ECONOMIC EDITORIAL

“รัฐสวัสดิการ” กับ “ภาษี” เรื่องที่เกี่ยวข้องกันแต่มักพูดแค่ด้านเดียว

“ภาษี” คำๆ นี้เป็นเหมือนดังคำแสลงหู ที่ใครได้ยินต่างพยายามที่จะจัดการอย่างไรก็ได้ให้ต้องจ่ายเงินไปกับมันน้อยที่สุด โดยเฉพาะในบรรดากลุ่มมนุษย์เงินเดือน ผู้มีเงินได้จากการประกอบอาชีพซึ่งอยู่ในระบบพนักงานบริษัท ลูกจ้างในระบบประกันสังคม ข้าราชการ รวมทั้งผู้ประกอบธุรกิจที่จดทะเบียนกับกรมธุรกิจการค้า ซึ่งจะต้องยื่นชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.90/91) รวมทั้งภาษีธุรกิจ ภาษีนิติบุคคลในทุกๆ ปี นับว่าเป็นกลุ่มประชากรที่แบกรับภาษีของทั้งประเทศมากที่สุด

แน่นอนว่าในปีภาษีที่ผ่านๆ มาประเทศไทยมีการจัดเก็บอัตราภาษีได้น้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้เสมอ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน โดยในปี 2563 มีผู้ชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดามีเพียง 6 ล้านคน จากผู้ยื่นแบบทั้งหมด 11.7 ล้านคน ของจำนวนกลุ่มคนวัยทำงานอายุ 22-59 ปี ที่ 35 ล้านคน รวมเป็นเงิน 3.7 แสนล้านบาท คิดเป็นราว 15% ของภาษีทั้งหมด

ส่วนภาษีเงินได้นิติบุคคล เก็บจากบริษัทต่างๆ ราว 1.5 แสนแห่ง ประมาณกันว่าจะมีรวมกันราว 7.14 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% ของภาษีทั้งหมด

นอกนั้นก็เป็นภาษีอากรต่างๆ และภาษีมูลค่าเพิ่ม (Vat7%) คิดเป็นสดส่วนรวมกัน 56%

จะเห็นได้ว่าสัดส่วนการเสียภาษีบุคคลธรรมดาสามารถเก็บภาษีได้น้อย เนื่องจากกลุ่มประชากรที่เหลือรายได้อาจไม่ถึงเกณฑ์การจ่ายภาษี หรือประกอบอาชีพที่ได้รับการยกเว้นภาษี หรือตกงาน ว่างงาน รวมทั้งอยู่ในช่วงกำลังศึกษาต่อเป็นต้น

อีกทั้งข้อมูลจากธนาคารโลก ระบุว่าประเทศไทยมีสัดส่วนของการประกอบธุรกิจนอกระบบภาษีหรือ Shadow Economy สูงเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP ประเทศ ทำไมเงินภาษีไม่ไหลเข้าสู่คลังของรัฐ ทำให้การจัดเก็บภาษีมีสัดส่วนที่ต่ำ และก็ไม่สามารถแตะต้องได้เนื่องจาก จะถูกครหาว่ารังแกประชาชน ขูดรีดภาษีเสมอ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบธุรกิจอิสระ พ่อค้าแม่ค้าตลาดนัด หาบเร่แผงลอย รวมทั้งการค้าขายออนไลน์ ซึ่งส่วนใหญ่จะรับรายได้เป็นเงินสด

เมื่อพอเข้าใจถึงโครงสร้างของภาษีและการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐแล้ว ที่นี้ก็มาสู่สิ่งที่นักวิชาการต่างๆ ออกมาพูดถึงเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการที่มักยกตัวอย่างในประเทศที่พัฒนาแล้วมาเปรียบเทียบเสมอว่าทำไมประเทศไทยถึงไม่มีรัฐสวัสดิการเทียบเท่ากับประเทศเหล่านั้น

รัฐสวัสดิการคืออะไร

คำนิยามของ “รัฐสวัสดิการ” ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาจากเว็บไซต์ หรือเปิดตำราเรียนด้านรัฐศาสตร์ดู ก็มีความหมายไม่ต่างกันเท่าไหร่ โดยหมายถึง ประเทศ (หรือรัฐเอกราช) ที่กำหนดให้รัฐบาลเป็นหลักในการดูแลความเป็นอยู่ (Well-Being) ของพลเมืองทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ โดยการบริหารจดการเรื่องสวัสดิการจะอยู่บนพื้นฐานของ

1. โอกาสที่เท่าเทียมกัน (Equality of opportunity)

2.  การกระจายความมั่งคั่ง (รายได้) อย่างยุติธรรม (Equitable distribution of wealth)

3. ความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมต่อผู้ที่ไม่สามารถมีรายได้ขั้นต่ำเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี (Public responsibility for those unable to avail themselves of the minimal provisions for a good life)

แม้ว่าแต่ละคนอาจจะแปลความหมายของทั้งสามข้อต่างกันออกไปบ้าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วมักไม่หนีจากแก่ของความหมายเดิมของมัน

ดังนั้นหาการเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆ ของรัฐสวัสดิการกับประเทศไทย เพื่อให้ผู้อ่านพิจารณาว่า เราควรจะตั้งเป้าหมายของการเป็นรัฐสวัสดิการหรือไม่ อย่างไร

เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น ผู้เขียนจะนำข้อมูลของประเทศที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นรัฐสวัสดิการชนิดเข้มข้น ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ สวีเดน มาเปรียบเทียบกับประเทศไทยเพื่อให้เห็นภาพอย่างชัดเจน

อัตราส่วนการจัดเก็บภาษีต่อขนาดเศรษฐกิจ (Tax-to-GDP ratio)

เดนมาร์ก – 45%

นอร์เวย์ – 39%

สวีเดน – 44%

ไทย – 14%

อัตราส่วนการจัดเก็บภาษีต่อขนาดเศรษฐกิจ (Tax-to-GDP ratio)

โดยตัวเลขนี้เป็นประมาณจากธนาคารโลกในปี 2018 ซึ่งการจะเป็นรัฐสวัสดิการได้ต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ยิ่งมีประชากรมากยิ่งต้องใช้งบประมาณสูง ดังนั้นในสัดส่วนการเก็บภาษีของไทยที่ไม่ถึง 1 ใน 4 ของ GDP มันอาจเป็นเรื่องยากอยู่ไม่น้อย แต่หากไทยเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 3 เท่า จากตัวเลขนี้ก็มีโอกาสเข้าใกล้ความเป็นรัฐสวัสดิการในเรื่องของรายได้ของรัฐได้

อัตราส่วนการจัดเก็บภาษีต่อขนาดเศรษฐกิจ (Tax-to-GDP ratio) ของประเทศไทย

ซึ่งหากใครอยากรู้ว่าประเทศไหนมีอัตราการจัดเก็บภาษีต่อ GDP กี่% ก็ให้เข้าไปดูได้ในลิงค์นี้ Tax revenue (% of GDP) โดยเปลี่ยนชื่อประเทศหรือกรอกชื่อประเทศเพิ่มเติมเพื่อเทียบสัดส่วนกัน

ส่วนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด ได้แก่

เดนมาร์ก – 60.4%

นอร์เวย์ – 39%

สวีเดน – 56.9%

ไทย – 35%

ส่วนอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุด

ในประเทศที่เป็นรัฐสวัสดิการเข้มข้น ผู้มีรายได้ทุกคนต้องเสียภาษี ไม่ว่าจะทำงานได้เงินมามากหรือน้อยก็ตาม การหลบ หลีก เลี่ยง ไม่ทำหน้าที่เสียภาษีเงินได้ถือว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่สังคมรังเกียจ และมีโทษทั้งทางอาญาและแพ่ง เช่น  ประเทศเดนมาร์กมีโทษจำคุกและเพิ่มค่าปรับอีกครึ่งหนึ่งหากภาษีที่เลี่ยงมากกว่า 5 แสนโครน

ส่วนสวีเดนความผิดพลาดในการคำนวณภาษีมีโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี และมีค่าปรับเพิ่มสำหรับภาษีที่ชำระขาดไปจากความผิดพลาด

ในประเทศเหล่านั้น รายได้ส่วนที่สูงกว่ารายได้เฉลี่ยแค่ 20%ในเดนมาร์ก 60%ในนอร์เวย์ 40%ในสวีเดนจะต้องเสียภาษีในอัตราสูงสุด

ส่วนในประเทศไทย มีจำนวนพลเมืองที่มีรายได้รวมกันประมาณ 40 ล้านคน มีผู้ยื่นแบบเพื่อชำระภาษีเงินได้ประมาณ 11.7 ล้านคน และมีแค่ 6 ล้านคนที่จ่ายภาษีเงินได้

ในหลายกรณีมักถูกหยิบยกว่า ในเมื่อภาษีที่ทุกคนจ่ายคือภาษีมูลค่าเพิ่ม ที่บวกเข้าไปในราคาสินค้ากันแล้ว ทำไมจะเรียกร้องการมีรัฐสวัสดิการที่ดีเทียบเท่าประเทศหัวแถวของโลกไม่ได้ ดังนั้นลองมาดูว่าข้อมูล Vat ตามประเทศกลุ่มตัวอย่างที่ยกมานั้นต้องเสีย Vat กันเท่าไหร่?

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax)

เดนมาร์ก – 25%

นอร์เวย์ – 25%

สวีเดน – 25%

ไทย – 7%

ภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value Added Tax)

รัฐสวัสดิการในกลุ่มประเทศตัวอย่าง สินค้าและบริการทุกชนิดมีภาษีมูลค่าเพิ่ม ในขณะที่ไทยมีข้อยกเว้นให้กับสินค้าจำนวนมากเช่น อาหารสด อาหารสัตว์ และธุรกิจขนาดเล็ก

หากกล่าวอ้างว่าภาษีมักถูกขูดรีดแต่ชนชั้นกลาง แล้วชนชั้นที่มีรายได้สูงทั้งจากการลงทุนในหุ้น กองทุน ต่างๆ เสียภาษีกันสัดส่วนเท่าไหร่

ภาษีเงินปันผล (Dividend Tax) และกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain Tax)

เดนมาร์ก – 42%

นอร์เวย์ – 31.7%

สวีเดน – 30%

ไทย – 10% สำหรับเงินปันผล และ 0% สำหรับกำไรจากราคาหุ้น

ภาษีเงินปันผล (Dividend Tax) และกำไรจากราคาหุ้น (Capital Gain Tax)

นอกจากนี้ในรัฐสวัสดิการในตัวอย่างนายจ้างยังต้องจ่ายเงินให้กับรัฐเกือบเท่าตัวต่อค่าจ้างพนักงานและผู้บริหาร ในประเทศนอร์เวย์ และ 2 เท่ากว่าในสวีเดนเพื่อกันไว้เป็นสวัสดิการให้กับผู้เกษียณจากการทำงาน

ถึงตรงนี้ คงจะมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่จะพิจารณาว่าประเทศไทยควรและพร้อมที่จะเป็นรัฐสวัสดิการเทียบเท่ากับประเทศเหล่านี้ได้หรือไม่ และหากยังไม่พร้อมควรทำอย่างไรเพื่อให้สามารถเป็นรัฐสวัสดิการได้

ในความคิดของผู้เขียนคือ ปัจจุบันประเทศไทยให้การศึกษาเกือบฟรีในโรงเรียนรัฐบาล ให้บริการสาธารณสุขเกือบฟรีในสถานพยาบาลของรัฐ สำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคม มีเงินช่วยเหลือในรูปแบบต่างๆ ให้กับแม่และเด็กอ่อนทุกคน ผู้พิการทุกคน และผู้สูงอาย ที่ได้ลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเคยจ่ายภาษีเงินได้หรือไม่

ถ้าเราเลิกใช้ไม้บรรทัดของต่างชาติที่รํ่ารวยกว่ามาใช้วัดตัวเราเอง เราก็เป็นรัฐสวัสดิการในแบบของเราแล้ว ตามอัตราการจ่ายภาษีของประชากร

แต่ถ้าหากเรายังไม่พอใจ ยังต้องการทำให้ดีขึ้น “ประชากรทุกคน” ก็ต้องมีส่วนร่วมทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้นด้วยการทำหน้าที่เสียภาษีเงินได้และภาษีอื่นๆ อย่างถูกต้องและครบถ้วน ไม่มีข้อยกเว้น และไม่ได้มองว่าภาษีคือการขูดรีดที่จำใจต้องจ่าย แต่ให้มองว่ามันคือหน้าที่ที่พึงกระทำตามสิทธิของการเป็นพลเมืองในสังคมประเทศ

เพราะของฟรีไม่มีในโลก และไม่มีประเทศใดในโลกที่ให้สวัสดิการประชาชนเกินว่าอัตราการจ่ายภาษี มิเช่นนั้นก็คงเป็นประเทศที่ระบบการเงินการคลังไม่สมดุล กระทบต่อเสถียรภาพและความมั่นคง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกประเทศบนโลกไม่มีใครทำกัน

แหล่งอ้างอิง
World Bank
กรมสรรพากร
กองแผนงาน
Tax Ffoundation

%d bloggers like this: