EDITORIAL ENVIRONMENT

อังกฤษยังสนใจ จีนแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศได้อย่างไร?

ทุกฤดูหนาวของปีจะเป็นช่วงเวลาที่ประเทศไทยจะต้องเผชิญกับปัญหามลพิษทางอากาศจากฝุ่นควัน PM2.5 โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่มีความหนาแน่นสูงของจำนวนประชากร ตึกรามบ้านช่อง และรถยนต์ที่ใช้พลังงานฟอสซิล เช่น กรุงเทพมหานครและปริมณฑล และเชียงใหม่ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน ก่อให้เกิดโรคระบบทางเดินหายใจ โรคหลอดเลือดสมอง มะเร็งปอด และปัญหาสุขภาพอื่นๆ มากมาย

ไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ หลายประเทศทั่วโลกต่างประสบกับค่าฝุ่นละอองที่สูงลิบลิ่วไม่ต่างกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปอย่างสหราชอาณาจักร ที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขปัญหา “อากาศไม่สะอาด” เช่นกัน โดยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาคณะกรรมการรัฐสภาเรียกสถานะมลพิษทางอากาศในยูเคว่า เป็นภาวะฉุกเฉินระดับชาติ

เมื่อพูดถึงเรื่องการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศ มีหลายสิ่งที่ทุกประเทศบนโลกต้องเรียนรู้ โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาในประเทศจีนที่ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากหลายเมืองใหญ่ของแดนมังกรที่ในอดีตต้องเผชิญปัญหาฝุ่นควันพิษ แต่ก็ได้รับการแก้ไขให้ลดลงได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีประชากรมากกว่า 1,400 ล้านคน และก่อมลพิษสูงในทุกๆ ด้าน

ทิวทัศน์ของกรุงลอนดอนและแม่น้ำเทมส์ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นควัน PM2.5 / AP Photo

จีนทำได้อย่างไร จนอังกฤษยังสนใจเรียนรู้?

จากการที่ประเทศจีนต้องเผชิญกับปัญหามลพิษมานานหลายปี ในที่สุดจีนก็ดำเนินการ “ทำความสะอาดอากาศ“ อย่างจริงจัง ตามรายงานขององค์การอนามัยโลกระบุว่า เมืองที่มีมลพิษทางอากาศสูงที่สุด 10 แห่งจากจำนวน 20 แห่งของโลกตั้งอยู่ในประเทศอินเดีย และมี 3 แห่งอยู่ในประเทศจีน

จีนได้เริ่มจัดการกับปัญหานี้อย่างเข้มข้นแล้ว โดยในกรุงปักกิ่งเมืองหลวงของประเทศมีค่าปรับสำหรับการก่อมลพิษสูงถึง 28 ล้านดอลลาร์ในปี 2558 ซึ่งในพื้นที่ของปักกิ่ง – เทียนจิน – เหอเป่ย ระดับ PM2.5 ลดลง 27% ระหว่างปี 2556 – 2559 ซึ่งฝุ่นละอองขนาดเล็กนี้ถือว่าเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อร่ายกายเนื่องจากเมื่อสูดดมเข้าไปแล้วจะสามารถเข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของปอดได้ และเต็มไปด้วยสารเคมีที่ทำให้เกิดโรคเรื้อรัง

แกรี่ ฮาค นักวิจัยด้านมลพิษทางอากาศ จากสถาบันสิ่งแวดล้อมแห่งมหาวิทยาลัยยอร์ก ในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงในประเทศจีนว่า

กรุงปักกิ่งก่อนและหลังมีมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นควัน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2018
13 ปีที่ประเทศจีนพยายามแก้ไขปัญหาฝุ่นควันในเมืองใหญ่ ซึ่งสังเกตได้ว่าปริมาณฝุ่นลดลงทุกปี

“ประเทศจีนพยายามผลักดันให้เกิดการยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และหันไปใช้พลังงานทางเลือกอื่นๆ ทดแทนมากขึ้น เช่นเดียวกับการทิ้งยานพาหนะที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงแบบเผาไหม้จากเครื่องยนต์ เปลี่ยนไปเป็นยานพาหนะไฟฟ้า มันเป็นสิ่งที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากจีน”

จีนถือเป็นประเทศที่มีสัดส่วนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สูงที่สุดในโลก โดยในปี 2560 ประเทศจีนมียอดขายรถ EV ได้ 777,000 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2559 ถึง 53% ทำให้จีนครองส่วนแบ่งการตลาดประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขายรถ EV ที่ 1.2 ล้านคันทั่วโลกในปี 2560

และภายในปี 2568 จีนมีแผนจะเพิ่มสัดส่วนรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้ 35 ล้านคัน

สิ่งเดียวกันนี้ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสหราชอาณาจักร โดยเฉพาะในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมืองหลวงแห่งนี้ถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลังเมืองอื่นๆ อีกมากมายเมื่อต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศ งานวิจัยที่เผยแพร่เมื่อเดือนมีนาคมปี 2560 พบว่า ลอนดอนนับเป็นเมืองหลวงที่คุณภาพอากาศที่แย่ที่สุดเป็นอันดับ 3 จกจำนวนเมืองหลวงทั้งหมดในทวีปยุโรป

ส่วนเมืองที่คุณภาพอากาศดีที่สุดของยุโรปคือ กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก รองลงมาคือกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ กรุงออสโล ประเทศสวีเดน และและนครซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

รัฐบาลสหราชอาณาจักรมีแผนการแก้ไขปัญหาเพื่อสร้างอากาศบริสุทธิ์ แต่ก็เป็นที่ถกเถียงกันถึงความเหมาะสม กลยุทธ์ดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากพรรคแรงงานซึ่งเรียกได้ว่า “น่าผิดหวังอย่างมาก” กล่าวคือ การจัดการกับจุดกำเนิดของแหล่งผลิตอากาศที่เป็นพิษหลักๆ ของเมืองสามารถจัดการได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นเช่น รถยนต์ดีเซล แต่ในแหล่งสร้างมลพิษอื่นๆ ยังไม่สามารถแก้ไขได้

แกรี่ ฮาค กล่าวต่อว่า “เมื่อพูดถึงวิธีทำความสะอาดอากาศของเรานั้นไม่ง่ายเหมือนการ “คัดลอกและวาง” ไปตามเส้นทางสู่ความสำเร็จของเมืองอื่น แต่ละเมืองมีความแตกต่างกันในด้านภูมิศาสตร์ ประชากร โครงสร้างพื้นฐาน อุตุนิยมวิทยา แหล่งกำเนิดมลพิษ และการตรวจสอบคุณภาพอากาศ ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยบางส่วนที่มีอิทธิพลต่อความเข้าใจของเราเกี่ยวกับสถานะคุณภาพอากาศในเมืองหนึ่งๆ”

ถนนในกรุงลอนดอนที่เล็กและแคบ ไม่เพียงพอต่อปริมาณรถยนต์ที่เพิ่มขึ้น นับเป็นปัญหาใหญ่ในการก่อมลพิษทางอากาศ

แหล่งกำเนิดมลพิษหลักในลอนดอนมาจากภาคการขนส่ง และยานพาหนะบนท้องถนนที่แออัดคับแคบ ทำให้ระดับมลพิษสูงขึ้น การขนส่งทำให้เกิดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์และฝุ่นละออง

วิธีหนึ่งในการลดปริมาณมลพิษทางอากาศในลอนดอนคือ การลดต้นทุนการขนส่งสาธารณะเพื่อลดจำนวนยานพาหนะบนท้องถนนของเรา นี่คือสิ่งที่ประเทศเอสโตเนียเองก็กำลังพิจารณาอยู่ด้วยกับการทดลองใช้ระบบขนส่งสาธารณะฟรีทั่วประเทศสำหรับคนในท้องถิ่นในปี 2560

ส่วนนครซูริคได้วางโครงการที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดมลพิษทางอากาศ กลยุทธ์ดังกล่าวรวมถึงมาตรฐานที่เข้มงวดสำหรับยานพาหนะใหม่ รถที่จะวิ่งในเมืองได้จะต้องติดตั้งตัวกรองอากาศในยานพาหนะทุกประเภทต้องไม่เกินรุ่นปี 2553 ปรับเพิ่มอัตราการค่าจอดในเมืองให้สูงขึ้น และการเปลี่ยนไปใช้รถรางสาธารณะ รถราง และรถประจำทางแทน

ซาดิก ข่าน นายกเทศมนตรีลอนดอนได้เสนอให้มี “วันปลอดรถยนต์” ซึ่งเป็นแบบเดียวกับที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสได้ทดลองใช้ แต่สุดท้ายยังไม่มีการตกลงกันใดๆ

การเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้สามารถช่วยลอนดอนได้ การเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานในการเดินและการขี่จักรยาน การห้ามรถยนต์ที่มีเครื่องยนต์สันดาปโดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล การลดการใช้ยานพาหนะแบบ 1 คน 1 คัน เป็นไปด้วยกันนั่งด้วยกัน การสนับสนุนรถยนต์ EV และการพิจารณาว่าการขนส่งสินค้าไปยังร้านค้า ทั้งหมดถือเป็นแนวคิดที่ดี แต่สุดท้ายเฮคกล่าวว่าที่มันยังเกิดไม่ได้ก็เป็นเรื่องของ “การเมือง” ล้วนๆ

“เรามีวิธีแก้ไขปัญหาคุณภาพอากาศของเรา เราเพียงแค่ต้องนำไปใช้ สิ่งนี้ต้องการคือ การเปลี่ยนแปลงชุดความคิดของนักการเมืองและประชาชน เราต้องคิดว่าเราจะเดินหน้าอย่างไร ถ้าเราจะปรับปรุงคุณภาพอากาศที่เราหายใจในเมืองต่างๆ”

เจนนี ฟิชเชอร์ จากมหาวิทยาลัยวูลลองกองในออสเตรเลียกล่าวว่า “เราต้องคิดถึงประเทศโดยรวมด้วย เพราะปัญหามลพิษไม่จำเป็นต้องจำกัดการแก้ไขปัญหาเฉพาะที่แห่งนั้น เพราะแหล่งของมลพิษมันเกิดได้ทั่วทุกพื้นที่ทั้งในชนบทและในเมือง และส่วนการขนส่งก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ต้องรีบแก้ไปเช่นกัน”

ความพยายามของลอนดอนในช่วง 20 ปี ในเพื่อลดการปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์

“ถ้าเรามองแค่ภายในตัวเมือง องค์ประกอบการขนส่งจะมีขนาดเล็กกว่าองค์ประกอบในชนบทเสมอ เราไม่สามารถ “ตำหนิ” ที่ใดที่หนึ่งที่มีปัญหามลพิษในระดับเมืองได้ ส่วนการขนส่งก็ยังซ้ำเติให้ปัญหาแย่ลง มันเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิบัติตามข้อกำหนดของกฎระเบียบ ตัวอย่างเช่น ชายฝั่งทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกาและแคนาดายังได้รับอิทธิพลจากมลพิษที่ปล่อยออกมาในเอเชีย

พูดง่ายๆ ว่ามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาระดับโลก รายงานของยูนิเซฟเมื่อเดือนธันวาคมปี 2560 ระบุว่าพบทารก 17 ล้านคนที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีมลพิษสูงเกินกว่าค่ามาตรฐานสากลถึง 6 เท่า

อย่างไรก็ตามมีความหวังอย่างหนึ่งเมื่อต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศซึ่งสามารถแก้ไขได้มากกว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ฟิชเชอร์กล่าว “ในฐานะคนที่มองปัญหามลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ฉันบอกว่า มลพิษทางอากาศเป็นปัญหาที่สามารถแก้ไขได้อย่างแน่นอน ถ้าคุณสามารถนำรถทุกคันออกจากลอนดอนได้ ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว”

การจราจรติดขัดในลอนดอน ปัญหาหลักในการปล่อยไอเสียที่ก่อมลพิษทางอากาศ

มลพิษส่วนใหญ่จะหมดไปจากชั้นบรรยากาศภายใน 2 – 3 สัปดาห์และจากการถูกพัดพาและชำระล้างด้วยลมและฝน ผลกระทบต่อสุขภาพของมลพิษมีมากขึ้นในระยะยาว ซึ่งหมายความว่าสุขภาพของใครบางคนในอนาคตจะได้รับผลกระทบจากการในอดีต ก่อนที่จะถูกจัดการแก้ไขปัญหานั่นเอง

แหล่งอ้างอิง

Wired.co.uk

%d bloggers like this: