EDITORIAL SOCIAL

รีดคืนเงินสวัสดิการเด็ก ทำครอบครัวประชาชนแตกแยกนับพัน ต้นตอรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ลาออกยกชุด

การก้าวลงจากตำแหน่งของรัฐบาลเนเธอร์แลน์ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี มาร์ก รุตเตอ หลังจากที่ประชาชนหลายพันครอบครัวถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ เกี่ยวกับการฉ้อโกงเงินสวัสดิภาพเด็กและถูกรัฐบาลบังคับให้จ่ายเงินคืน ทำให้คณรัฐมนตรี ส.ส. เจ้าหน้าที่สรรพากร ตุลาการ และข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับการโกงเงินประชาชนครั้งนี้ต้องลาออกทั้งหมด สิ้นสุดอำนาจลงตามกันไปทั้งยวง

ผลการจากการรีดเก็บเงินคืนจากประชาชนกว่า 48,000 ยูโร หรือราวๆ 1.7 ล้านบาทต่อครอบครัว จากทั้งหมด 11,000 ครอบครัว ทำให้มีผู้ที่ได้รับผลกระทบเป็นจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่มีพื้นเพมาจากผู้อพยพต้องตกอยู่ในความยากลำบากทางการเงิน

โดยรุตเตอเปิดเผยว่า ได้ทูลเกล้าฯ หนังสือลาออกของคณะรัฐมตรีต่อสมเด็จพระราชาธิบดี วิลเลม-อเล็กซานเดอร์ แล้ว

“ประชาชนผู้บริสุทธิ์ถูกใส่ความว่าเป็นอาชญากรและชีวิตของพวกเขาต้องพังพินาศ” จากนั้นเขากล่าวกับผู้สื่อข่าวพร้อมเสริมว่า “ความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ผิดพลาดได้เกิดขึ้นกับคณะรัฐมนตรีคือต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่”

มาร์ก รุตเตอ นายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลน์ / AP

การตัดสินใจมีมติ “เป็นเอกฉันท์” ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากจากการแพร่ระบาดไวรัสโควิด -19

เนเธอร์แลนด์ได้เข้าสู่การล็อคดาวน์ประเทศและรัฐมนตรีกำลังพิจารณามาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อหยุดการแพร่กระจายการติดเชื้อ

รัฐบาลจะอยู่ในบทบาทผู้ดูแลเพื่อจัดการกับการระบาดของโรคนี้จนกว่าจะมีการเลือกตั้งรัฐสภาในเดือนมีนาคม ยกเว้นนายอีริค วีบส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐศาสตร์ได้ลาออกโดยมีผลทันที

สำหรับเรื่องอื้อฉาวที่เขามีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ผู้สื่อข่าวถามว่า การลาออกของคณะรัฐมนตรีเป็นการโชว์เพียงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ใช่หรือไม่ ซึ่งนายรุตเตอยืนว่าว่า “ไม่ใช่”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ลาออกพร้อมกันในลักษณะแสดงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เพราะในปี 2545 คณะรัฐมนตรีได้ลาออกทั้งหมดหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีและกองทัพที่ล้มเหลวในการป้องกันการสังหารหมู่ชาวมุสลิมที่ Srebrenica ในช่วงสงครามบอสเนียเมื่อ 7 ปีก่อน

สุสานการสังหารหมู่ชาวมุสลิมที่ Srebrenica ในช่วงสงครามบอสเนีย ปี 2545

ผู้ปกครองของเด็กถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ฉ้อโกงในข้อผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่น การไม่มีลายเซ็นในเอกสาร และถูกบังคับให้จ่ายเงินคืนหลายหมื่นยูโรที่รัฐบาลมอบให้เพื่อชดเชยค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กโดยไม่สามารถชดเชยได้ พวกเขาในฐานะรัฐมนตรีจำเป็นต้องลาออกเนื่องจากเป็นเรื่องอื้อฉาวที่น่าอับอายอย่างมากบนความล้มเหลวที่กระทบต่อระบบราชการ

ผลกระทบในแง่ร้ายได้เกิดกับครอบครัวจำนวนมากที่ต้องอยู่ในสภาวะล้มละลาย และอีกหลายครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาด เพราะปัญหาด้านการเงินที่รุมเร้าโดยเครื่องมือของรัฐที่กลายเป็น “ศัตรูของประชาชน”

ผู้เป็นแม่รายหนึ่งกล่าวกับสำนักข่าวท้องถิ่นท่ามกลางน้ำตาร้องไห้ฟูมฟายถึงความปวดร้าวจิตใจและปัญหาทางการเงิน ที่พวกเขาต้องทนทุกข์ทรมานหลังจากตกเป็นเป้าหมายของเจ้าหน้าที่สรรพากร

เมื่อปีที่แล้วสำนักงานสรรพากรยอมรับว่ามีผู้คน 11,000 คนถูกตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเพียงเพราะพวกเขามีสองสัญชาติ คำสารภาพนี้ได้ตอกย้ำความเชื่อที่ยึดถือกันอย่างแพร่หลายในหมู่ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากในเนเธอร์แลนด์ที่ว่าการเลือกปฏิบัติต่อพวกเขาเป็นเรื่องที่ฝังรากลึกในโครงสร้างทางสังคมและถูกครอบงำโดยผู้ที่มีอำนาจ

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า การลาออกของรัฐบาลนายรุตเตอเป็นเพียงการทำเหมือน “แสดง” ความรับผิดชอบ ให้ดูว่ายังมีเกียรติ เสียสละอำนาจในการยอมรับความล้มเหลวของรัฐบาล แต่จริงๆ แล้วการลาออกอาจตีความได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อปกป้องตนเองและคณะรัฐมนตรีชุดนี้ ที่หลีกเลี่ยงโอกาสที่จะสูญเสียคะแนนความนิยมลง

เรื่องอื้อฉาวนี้เริ่มขึ้นในปี 2555 และจำนวนผู้ปกครองที่ได้รับผลกระทบอาจสูงถึง 26,000 คน บางคนเรียกร้องอย่างเปิดเผยให้รัฐบาลลงจากตำแหน่งโดยกล่าวว่า พวกเขาหมดศรัทธาในความสามารถของคณะรัฐมนตรีในการทำความแก้ไขปัญหานี้

มาร์ก รุตเตอ ผู้มีภาพลักษณ์ติดดิน เรียบง่าย มักขี่จักรยานจากบ้านพักมาทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลทุกวัน

คุณแม่คนหนึ่งต้องเผชิญกับปัญหาจ่ายเงินให้เจ้าหน้าสรรพากรประมาณ 48,000 ยูโร หรือราว 1.7 ล้านบาท เธอพยายามอธิบายให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าเกิดความผิดพลาดขึ้น แต่เจ้าหน้าที่ก็เริ่มหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ไม่ใช่แค่ค่าเลี้ยงดูบุตรเท่านั้น แต่ยังมีภาษีอื่นๆ อีกด้วย

เธอประสบปัญหาทางการเงินจนเข้าค้างค่าเช่าบ้าน และบริษัทแก๊สปฏิเสธที่จะส่งแก็สมาให้ใช้ตามปกติ ในที่สุดเธอก็ตกงานและหางานอื่นไม่ได้เพราะถูกมองว่าเป็นนักต้มตุ๋น ความสัมพันธ์ของเธอกับลูกพังทลายลงเมื่อความกดดันในชีวิตได้ส่งผลถึง

นาซาน อยาดิน ผู้เป็นแม่ที่ได้รับผลกระทบกล่าวว่า “นายรุตเตอบอกว่า เขาคิดว่ามันแย่มาก แต่เขาไม่ใช่คนที่ต้องจ่ายเงิน สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ ฉันถูกตราหน้าว่าเป็นนักต้มตุ๋น”

โฉมหน้ารัฐมนตรีในรัฐบาลนายรุตเตอ / GETTY IMAGES

จะเกิดอะไรขึ้นต่อไปหลังจากนี้?

ที่ผ่านมาพรรค VVD เสรีนิยมของนายรุตเตอทำผลงานได้ดีในการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ดังนั้นการเลือกตั้งวันที่ 17 มีนาคม อาจจะได้เห็นรัฐบาลอื่นที่นำโดยนายรุตเตอได้รับเลือกเป็นผู้นำรัฐบาลสมัยที่ 3 นับตั้งแต่ปี 2553

แม้ว่าในตอนแรกเขาจะปฏิเสธการลาออกของคณะรัฐมนตรี แต่ก็ถูกมองว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อ ผู้นำฝ่ายค้านประกาศลาออกเมื่อวันพฤหัสบดีเพื่อตอบสนองต่อเรื่องอื้อฉาว ตามมาด้วยรัฐมนตรีกระทรวงกิจการสังคมภายใต้รัฐบาลผสม

ส่วนนายรุตเตอเป็นหัวหน้ากลุ่มพันธมิตรกลาง – ขวา – เสรีนิยม 4 พรรค และพรรคของเขาเป็นผู้นำในการสำรวจความคิดเห็นประชาชนครั้งล่าสุด

อย่างไรก็ตามผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของเรื่องอื้อสวัสดิการเลี้ยงดูบุตรที่ต้องจ่ายเงินคืนจำนวนมาก ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อรัฐมนตรีในปัจจุบันและอดีตรัฐมนตรีหลายคนในสัปดาห์นี้

ทำให้จะได้รับเงินชดเชยอย่างน้อย 30,000 ยูโร หรือราว 1.08 ล้านบาท ซึ่งจะต้องจ่ายให้กับผู้ปกครองที่ถูกกล่าวหาอย่างผิดๆ แต่หลายคนก็แย้งว่า การชดเชยแค่นี้มันยังไม่เพียงพอ

รุตเตอ ในวันที่ประกาศลาออกจากตำแหน่ง

ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจลาออก ซิกริด แคก หัวหน้าพรรคเสรีนิยม D66 กล่าวว่า “สิ่งสำคัญที่มากกว่าการรับผิดชอบทางการเมืองคือ ความอยุติธรรมที่กระทำต่อผู้ปกครอง”

ส่วนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกล่าวว่า เด็กๆ ที่ติดต้องได้รับผลกระทบจากเรื่องอื้อฉาวของการฉ้อโกงนี้ควรได้รับการดูแลเพื่อที่พวกเขาจะได้เติบโตและก้าวต่อไปได้

แหลงอ้างอิง

BBC

%d bloggers like this: