ECONOMIC EDITORIAL

ไทยเบฟฯ เตรียมนำธุรกิจเบียร์ทำ IPO ในตลาดหุ้นสิงคโปร์ คาดเป็นการระดมทุนใหญ่ที่สุดรอบ 10 ปีของแดนลอดช่อง

บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ของเจ้าสัว เจริญ สิริวัฒนภักดี บุคคลที่ติดอันดับร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยจากการจัดอันดับของนิตยสารฟอร์บส์ ผู้มีทรัพย์สินรวมกว่า 13,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 445,250 ล้านบาท มีแผนที่จะยื่นคำร้องเพื่อเข้าจดทะเบียนธุรกิจเบียร์ในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ในสัปดาห์หน้า ซึ่งนี่จะนำไปสู่การเป็นหุ้น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในตลาดหุ้นสิงคโปร์ในรอบ 10 ปี

โดยไทยเบฟฯ ที่จะวางแผนการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ที่ประมาณ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นการนำหน่วยธุรกิจย่อยของบริษัทแยกออกมาเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ (Spin-off) เหมือนกับที่บริษัทใหญ่ๆ ทั้งหลายที่ขนาดของบริษัทหรือธุรกิจในเครือมีโอกาสเติบโตที่มากขึ้นไม่ต่างกับบริษัทแม่ เช่น

บริษัทที่มีการ Spin-off บริษัทลูกเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์

บริษัทแม่บริษัทลูกที่ Spin-off
บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ SCCบมจ. เอสซีจี แพคเกจจิ้ง หรือ SCGP
บมจ. สามารถคอร์ปอเรชั่น หรือ SAMARTบมจ. สามารถ เอวิเอชั่น โซลูชั่นส์ หรือ SAV
บมจ. ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปหรือ TUบมจ. ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ หรือ TFM
บมจ. ปตท. หรือ PTTบมจ. ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก หรือ PTTOR

แม้ว่าส่วนใหญ่บริษัทแม่จะยังคงถือหุ้นใหญ่อยู่ก็ตาม แต่ก็จะมีการขายหุ้นให้กับนักลงทุนทั้งรายเล็กรายใหญ่เช่นกัน

บริษัทกำลังประเมินราคา IPO อยู่ว่าจะเริ่มต้นที่ราคาเท่าไหร่ ซึ่งสำนักข่าวด้านเศรษฐกิจระดับโลกอย่าง Bloomberg รายงานแผนการเข้าจดทะเบียนบริษัทแต่ยังไม่ได้ให้รายละเอียดว่าการประเมินมูลค่าหุ้นจะอยู่ที่กี่หุ้นละดอลลาร์สหรัฐ

การทำ IPO ครั้งนี้อาจเป็นการระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ครั้งใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์ในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ Hutchison Port Holdings Trust เจ้าของธุรกิจท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของดินแดนลอดช่อง ที่เคยระดมทุนได้ถึง 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.7 แสนล้านบาทในปี 2554

Hutchison Port Holdings Trust ธุรกิจท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดของสิงคโปร์

นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มปริมาณการซื้อขายหุ้นในตลาดสิงคโปร์สำหรับการทำ IPO ครั้งแรกให้สูงที่สุดในรอบ 6 ปี จากที่ลดลงเหลือเพียง 915 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้วซึ่งน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 2558

อย่างที่ทราบกันคือ ไทยเบฟฯ เป็นผู้ผลิตเบียร์และสุราที่รู้จักกันเป็นอย่างดี ทั้งเบียร์ช้าง ซึ่งเป็นสินค้าเรือธงของบริษัทที่ขายดีตลอดกาล นอกจากนี้ยังผลิตเบียร์อาชา และฟเดอร์บรอย (Federbrau) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเบียร์เยอรมัน

ในปี 2560 บริษัทในเครือของไทยเบฟฯ ที่ประเทศเวียดนามได้ซื้อหุ้นของ Saigon Beer Alcohol Beverage Corp. หรือเบียร์ไซ่ง่อน ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่ที่สุดของประเทศในราคา 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.4 แสนล้านบาท

นอกเหนือจากธุรกิจเบียร์แล้ว ไทยเบฟฯ ยังดำเนินธุรกิจโรงกลั่นที่ผลิตสุรา เช่น เหล้ารัมแสงโสม บรั่นดีเมริเดียน และวิสกี้ดรัมเมอร์ รวมไปถึงถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท Fraser & Neave Ltd. ของสิงคโปร์ที่สัดส่วน 28% ซึ่งผลิตขายเครื่องดื่มกลือแร่อัดลม 100 พลัส และผลิตภัณฑ์นมแมกโนเลียอีกด้วย

100 พลัส เครื่องดื่มกลือแร่อัดลม ที่ไทยเบฟฯ ถือหุ้นใหญ่ใน บริษัท Fraser & Neave Ltd. ของสิงคโปร์ที่สัดส่วน 28%

ทำไมไทยเบฟฯ ไม่เข้าตลาดหุ้นไทย?

อย่างที่ทราบกันคือ ไทยเบฟฯ ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เนื่องจากปี 2548 เกิดการปลุกกระแสม็อบเพื่อต่อต้านที่นำโดย นายจำลอง ศรีเมือง ที่ระดมผู้คนไปรวมตัวประท้วงการเข้าตลาดหุ้นไทยของไทยเบฟ โดยอ้างว่าการนำธุรกิจของมึนเมาเข้าสู่ตลาดหุ้นจะเป็นการเพิ่มโอกาสการมอมเมาประชาชน ขัดต่อศีลธรรม และจะส่งเสริมให้คนดื่มเบียร์ ดื่มเหล้ามากขึ้น

ในขณะนั้นมีการรวบรวมรายชื่อกว่า 60,000 ชื่อ และม็อบกว่า 3,000 คน ชุมนุมทั้งที่ตลาดหลักทรัพย์ และรัฐสภา

ทำให้ไทยเบฟฯ ตัดสินใจเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์แทน เพราะมีความยืดหยุ่นมากกว่าและไม่เกิดการต่อต้าน ส่งผลให้บริษัทเติบโตหลายเท่าตัวนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จริงๆ แล้ว ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเคยพยายามที่จะเชิญไทยเบฟฯ ด้วยตัวเองโดยตรงกลับมาเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นไทยในปี 2551 แต่สุดท้ายก็เจอกระแสม็อบต่อต้านอีกครั้ง

และนั่นทำให้ไทยเบฟฯ เมินตลาดหุ้นไทยนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

บรรยากาศการประท้วงนำไทยเบฟเขาตลาดหุ้นไทยเมื่อปี 2548 และ 2551 นำโดยนายจำลอง ศรีเมือง

ถ้าไทยเบฟฯ อยู่ในตลาดหุ้นไทยจะใหญ่ขนาดไหน?

ปัจจุบันไทยเบฟฯ มีธุรกิจในเครือมากถึง 138 แห่ง ครอบคลุมหลากหลายธุรกิจตั้งแต่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์ อาหาร อุปโภคบริโภค ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ สื่อและมีเดีย และอื่นๆ อีกมากมาย รวมมูลค่าถึง 3 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับธนาคารไทยพาณิชย์ที่ 2.47 แสนล้านบาท และบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ จํากัด (มหาชน) หรือ BDMS ที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลกรุงเทพฯ พญาไท เปาโล สมิติเวช บีเอ็นเอช รอยัล และอื่นๆ มูลค่า 3.54 แสนล้านบาท

ซึ่งถ้าไทยเบฟ อยู่ในตลาดหุ้นไทย ก็จะเป็นหนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ช่วยขับเคลื่อนตลาดการเงินไทยมหาศาลไม่ต่างกับบริษัทระดับหัวแถวของประเทศ

ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์

อย่างไรก็ตามข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกเคยระบุว่า คนไทยดื่มเหล้ามากที่สุดเป็นอันดับที่ 5 ของโลก มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาเป็นอันดับ 1 เสมอ และมีสัดส่วนนักดื่มหน้าใหม่ที่มีอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง

แม้ว่าไทยเบฟฯ จะอยู่หรือไม่อยู่ในตลาดหุ้นไทยก็ตาม

แหล่งอ้างอิง
Bloomberg
ThaiBev
ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

%d bloggers like this: