะนโยบายการเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศที่กำลังรุกเข้ามาในฝั่งของเอเชีย ประกอบกับการได้รับงบประมาณอุดหนุนจากสหรัฐฯ ในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยเพื่อต่อสู้กับคอมมิวนิสต์จีนและโซเวียต ที่กำลังรุกคืบกลืนกินประเทศในแถบเอเชียทำให้ทั้งพรรคก๊ก มิน ตั๋ง และเกาะไต้หวันได้รับสนับสนุนผลักดันจากสหรัฐฯ อย่างมาก ซึ่งรวมไปถึงเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ที่ก็เป็นเหมือนกับรัฐกันชนที่สหรัฐฯ ก็ทุ่มทั้งงบประมาณ เทคโนโลยี และกำลังทหารเพื่อต้านกับลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแผ่ขยายอิทธิพลในช่วงนั้น

เจียง ไค เช็ค ผู้นำพรรค ก๊ก มิน ตั๋ง

ไต้หวันเลยกลายเป็นแหล่งผลิตสินค้าในฐานะ “มือปืนรับจ้าง” หรือ OEM ที่มีการตั้งโรงงานต่าง ๆ ขอบริษัทเทคโนโลยีในยุคแรกเพื่อส่งออกไปขายยังภูมิภาคอื่น ๆ โดยใช้กำลังของแรงงานรุ่นใหม่ที่มีอยู่อย่างเหลือเฟือบนเกาะ รวมทั้งอัตราค่าแรงที่ถูกเป็นแต้มต่อในขณะนั้น

เวลาผ่านไป 24 ปี ในช่วงปี 1973 ไต้หวันมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจอีกครั้ง โดยรัฐบาลซึ่งนำโดยนายเจียง ไคเชก ที่ก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีสมัยที่ 6 ตั้งแต่ปี 1972 – 1975 (สมัยที่ 1 คือปี 1948 – 1949 สมัยที่ 2 – 5 คือปี 1950 – 1972) รัฐบาลได้จัดตั้ง “สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม” Industrial Technology Research Institute (ITRI) เพื่อเป็นสถาบันในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมา โดยพุ่งเป้าไปที่เรื่องของชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลัก เนื่องจากไต้หวันได้ซึมซับเทคโนโลยีการผลิตตลอดช่วงระยะเวลาที่เป็นมือปืนรับจ้างผลิตสินค้าให้กับต่างชาติมานานหลายปี ทำให้มีองค์ความรู้ที่เพียงพอที่จะต่อยอดไปสู่การเป็นเจ้าของเทคโนโลยีเองได้ในอนาคต

“สถาบันเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไต้หวัน” Industrial Technology Research Institute (ITRI)

ประกอบกับรัฐบาลไต้หวันมองเห็นว่าอย่างไรเสีย ยุคของสินค้าไอทีมันต้องมาอย่างแน่นอนในอนาคต ดังนั้นการจับจังหวะเพื่อลงทุนในการพัฒนาเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ในเวลานั้นกลายเป็นเป็นช่วงเวลาที่พอเหมาะพอดี เพราะญี่ปุ่นเองหลังจากที่บอบช้ำจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และใช้เวลาฟื้นฟูประเทศอยู่ราว 20 ปี ก็เข้าสู่ยุคของการพัฒนาเทคโนโลยีอย่างเต็มกำลัง และมองหาประเทศที่เป็นฐานการผลิตใหม่ๆ นอกผลิตในประเทศ เพราะนับตั้งแต่ปี 1967 ญี่ปุ่นเริ่มประสบปัญญาเงินเยนแข็งค่าซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่ญี่ปุ่นเร่งพัฒนาประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนเศรษฐกิจเติบโตอย่างก้าวกระโดด ทำให้ต้องมีการย้ายโรงงานออกไปลงทุนนอกประเทศ ซึ่งไต้หวันคือเป้าหมายสำคัญเป้าหมายแรกที่ญี่ปุ่นเลือก ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ไต้หวันกำลังเริ่มตั้งไข่ในการพัฒนาเทคโนโลยีพอดิบพอดี จึงเล็กจิ๊กซอว์ที่ลงตัวเป๊ะ ในการผลักดันไต้หวันไปสู่กลุ่มประเทศเทคโนโลยีใหม่ขั้นสูง นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา

แต่ใช่ว่าทุกอย่างจะราบรื่นไปเสียทั้งหมด เพราะแม้ว่าจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ติดแบรนด์ว่าเป็น “Mead in Taiwan” เพื่อเข้าสู่ตลาด แต่มันก็ยังไม่ได้รับความเชื่อใจจากผู้บริโภคเหมือนกับแบรนด์ญี่ที่เข้าสู่ตลาดในช่วงแรก ๆ ผู้บริโภคหรือคู่ค้าต่างมีคำถามถึงคุณภาพของสินค้าเช่นกัน ทำให้ไต้หวันต้องใช้เวลาอยู่นานหลายปีกว่าจะสร้างความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ

Acer คือแบรนด์เทคโนโลยีของไต้หวันแบรนด์แรก ๆ ที่เริ่มเป็นที่รู้จักในตลาดโลก ก่อตั้งในปี 1976 หรือ 4 ปี หลังจากที่ไต้หวันตั้งสถาบัน ITRI เดิมทีใช้ชื่อว่า Multitech ก่อนเปลี่ยนมาเป็น Acer ในปี 1981 ถือว่าเป็นแบรนด์เทคโนโลยีสัญชาติไต้หวันแท้ ๆ แบรนด์แรกที่บุกตลาดโลก ด้วยการเริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเริ่มพัฒนามาผลิตคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แล็ปท็อป เซิร์ฟเวอร์ กล้องดิจิทัล และสมาร์ทโฟน ในช่วงระยะเวลา 30 ปีหลังจาก่อตั้งบริษัท และถือว่าเป็นแบรนด์สินค้าไอทีไต้หวันที่ประสบความสำเร็จในอย่างสูงตลาดโลก ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ Acer เองก็ต้องล้มลุกคลุกคลานอยู่นับสิบปีกว่าจะเป็นที่ยอมรับในระดับสากล

นอกจากนั้นยังมีแบรนด์สินค้าอทีอื่น ๆ เกิดขึ้นตามมามากมายทั้ง ASUS ในปี 1989 ซึ่งเป็นผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น เมนบอร์ด การ์ดกราฟิก พีดีเอ จอมอนิเตอร์ รวมทั้ง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก เน็ตบุ๊ก ระบบเซิร์ฟเวอร์ อุปกรณ์เครือข่ายคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ และปัจจุบันกลายเป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญญาติไต้หวันที่มีมูลค่าสูงเป็นอันดับต้น ๆ และเป็น 1ใน 5 ของแบรนด์คอมพิวเตอร์ที่ครองส่วนแบ่งการตลาดของโลกร่วมกับ Acer เพื่อนร่วมชาติ

HTC, ASUS, ACER 3 แบรนด์เทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของไต้หวันที่ดังระดับโลก

ไม่เพียงเท่านั้นผลผลิตจากสถาบัน ITRI ได้ก่อให้เกิดบริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกซึ่งเป็นสัญชาติไต้หวันแท้เหมือนกันก็คือ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) ในปี 1987 ผลิตชิปให้กับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก เช่น Apple และอีกกว่า 400 บริษัททั่วโลก ซึ่ง TSMC นับเป็นความสำเร็จจากความทะเยอทยายของไต้หวัน ซึ่งใช้งบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนาสูงถึง 3.3% ของ GDP ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มากกว่าประเทศไทยถึง 4 เท่า และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของไต้หวันที่ 6.7 หมื่นล้านดอลลาร์ (2.1 ล้านล้านบาท = 2 ใน 3 ของงบประมาณแผ่นดินประเทศไทยที่ 3.3 ล้านล้านบาท) ซึ่งแม้แต่ญี่ปุ่นประเทศผู้เป็นเจ้าเทคโนโลยีของโลก ก็ยังไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของชิปได้เทียบเท่ากับ TSMC และล่าสุดมีข่าวออกมาเมื่อวานนี้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมทุบเงินนับแสนล้านและให้สิทธิพิเศษต่าง ๆ มากมายเพื่อที่จะดึง TSMC เข้าไปลงทุนตั้งโรงงานผลิตชิปคุณภาพสูงในประเทศเลยทีเดียว

นับจากวันนั้น 60 ปีผ่านไป อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันก็พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้เฉลี่ยต่อหัวประชากรขยับขึ้นจากในปี 1960 ที่ 2,968 บาทต่อปี เป็น 805,677 ต่อปีในปี 2019 (ไทย 247,209 บาทต่อปี) และมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับที่ 19 ของโลก (ไทยอันดับที่ 25 ของโลก) และดัชนีการพัฒนามนุษย์ หรือ HDI Index ของไต้หวันยังได้รับการจัดอยู่ในอันดับสูงใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย

TSMC บริษัทผู้ผลิตชิปรายใหญ่ที่สุดอันดับ 1 ของโลกจากไต้หวัน

แม้ว่าไต้หวันจะถูกถอดการรับรองการเป็นประเทศอิสระจากองค์การสหประชาชาติ เนื่องจากจีนกดดันและรอ้างอธิปไตยเหนือดินแดนไต้หวัน แม้ไต้หวันจะมีรัฐธรรมนูญ มีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย และมีสภาเป็นของตัวเอง แต่ไต้หวันยังมีสิทธิ์เป็นสมาชิกภาพในองค์กรอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากที่สหประชาชาติมีส่วนเกี่ยวข้อง เช่น องค์การการค้าโลกและความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก ซึ่งไต้หวันถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อการค้า และเศรษฐกิจของโลก ซึ่งหากไต้หวันเป็นประเทศอิสระ ก็เทียบเท่ากับการเป็นประเทศพัฒนาแล้วระดับแนวหน้าของโลกเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เพียงแค่การพัฒนาเทคโนโลยีเท่านั้นที่ทำให้ไต้หวันก้าวมาไกลได้ขนาดนี้ แต่เรื่องของคุณภาพประชากรก็มีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ ไม่น้อยไปกว่านโยบายทางการเมือง ไต้หวันถือว่ามีคุณภาพประชากรที่สูงทั้งการศึกษา คุณภาพชีวิต การมีสิทธิเสรีภาพภายใต้ความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม ซึ่งไต้หวันพยายามพัฒนาคนของตัวเองในส่วนนี้อย่างเข้มข้นเพื่อให้หนีจากการถูกมองเหมารวมว่าเป็น “คนจีน” ดังนั้นชาวไต้หวันจึงถือว่าตัวเองคือ “คนไต้หวัน” และปลูกฝังความรักชาติ และความเป็นชาตินิยมอย่างสูงในหมู่ประชากร ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ที่ใช้หลักการชาตินิยมเข้มข้นปลุกระดมให้ประชาชนภูมิใจในความเป็นชาติตัวเอง ชนิดที่ว่าต่อให้ใครมาว่าชาติไม่ดียังไงก็พร้อมกระโดดใส่ กระโดดปกป้อง และมุ่งมั่นเอาชนะทุกสิ่งที่เป็นข้อจำกัดที่หลายประเทศอาจมองว่าทำไม่ได้ แต่สุดท้ายก็ทำจนสำเร็จ

ทิวทัศน์กรุงไทเป

ซึ่งสุดท้ายแล้วถ้าหากสังเกตดี ๆ ประเทศในแถบเอเชียตะวันออกกลุ่มนี้ มักจะผ่านเหตุการณ์บางอย่างที่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศแบบหนัก ๆ หรือต่อสู้บอบช้ำกับสงคราม การถูกยึดประเทศจากต่างชาติ และเงาอิทธิพลของมหาอำนาจจากหลากหลายขั้วเข้ามารุกราน ซึ่งทำให้ประเทศในแถบนี้ต้องฮึดขึ้นมาสู้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพราะถ้าหากว่าตัวเองอ่อนแอ ก็ย่อมตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของมหาอำนาจ ดังนั้นด้วยปัจจัยที่ต้องดิ้นรนนี้เอง ก็เป็นส่วนสำคัญในความทะเยอทยานที่จะเอาชนะให้ได้ และลุกขึ้นมาแข็งแกร่งอย่างมั่นคงบนเวทีโลก เพราะถ้าอ่อนแอเมื่อไหร่ หมายถึงความพ่ายแพอย่างที่ไม่มีการปราณีนั่นเอง

แหล่งอ้างอิง

Wikipedia

Wikipedia/TSMC

IMF

World Bank

Macrotrends

Money.cnn

%d bloggers like this: