EDITORIAL SOCIAL

เมียนมาเตรียมถอยหลังลงคลองอีกรอบ ถูกคว่ำบาตร นักลงทุนอาจหนี ใช้เวลาอีก 10 ปีกว่าจะฟื้น

บรรดานักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศจากหลายสำนักทั่วโลกที่ต่างจับตาการเมืองในประเทศเมียนมา ที่ส่อเค้าจะเกิดการรัฐประหารมาสักพัก หลังสิ้นสุดการเลือกตั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่แล้ว และผลการเลือกตั้งคือการที่พรรคเอ็นแอลดีของนางอองซาน ชนะการเลือกตั้ง 2 ครั้งติด ทำให้จัดตั้งรัฐบาลพลเรือนได้อีกครั้ง

กองทัพเมียนมาที่เคยครองอำนาจมายาวนานเกือบ 50 ก่อนที่จะคืนอำนาจเพียงเล็กน้อยให้กับพลเรือนเมื่อปี 2558 กลับมายึดอำนาจอีกครั้งโดยอ้างว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมามีการทุจริต จนส่งผลให้พรรคการเมืองของทหารต้องพ่ายแพ้ย่อยยับ สูญเสียเก้าอี้ที่นั่งในรัฐสภาไปมากกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในข้ออ้างของการเข้ายึดอำนาจอีกครั้ง

ความน่ากังวลที่สุดก็คือ เมียนมาที่พึ่งจะก้าวเข้าสู่ประชาธิปไตยได้เพียงแค่ 5 ปี กลับต้องวนลูบกลับไปอยู่ภายใต้การปกครองของกองทัพอีกครั้ง ความรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และเครดิตต่อสายตาประชาคมโลกที่เคยมองเมียนมาในมุมบวก กลับกลายเป็นการว่าเมียนมากำลังถอยหลังสู่วังวนเดิมอีกครั้ง เสียงเรียกร้องจากนานาชาติต่างต้องการให้เมียนมากลับสู่ประชาธิปไตยโดยเร็ว ที่เป็นการเรียกร้องในการกดดันจากทางผู้แทนรัฐบาลประเทศนั้นๆ ไม่ใช่การชุมนุมฉวยโอกาสแบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ที่เมียนมาเปิดประเทศ และมีการจัดการเลือกตั้งจริงๆ เมื่อ 5 ปีก่อน เมียนมากลายเป็นประเทศที่เนื้อหอมที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนจากต่างประเทศ ก็หลั่งไหลเข้าไปสู่เมียนมา รวมทั้งเมียนมาก็เริ่มเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทั่วโลกจัดขึ้นในฐานะประเทศที่น่าจับตามอง

นักลงทุนชาวไทยที่เริ่มมั่นใจในการพัฒนาทางเศรษฐกิจของเมียนมาเริ่มเข้าไปลงทุนค้าขายมากขึ้น เกิดความร่วมมือทางธุรกิจใหม่ๆ มากมาย ความคึกคักนี้ทำให้การค้าชายแดนระหว่างทั้งสองประเทศเฟื่องฟู จากที่นักลงทุนหรือนักธุรกิจไทยที่เคยไปลงทุนแบบชั่วคราวในเมียมา ก็เริ่มลงทุนแบบถาวรมากขึ้น

ย่านธุรกิจ อาคารสูงทันสมัย ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่เป็นเทรนด์เดียวกับโลกเริ่มเกิดขึ้นในเมืองใหญ่ๆ ของเมียนมา เรียกได้ว่าเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจกำลังจะค่อยถูกเร่งขึ้นให้มุ่งไปข้างหน้า และกลายเป็นคู่แข่งสำคัญที่แย่งชิงนักลงทุนจากประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเดียวกันอีกด้วย

แต่หลังจากเกิดรัฐประหารในรอบนี้ ความกังวลของนักลงทุนต่างชาติต่อความไม่มั่นใจในเสถียรภาพทางการเมืองได้กลับมาเกาะกุมความคิดอีกครั้ง เพราะนับตั้งแต่ที่กองทัพประกาศยึดอำนาจ และควบคุมตัวแกนนำในพรรครัฐบาล รวมทั้งรัฐมนตรี และนางอองซาน ซูจี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ระบบเศรษฐกิจและความเคลื่อนไหวภายในก็ถึงขั้น “หยุดชงัก”

การโทรคมนาคม การสื่อสาร อินเตอร์เน็ต สถานีโทรทัศน์ การเดินทางทั้งทางบก นำ และอากาศ ถูกจำกัด แม้แต่ธนาคารก็ต้องหยุดให้บริการ เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของพนักงานและลูกค้า

การดำเนินธุรกิจของต่างชาติที่เคยเป็นไปอย่างปกติ ก็หยุดชะงัก เช่น โรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ซูซูกิ ชานกรุงย่างกุ้ง ก็หยุดดำเนินการผลิตในทุกแห่ง และไม่มีกำหนดว่าจะกลับมาเดินเครื่องได้อีกเมื่อไหร่

ปัญหาที่มีการคาดคะเนเอาไว้ว่าน่าจะซ้ำเติมวิกฤติในเมียนมาคือ สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสวิด – 19 ที่กระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง กำลังจะทำให้เมียนมาต้องเผชิญกับความยากลำบาก เพราะแต่เดิมธนาคารโลกประเมินว่าปีนี้เมียนมาจะต้องเผชิญกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงอยู่แล้ว โดยเติบโตเพียง 2.5% ก็อาจจะเจอภาวะหดตัวลงไปอีกกว่าเดิม

ความไม่มั่นใจของนักลงทุน อาจส่งผลให้เกิดการย้ายการลงทุนหรือชะลอการลงทุนในเมียนมา ซึ่งประเทศที่ออกตัวชัดเจนว่าจะดำเนินการมาตรการคว่ำบาตรก็คือ สหรัฐอเมริกา โดยรัฐบาลของนายโจ ไบเดน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจออกซ์ฟอร์ดระบุว่า มีความเสี่ยงที่กองทัพเมียนมาจะไม่ยอมคืนอำนาจ และเลื่อนการเลือกตั้งออกไปจากกำหนดเดิม แม้จะพูดไว้ว่าจะยึดอำนาจเป็นเวลา 1 ปีเพื่อขอจัดการเลือกตั้งใหม่ก็ตาม เพราะเมื่อยึดอำนาจแล้ว ก็คงไม่มีทางที่จะคืนอำนาจได้ง่ายๆ เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง การพัฒนาทางเศรษฐกิจจะยิ่งเลวร้าย ตัวเลขคนจนที่เคยปรับตัวลดลงหลังการเลือกตั้งจาก 48% เมื่อปี 2005 เหลือ 25% เมื่อปี 2017 อาจกลับมาเพิ่มมากขึ้น จีดีพีของประเทศอาจต่ำไปอีกอย่างน้อย 10 ปี แม้ว่าจะมีทรัพยากรธรรมชาติ หรือแรงงานราคาถูกที่น่าดึงดูดก็ตาม

%d bloggers like this: