ECONOMIC EDITORIAL

สหรัฐ – จีน สงครามการค้าตลอดกาล ต่อให้ใครเป็นรัฐบาลก็ไม่มีวันจบ

แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะสิ้นสุดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐภายในสัปดาห์หน้า แล้วต้องลากกระเป๋าโบกมือลาจากทำเนียบขาว ส่งไม้ต่อให้โจ ไบเดน ดำรงตำแหน่งจากนี้ต่อไปอีก 4 ปี แต่ใช่ว่าสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนจะสิ้นสุดลง

ในขณะที่ประเทศต่างๆ ลงนามในข้อตกลงการค้ามาสักระยะหนึ่ง แต่เมื่อปีที่แล้วกำแพงทางการค้าระหว่างสองชาติมหาอำนาจทำให้มูลค่าการค้าหลายแสนล้านดอลลาร์ยังคงต้องเจอกับกำแพงภาษีสูงลิบลิ่ว และเหตุการณ์ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันได้แล้วว่าการลดกำแพงภาษีที่เหลือเหล่านั้นดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่ยากขึ้นเรื่อยๆ

ความท้าทายเพิ่มเติมอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นในช่วงของการบริหารประเทศที่ค่อนข้างตกต่ำของทรัมป์คือ การห้ามการลงทุนในบริษัทของสหรัฐฯ ที่รัฐบาลวอชิงตันเชื่อว่ามีความเชื่อมโยงกับกองทัพและรัฐบาลจีน เมื่อคำสั่งส่งท้ายของทรัมป์มีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการสร้างความแตกแยกทางการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ

บริษัทต่างๆ เช่น BlackRock และ Vanguard ถูกบังคับให้ขายหุ้นในบริษัทจีนที่ถูกขึ้นบัญชีดำ รวมทั้ง Goldman Sachs, Morgan Stanley และ JPMorgan ประกาศว่าพวกเขาจะเพิกถอนการลงทุนจำนวน 500 รายการในฮ่องกงอีกด้วย ซึ่งนี่คือรอยร้าวครั้งใหม่ที่กำลังจะบาดลึกลงไปอีก

สิ่งที่น่าสังเกตคือ มีความต้องการหนังสือเล่มหนึ่งในประเทศจีนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งก็คือหนังสือชื่อ“ America Against America” ที่บางเล่มเริ่มขายในตลาดออนไลน์สำหรับหนังสือเก่ามือ 2 ที่ราคาพุ่งขึ้นไปถึงเล่มละ 2,500 เหรียญก็มี

หนังสือ “America Against America” วางขายที่ Kungfuzi ซึ่งเป็นตลาดออนไลน์สำหรับของเก่า

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หนังสือเล่มนี้ได้รับความนิยมคือ หวัง ฮันติง ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ที่เป็น 1 ใน 7 สมาชิกของคณะกรรมการประจำโปลิตบูโร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจตัดสินใจมากที่สุดของจีน เขียนในระหว่างการเยี่ยมชมทางวิชาการที่สหรัฐอเมริกาในปี 1988 โดยหวังคาดการณ์ไว้ว่าความแตกแยกในสังคมอเมริกันจะทำลายความสามารถในการแข่งขันของตัวเอง

ข้อสังเกตนี้ดึงดูดความสนใจมากขึ้นหลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเกิดความวุ่นวายที่อาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ตามคำอธิบายของ หวัง เวน คณบดีบริหารของ Chongyang Institute for Financial Studies มหาวิทยาลัยเหรินหมิน ที่บอกว่าความกังวลสำหรับจีนคือ ความไม่มั่นคงในการเจรจากับคู่ค้าซึ่งหมายถึงข้อตกลงที่มีความเสี่ยงมากขึ้นว่าจะถูกยกเลิก

ส่วนในสัปดาห์นี้สถานการณืยังตอกย้ำถึงอีกสาเหตุหนึ่งที่รัฐบาลปักกิ่งอาจไม่เร่งรีบที่จะเริ่มการเจรจาการค้าอย่างรวดเร็วนั่นคือ สิ่งต่างๆ ในจีนกำลังดำเนินไปด้วยดี การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การควบคุมที่สามารถจัดการได้ และเศรษฐกิจจีนก็กำลังเติบโตด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้สำหรับชาติตะวันตกส่วนใหญ่ในตอนนี้

การทดสอบหาเชื้อโควิด-19 ในประเทศจีน

อันที่จริงเมื่อประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ต่อผู้นำระดับจังหวัดในสัปดาห์นี้ โดยระบุว่า “ความท้าทายของจีนมีมากกว่าโอกาสข้างหน้า โลกกำลังมีการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งที่อาจจมองเห็นได้ในศตวรรษ เวลาและสถานการณ์ในตอนนี้อยู่ในความกำมือของจีน

เมื่อโจ ไบเดน เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในสัปดาห์หน้า อาจจะต้องเผชิญกับความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แตกแยกมากขึ้นกว่าเดิม และจีนที่มั่นใจในการรับมือและแก้ไขปัญหาได้มากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ส่งผลดีเลยสำหรับการยุติสงครามการค้าอย่างรวดเร็ว

การส่งออกของจีนเฟื่องฟูในช่วงปลายปีที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีอัตราการเรียกเก็บภาษีที่สูงลิบจากสหรัฐก็ตาม แต่ไม่ใช่เพราะการเรียกเก็บภาษีเหล่านั้นไม่มีผล เพราะก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดจีนได้แสดงความกังวลขึ้งการขนส่งออกสินค้าของประเทศอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแทนคือผลกระทบจากกำแพงภาษีก็คือการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสระลอกใหม่ในสหรัฐอเมริกาและยุโรป จำนวนผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่กระตุ้นให้เกิดความต้องการอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในบ้าน เพื่อกักตัว เว้นระยะห่างทางสังคม และการทำงานที่บ้าน สถานการณ์ยังบังคับให้โรงงานหลายแห่งในประเทศเหล่านั้นปิดตัวลงด้วย นั่นหมายความว่าผู้ผลิตในจีนมีคำสั่งซื้อจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสิ่งที่การเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดที่สุดคืออัตราค่าขนส่งสินค้า ตู้คอนเทนเนอร์ที่เคยมีราคา 2,000 ดอลลาร์ต่อตู้เพื่อส่งข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกตอนนี้ถูกเสนอราคาสูงถึง 13,000 ดอลลาร์ต่อตู้ สำหรับการให้บริการก่อนปีใหม่ทางจันทรคติในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์

กราฟอัตราค่าบริการส่งออกสินค้าทางเรือจากจีนไปสหรัฐ / Bloomberg

ในขณะที่จีนประสบความสำเร็จอย่างมากในการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด -19 แต่ฤดูหนาวครั้งนี้กลายเป็นอุปสรรคในการควบคุม เพราะสัปดาห์นี้มีผู้เสียชีวิตจากไวรัสเป็นรายแรกของประเทศในรอบ 8 เดือน นับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2563 การแพร่ระบาดในมณฑลเหอเป่ยซึ่งล้อมรอบกรุงปักกิ่งได้ ทำให้ทางการจีนกำหนดให้ปิดเมือง 3 เมืองรวมถึงเมืองฉือเจียจวงซึ่งเป็นเมืองหลวงของมณฑลซึ่งมีประชากร 11 ล้านคน รถยนต์และผู้คนถูกห้ามไม่ให้ออกจากพื้นที่และได้มีการทดสอบค้นหาผู้ติดเชื้อจำนวนมากสำหรับประชากรทั้งหมด ในระหว่างการระบาดครั้งล่าสุดนี้มณฑลเหอเป่ยได้ระบุว่า มีการติดเชื้อทั้งหมดประมาณ 1,000 รายเมื่อรวมทั้งกรณีที่มีอาการและไม่มีอาการ นั่นไม่ใช่จำนวนมากเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ เช่นสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร หรือญี่ปุ่น แม้ว่าจะยากที่จะเชื่อได้จากคำตอบของรัฐบาลปักกิ่ง แต่หากปฏิกิริยาเชิงรุกของจีนพิสูจน์แล้วว่าเป็นสิ่งที่ได้ผล

ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้วพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นอีกปีที่มีการผิดนัดชำระหนี้ในประเทศจีนเช่นกัน โดยพันธบัตรมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐไม่ได้รับการชำระในเวลาที่กำหนด แต่ถึงกระนั้นเหตุการณ์ผิดนัดชำระหนี้คงจะไม่น่าจะเกิดขึ้นในปีนี้ นั่นเป็นเพราะในขณะที่เศรษฐกิจของจีนฟื้นตัวจากการระบาดของไวรัส ผู้กำหนดนโยบายในรัฐบาลปักกิ่งได้แสดงความชัดเจนว่าพวกเขาตั้งใจที่จะเริ่มเข้มงวดต่อการเคลื่อนไหวของเงิน อันที่จริงข้อมูลที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้แสดงให้เห็นว่าการเติบโตของสินเชื่ออยู่ในระดับปานกลางในเดือนธันวาคม ซึ่งบ่งชี้ว่าสภาพคล่องเพิ่มขึ้นถึงจุดสูงสุดแล้ว ด้วยกระแสเงินสดที่จะเพิ่มขึ้นได้ยากมากขึ้นในปี 2564 จะเป็นบทพิสูจน์ได้ค่อนข้างท้าทายสำหรับทั้งผู้ขอสินเชื้อที่มีต้องมีการชำระคืนเงินก้อนโต ว่าจะเกิดหาเงินมาจ่ายได้ทันหรือไม่

กราฟการผิดนัดชำระหนี้ในประเทศจีน / Bloomberg

ในฝั่งของสหรัฐ แน่นอนว่าช่วงแรกคงต้องสะสางปัญหาต่างๆ ภายในบ้านของตัวเอง ที่ทรัมป์ก่อไว้จนพันกันอีรุงตุงนัง โดยเฉพาะการตั้งกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจากจีนรวมเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาห์สหรัฐเพื่อลดการขาดดุลทางการค้า และกดดันจีนให้เปิดประเทศให้สหรัฐฯ เข้าไปแทรกแซง แต่ไบเดนน่าจะมีการผ่อนปรนเรื่องของกำแพงภาษี เพื่อลดความตึงเครียดในสงครามการค้า แต่ใช้วิธีการตีวัวกระทบคราด ยืมมือชาติพันธมิตรร่วมกันกดดันจีนให้เล่นตามกติกา ส่วนนโยบายที่ทรัมป์ทิ้งไว้เป็นมรดกเช่น การขจัดอิทธิพลของจีนในบริษัทของสหรัฐ รวมทั้งการไม่เอาด้วยที่จะร่วมพัฒนากับเทคโนโลยี 5G จากหัวเว่ย ก็อาจจะยังคงยิดโยงไว้อยู่ เพื่อไม่ให้จีนมีอิทธิพลมากขึ้น แต่ต้องลดลง โดยไม่กระทำการโฉ่งฉ่างตลาดล่างแบบทรัมป์ให้รวนไปทั้งระบบเศรษฐกิจทั่วโลก

เทคโนโลยี 5G จาก HUAWEI / hauweiya

ส่วนนโยบายต่างประเทศต่อทั้งไต้หวัน ฮ่องกง และซินเจียงอุยกูร์ ไบเดนมีทีท่าชัดเจนตั้งแต่แรกอยู่แล้วว่าไม่ได้สนใจในนโยบายจีนเดียว ทั้งการแสดงความยินดีต่อนางไช่ อิงเหวิน ในการชนะการเลือกตั้งผู้นำไต้หวัน เสมือนยอมรับไต้หวันว่าเป็นประเทศหนึ่งไปแล้ว รวมทั้งการแสดงความแข็งกร้าวต่อการกระทำของรัฐบาลจีนที่รุนแรงกับชาวอุยกูร์ ซึ่งไบเดนก็ใช้คำว่าเป็นการ “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” พร้อมกับตอบโต้จีนโดยการไม่สนับสนุนและห้ามนำเข้าสินค้าที่เชื่อว่ามาจาก “แรงงานทาสชาวอุยกูร์” แต่ก็ต้องรอดูว่าหลังจากนี้ไบเดนจะแข็งได้ตลอดไปหรือไม่ เพราะจริงๆ แล้วพรรคเดโมแครตมักดำเนินนโยบายต่างประเทศในเชิงประนีประนอม มากกว่าทุบให้แตกหักกันไปข้างแบบที่ทรัมป์เคยทำมา จนดูเหมือนว่าไม่เด็ดขาด

โจ ไบเบน ครั้งเยือนประเทศจีนในฐานะรองประธานาธิบดีในรัฐบาลนายบารัค โอบามา เมื่อปี 2013 / Bloomberg

อย่างไรก็ตามปัจจัยภายในจีนแม้จะฟื้นตัวแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเปราะบาง ในขณะที่ศึกนอกอย่างสหรัฐก็รอดูว่าไบเดน จะเดินเกมกับจีนอย่างไรต่อไป จะจับมือฟื้นความสัมพันธ์หรือว่าฟาดฟันกันต่อ ตามที่ทรัมป์ได้วางเกมเอาไว้ก่อนทิ้งทวนตำแหน่ง ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหนก็ตาม ประเทศน้อยใหญ่ทั่วโลกก็คงต้องตั้งการ์ดสูงเตรียมรับผลกระทบจาก 2 ยักษ์อยู่ดี เพราะอย่างลืมว่า หากช้างสารชนกันทีไร หญ้าแพรกก็แหลกลาญกันถ้วนหน้าทุกที

แหล่งอ้างอิง

Bloomberg

%d bloggers like this: