ECONOMIC EDITORIAL

วงการเศรษฐกิจมาเลเซียมอง ฤาเสือเหลืองจะสิ้นลาย กลายเป็น “ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” รายใหม่แทนที่ฟิลิปปินส์

“ผู้ป่วยแห่งเอเชีย” ฉายานี้ถูกขนานนามให้กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง “ฟิลิปปินส์” มานานหลายทศวรรษ หลังจากที่ดินแดนพันเกาะแห่งนี้ต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำยาวนานเสมือนเป็นผู้ป่วยเรื้อรังไม่มีวันหาย จากการปกครองแบบเผด็จการของอดีตประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์กอส ที่ครองอำนาจในฟิลิปปินส์ยาวนานถึง 21 ปี ก่อนที่จะล่มสลายลงเมื่อ 1986 แต่ปัจจุบันฟิลิปปินส์ก็ต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าที่นักลงทุนต่างชาติจะกลับเข้าลงทุนในประเทศอีกครั้ง

แต่สำหรับประเทศมาเลเซีย ที่แม้ว่าจะไม่ได้เผชิญกับการยึดครองอำนาจโดยเผด็จการ แต่สถานการทางเศรษฐกิจในประเทศก็กำลังตกอยู่ภาวะสุ่มเสี่ยงที่กำลังจะเดินไปสู่เส้นทางเดียวกันกับฟิลิปปินส์ในอดีต และถูกมองว่ากำลังจะเป็น “คนป่วย” คนใหม่ของเอเชียในปี 2020 เนื่องจากการไร้ซึ่งความสามารถทางการเมืองในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจ รวมทั้งไม่สามารถจัดการวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด -19 ภายใต้รัฐบาลของพรรคร่วมอย่าง Perikatan Nasional (PN) ที่ประกอบด้วยสมาชิกพรรค UMNO และแนวร่วมพรรคการเมือง Barisan Nasional ที่แม้ว่าตัวของ ดร.มหาเธร์ โมฮามัด จะไม่ใช่ผู้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ก็มีอิทธิพลต่อรัฐบาลในฐานะที่ปรึกษา ประหนึ่งเป็นผู้คอยชักใยอยู่เบื้องหลังรัฐบาลมาเลเซียอีกทอด

พรรคร่วมรัฐบาล Perikatan Nasional (PN) ที่ประกอบด้วยสมาชิกพรรค UMNO และแนวร่วมพรรคการเมือง Barisan Nasional

นักลงทุนต่างชาติกำลังย้ายหนีจากมาเลเซียท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มั่นคงมากขึ้น ซึ่งเมื่อเดือนที่แล้วนายกรัฐมนตรี มูฮยิดดิน ยัสซิน ได้ใช้อำนาจฉุกเฉินท่ามกลางสภาวะที่รัฐบาลของเขากำลังสูญเสียเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ในรัฐสภา ซึ่งเป็นรัฐบาลแรกที่ทำเช่นนั้นในประวัติศาสตร์การเมืองของมาเลเซีย

Ong Kian Ming อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศของมาเลเซีย ได้วิเคราะห์ว่า การที่รัฐบาล PN ไม่สามารถจัดกับโควิด -19 ระลอกที่ 3 ได้ส่งผลให้เกิดคำสั่งล็อกดาวน์ครั้งที่ 2 เมื่อต้นปี 2564 ประกอบกับมีข้อมูลเพิ่มเติมซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติได้ลดความสนใจลงทุนในมาเลเซียลงอย่างมาก และไม่มีความเชื่อมั่นต่อมาเลเซีย

จากการประชุมของสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) พบว่า การไหลเข้าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง 31% มูลค่า 107,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2563

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment : FDI) ไปยังประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียง

ในขณะที่ FDI ซึ่งไหลเข้าสู่มาเลเซียลดลง 68% หรือมากกว่า 2 ใน 3 เหลือเพียง 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการลดลงที่เลวร้ายที่สุดในภูมิภาค ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด -19 เมื่อเทียบกับสิงคโปร์ที่ (-37%) อินโดนีเซีย (-24%) และไทย (-50%)

ส่วน FDI ของฟิลิปปินส์กลับมาแนวโน้มสดใส และอาจจะฟื้นตัวจากการเป็น “ผู้ป่วย” ของเอเชียเป็นรายอีกต่อไป เพราะมีการลงทุนเพิ่มขึ้น 29% หรือ 6.4 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2563 และครองตำแหน่งจุดหมายปลายทางของ FDI ที่น่าสนใจที่สุดในภูมิภาคอาเซียน

เพียงไม่กี่วันก่อนหน้าที่รัฐบาลจะประกาศภาวะฉุกเฉินเมื่อวันที่ 11 มกราคม 2564 นาย Tengku Zafrul Aziz รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้กล่าวอวดอ้างว่า “ความเชื่อมั่นของนักลงทุนในมาเลเซียเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงตัวเลขเพื่อการขอรับการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้นและยังไม่ได้มีการลงทุนจริง

ส่วนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมรวมถึงหัวหน้าหอการค้าและอุตสาหกรรมสหภาพยุโรป – มาเลเซีย (EuroCham) ก็สวนกลับไปที่รัฐบาลเชิงเย้ยหยันว่า เป็นเรื่องแปลกเนื่องจากตัวเลขของการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจากต่างประเทศและในประเทศจำนวน 3.62 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐที่รัฐมนตรีกล่าวอ้างในช่วง 9 เดือนแรกของปีที่แล้วนั้น จริงๆ ถือว่าต่ำกว่าปี 2562 มากกว่า 25%

มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีอัตราผู้ติดเชื้อสะสมโควิด-19 สูงที่สุดในเอเชีย

Sven Schneider ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ EuroCham  กล่าวว่า “ขณะนี้เราได้รับข้อกังวลมากมายเกี่ยวกับมาเลเซียในฐานะจุดหมายปลายทางการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ จนถึงวันนี้รัฐมนตรีผู้มีเกียรติไม่สามารถมาพบปะกับเราและรับฟังข้อกังวลของบริษัทของเรา หากปราศจากปัจจัยเหล่านี้กระทรวงของคุณก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ นอกจากแค่ต้องการคำพูดที่ดูดีเพียงเท่านั้น”

Lee Heng Guie ผู้อำนวยการบริหารศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและสังคมเชื่อว่ารัฐบาล PN ได้นำข้อเสนอแนะของภาคเอกชนมาใช้ แต่จำเป็นต้องทำมากกว่านั้น

“มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการดำเนินนโยบายที่โปร่งใสและมั่นคงครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ”

รายงานของ Unctad ได้ประเมินสถานการณ์นับตั้งแต่ที่นายนาจิบ ราซัค อดีตนายกรัฐมนตรีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องอื้อฉาวหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการยักยอกเงินของบริษัทการลงทุนของรัฐ 1Malaysia Development Berhad หรือ 1MDB ภาพรวมของเศรษฐกิจมาเลเซียก็มีแต่ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง

Peter Mumford ผู้อำนวยการเอเชียของ Eurasia Group ซึ่งให้คำปรึกษาแก่บริษัทที่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจในภูมิภาค กล่าวว่า “ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงดำเนินต่อไป แม้จะถูกเบนความสนใจลงได้เพียงชั่วคราวจากภาวะฉุกเฉิน – และความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ล้วนส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน”

ผลของการดึงดูดการลงทุนที่ไม่ค่อยสู้ดีของมาเลเซียในแง่ของการไหลเข้าของ FDI ที่เกิดขึ้นจริงในปี 2020 ได้รับการรายงานจากสำนักข่าวในมาเลเซียจำนวนมากและไม่ต้องสงสัยเลยว่าสื่อต่างประเทศจะหยิบขึ้นมาเป็นประเด็น ในขณะเดียวกันมีรายงานเกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติหลายแห่งที่ย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค (HQ) ออกจากมาเลเซียไปประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ แทน เช่น อินโดนีเซีย และไทย ที่สามารถสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นชัดเจนว่ามาเลเซียไม่ใช่สถานที่ที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนต่างชาติอีกต่อไป

“Tesla กำลังจะไปอินโดนีเซีย Amazon กำลังจะไปอินโดนีเซีย Google กำลังจะไปอินโดนีเซีย ส่วนมาเลเซีย … ไม่ได้รับการพิจารณาสำหรับการลงทุนอีกต่อไป”

ในปีนี้มีข่าวอีกว่าฮุนไดผู้ผลิตรถยนต์ของเกาหลีใต้ จะย้ายสำนักงานใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกจากมาเลเซียไปยังอินโดนีเซียเช่นกัน โดยตัดสินใจเมื่อปี 2562 และจะลงทุนด้วยงบฯ 1.55 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในโรงงานบนเกาะชวา ซึ่งฮุนไดกำลังเดินตามรอยโตโยต้าของญี่ปุ่นซึ่ง ย้ายหนีมาเลเซียไปก่อนหน้านี่และไปลงทุนเพิ่มเติมในอินโดนีเซียราว 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ส่วนบริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น Panasonic ซึ่งเป็นผู้ให้บริการแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ได้เลือกที่จะปิดโรงงานแผงโซลาร์เซลล์ในมาเลเซียด้วยเช่นกัน ตามการรายงานของสำนักข่าว Nikkei เมื่อวันที่ 31 มกราคม

Panasonic มาเลเเซีย โรงงานผู้ผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าของ Tesla ได้เลือกที่จะปิดโรงงานแผงโซลาร์เซลล์ในมาเลเซียลง

รายงานเหล่านี้มีส่วนในการสร้างภาพที่ชัดเจนถึงการที่มาเลเซียกำลังล้าหลังเพื่อนบ้านของเราในหลายๆ ด้าน และไม่สามารถจัดการกับวิกฤตโควิด -19 ซึ่งเต็มไปด้วยความไม่มั่นคงทางการเมือง การมีคณะรัฐมนตรีที่ไร้ความสามารถและการยกเลิกนโยบายการลงทุนต่างๆ ของรัฐบาล กำลังนำมาซึ่งสร้างความเสียหายต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ

ในขณะที่รายงานเชิงลบเหล่านี้ได้รับการเผยแพร่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐมนตรีการค้าและอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ (Miti) ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ใดๆ เพื่อแก้ไขปัญหานี้หรือตอบโต้เรื่องเล่าเชิงลบนี้ซึ่งสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งในและต่างประเทศ

สิ่งที่รัฐบาล PN ยังไม่อาจตอบสนองได้คือ แนวทางการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ เพราะมาเลเซียเหมือนกับต้องเจอศึกหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง การค้าการลงทุน การเงิน สาธารณสุข รวมทั้งความไม่เท่าเทียมต่อนโยบายชาติพันธุ์ ซึ่งจากเดิมทีมาเลเซียตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้วในปี 2020 แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะปัญหาภายในที่เริ่มแสดงให้เห็นถึงขยะใต้พรมมากมายที่ซุกไว้นานหลายปี กลับยิ่งทำให้มาเลเซียก้าวไปช้าลงอย่างน่าตกใจ ในขณะที่เพื่อบ้านอาเซียนที่เจอปัญหาเดียวกันกลับก้าวได้ยาวกว่า โดยเฉพาะประเทศที่ไล่ตามจี้มาเลเซียแบบหายใจรดต้นคอคือประเทศไทย ที่ช่องว่าการพัฒนาในด้านต่างๆ เริ่มแคบลงมาเรื่อยๆ น้อยกว่า 1 เท่าแล้ว

จึงไม่น่าแปลกใจที่หากคนในแวดวงเศรษฐกิจของมาเลเซีย และสื่อต่างประเทศกำลังมองว่า มาเลเซียจะถูกตราหน้าว่าเป็น“ผู้ป่วย” รายใหม่ของเอเชียแทนที่ฟิลิปปินส์

แหล่งอ้างอิง
The Straits Times
Malaysia Kini
Free Malaysia Today

%d bloggers like this: