EDITORIAL INNOVATION SOCIAL

โครงการวัคซีน COVAX กับ 9 ข้อเท็จจริงที่สื่อหลักเสนอไม่หมด

ประเด็นเรื่องโครงการวัคซีนขององค์การอนามัยโลกที่ไทยตัดสินใจไม่เข้าร่วมเมื่อ 3 – 4 วันก่อน ทำให้คนไทยก็รู้จักคำว่า COVAX ซึ่งจะรู้ข้อมูลมากหรือน้อยขนาดไหนก็สุดแท้แต่ความเข้าใจของคนเราที่มีไม่เท่ากัน แต่นั่นก็กลายเป็นประเด็นถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์อยู่ไม่น้อยสำหรับหลายคนที่ได้ติดตามข่าว ทั้งวิจารณ์ถูกบ้างผิดบ้าง

แต่เพื่อความเข้าใจอย่างถูกต้อง Reporter Journey จะสรุปความถึงที่มาที่ไหนและรายละเอียดโครงการวัคซีน COVAX อย่างง่ายและเป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของโครงการโดยตรงเพื่อความถูกต้องของข้อมูล และมาดูกันว่าการที่ไทยไม่เข้าร่วมรับวัคซีน COVAX เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่?

โครงการวัคซีน COVAX เป็น 1 ใน 3 มาตรการระดับโลกที่มีเป้าหมายให้ประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่ยากจนสามารถได้รับวัคซีนโควิด – 19 เพื่อแจกจ่ายให้กับประชากรของตนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง ริเริ่มขึ้นโดย องค์กรอนามัยโลก (WHO) สหภาพยุโรป (EU) และประเทศฝรั่งเศส เนื่องจากความกังวลว่าประเทศที่ฐานะดีกว่าจะกว้านซื้อวัคซีน (ที่ในเวลานั้นยังอยู่ระหว่างการพัฒนา) ไปหมดจนประเทศเล็กๆ ประเทศที่ไม่ร่ำรวยไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้

โครงการนี้ถูกจัดตั้งขึ้นมาในเดือนเมษายนปีที่ 2563 และมีการบริหารจัดการร่วมกันโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) พันธมิตรวัคซีนนานาชาติ (Gavi) และแนวร่วมนวัตกรรมเพื่อการป้องกันโควิด-19 (CEPI) โดยจะทำหน้าที่ประสานงานกับรัฐบาลของประเทศต่างๆ บริษัทผู้ผลิตวัคซีนที่วิจัยพัฒนาและจะผลิตต่อไป ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง องค์การอนามัยโลก มูลนิธิการกุศลที่มีศักยภาพในการบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือ

สำหรับชื่อ COVAX ไม่ได้เป็นผู้วิจัยพัฒนา และผู้ผลิตวัคซีน แต่เป็นสื่อกลางในฐานะผู้ประสานงานให้กับประเทศต่างๆ ที่เข้าร่วมในการจัดหาจัดซื้อวัคซีน และต่อรองกับผู้ผลิตเพื่อให้ได้วัคซีนในปริมาณที่เพียงพอหรือมากกว่านั้นในราคาที่ประเทศต่างๆ สามารถซื้อได้

ปัจจุบัน 2 ใน 3 ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าร่วมโครงการนี้หรือประมาณ ครอบคลุมประชากรประมาณห้า 5 พันล้านคน เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินว่าชาติใดจะได้รับวัคซีนจากโครงการนี้ฟรีคือ รายได้ประชาชาติเฉลี่ยต่อประชากรหนึ่งคนที่ 4,000 ดอลาร์สหรัฐต่อปี ชาติไหนสูงกว่านั้น แม้แค่สิบหรือร้อยเหรียญก็ต้องจ่ายเงินซื้อเอง ซึ่งมี 92 ชาติที่อยู่ในเกณฑ์ได้วัคซีนฟรี

สำหรับเนื้อหาของพัฒนาการ COVAX คือ หลังจากที่โครงการนี้ถูกก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้ว ยังไม่มีการผลิตวัคซีนแต่อย่างใด มีแต่การประกาศจากบริษัทผู้ผลิตวัคซีนต่างๆ ว่าจะรีบเร่งวิจัยพัฒนาวัคซีน จนถึงประมาณเดือนกรกฎาคม นับได้ว่ามีโครงการวิจัยพัฒนาวัคซีนทั้งหมดทั่วโลกประมาณ 170 ราย

Gavi ใช้ข้อมูลในอดีตมาคาดการณ์ว่าจะมีแค่ 7% เท่านั้นที่สามารถพัฒนาวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคได้ ซึ่งก็คือประมาณสิบกว่าราย และมีแค่ 20% ของวัคซีนที่ป้องกันโรคได้ผ่านการทดสอบเรื่องความปลอดภัยในมนุษย์ หรือจะมีแค่ 4 – 5 รายเท่านั้นที่จะสามารถไปถึงขั้นผลิตเพื่อนำมาใช้งานได้

ในเดือนเดียวกันสหรัฐฯ ได้เริ่มโครงการ Warp Speed ซึ่งคือการสนับสนุนทางการเงินจำนวนมหาศาลให้กับผู้ที่วิจัยพัฒนาที่มีความน่าเชื่อถืออย่าง Pfizer – BionTech, Moderna, Johnson & Johnson โดยแลกกับสิทธิในการซื้อวัคซีนจำนวนที่ต้องการก่อนชาติอื่นๆ

เมื่อประกอบกับความรุนแรงของการแพร่ระบาดในยุโรปโดยเฉพาะในอิตาลี สเปน และความหวาดกลัวจากทั่วโลกในขณะนั้นจึงเกิดความตื่นตระหนกของการจองซื้อวัคซีนจำนวนมากของชาติที่รํ่ารวย โดยชำระเงินบางส่วนล่วงหน้า เช่นแคนาดาจองซื้อ 6 เท่าของประชากร สหรัฐฯและสหราชอาณาจักร 4 เท่ากว่า ยุโรปและออสเตรเลีย 2 เท่ากว่าเป็นต้น

ในเดือนกรกฎาคม COVAX จึงต้องเริ่มเร่งทำสัญญากับชาติที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้ทันต่อการเจรจาต่อรองกับผู้วิจัยพัฒนาที่มีศักยภาพว่าจะประสบความสำเร็จจนสามารถเป็นผู้ผลิต ซึ่งรายที่สำคัญได้แก่ มหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ดร่วมกับ AstraZeneca เพราะเป็นรายเดียวในขณะนั้นที่ประกาศว่าจะไม่หากำไรจากวัคซีนและใช้เทคโนโลยีที่มีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด

ส่วน Pzifer/BionTech Moderna และ Johnson & Johnson ได้เงินทุนสนับสนุนจำนวนมหาศาลจากสหรัฐฯ อียู และสหราชอาณาจักรโดยใช้หลักการสำคัญดังนี้

  • จำนวนวัคซีนต้องครอบคลุมประชากร 20% หรือมากกว่า โดยจะจัดสรรแบ่งปันให้กับชาติที่เข้าร่วมโครงการอย่างเสมอภาคตามสัดส่วนของประชากรและความรุนแรงของการแพร่ระบาด (Doses for at least 20% of countries’ populations)
  • ต้องมีความหลากหลายของแหล่งที่มาของวัคซีนเพื่อกระจายความเสี่ยงการส่งมอบ (Diverse and actively managed portfolio of vaccines)
  • รีบส่งมอบวัคซีนทันทีที่ได้รับจากผู้ผลิต (Vaccines delivered as soon as they are available)

หลักเกณฑ์เหล่านี้ไม่ได้มีการนำเสนอบนสื่อของไทยแต่อย่างใด อาจเป็นเพราะไม่อาจจะทราบถึงสาระสำคัญของเนื้อหาจริงๆ หรือมีเจตนาอื่นแอบแผงหรือไม่ ก็สุดแท้จะหยั่งถึงเจตนาความคิด

9 ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ของโครงการวัคซีน COVAX

1.) 20% ของประชากรไทย คือประมาณ 14 ล้านคนหรือใช้วัคซีน 28 ล้านโดส หากต้องใช้คนละ 2 โดส

2.) ไทยได้เริ่มการเจรจาซื้อวัคซีนจาก AstraZeneca มาตั้งแต่พบว่าเงื่อนไขของ COVAX มีแนวโน้มที่จะไม่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ และ SCG ได้เริ่มเจรจากับมหาวิทยาลัยออกฟอร์ดเพื่อให้ช่วยถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนในประเทศเพื่อความมั่นคงทางสาธารณสุข จนในที่สุดสามารถบรรลุข้อตกลงซื้อวัคซีนจำนวน 26 ล้านโดสในราคา 4 ดอลลาร์ต่อโดสในเดือนตุลาคม โดยจะเริ่มทยอยส่งมอบให้กับไทยตั้งแต่ปลายเดือนนี้ และจะมีการผลิตวัคซีนในประเทศจำนวน 200 ล้านโดส โดยบริษัทสยามไบโอซายเอนซ์

3.) COVAX คาดการณ์ว่าภายใต้โครงการนี้ในเดือนตุลาคมปี 2563 ที่แล้วว่า จะได้รับวัคซีนจำนวน 2,000 ล้านโดสสำหรับประชากร 1,000 ล้านคน หรือครอบคลุม 1 ใน 5 ของประชากรทั้งโลกภายในปีนี้ เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ได้ปรับเพิ่มเป็น 2,800 ล้านโดส

4.) หากนำข้อเท็จจริงจากข้อ 3 มาคำนวณ ประเทศไทยจะได้วัคซีนจำนวนประมาณ 6 ล้านโดสสำหรับประชากรแค่ 3 ล้านคนจาก COVAX ภายในปีนี้ แต่ไม่มีทางรู้ว่าจะได้รับวัคซีนตอนไหน อาจเป็นเป็นต้นปี กลางปี หรือปลายปี ไม่มีใครตอบได้ เพราะอยู่ที่ดีลภายใน และอำนาจของประเทศที่ร่ำรวยจะเหมากั๊กวัคซีนไว้ขนาดไหน

5. COVAX ต้องเจรจาต่อรองกับผู้ผลิตวัคซีนเพื่อให้ได้ทั้งปริมาณและราคาที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงต้องให้ชาติที่เข้าร่วมโครงการทำสัญญาซื้อวัคซีนกับตนก่อน โดยมีสัญญาสองแบบได้แก่

  • 5.1.) Committed purchase สัญญาแบบผูกมัด คือ ประเทศผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า 1.6 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส โดยส่วนที่เหลือจ่ายเมื่อได้รับมอบวัคซีน และจะต้องซื้อวัคซีนครบถ้วนตามจำนวนที่สั่งซื้อ
  • 5.2.) Optional purchase สัญญาแบบทางเลือก คือ ประเทศผู้ซื้อจะต้องจ่ายค่าวัคซีนล่วงหน้า 3.1 ดอลลาร์สหรัฐบวกกับค่าบริหารจัดการความเสี่ยง 0.4 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส รวมเป็น 3.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส โดยส่วนที่เหลือจ่ายเมื่อได้รับมอบวัคซีน และไม่จำเป็นต้องซื้อวัคซีนครบถ้วนตามจำนวนที่สั่งซื้อ

6. สัญญาทั้งสองแบบในข้อ 5 จะไม่มีการคืนเงินค่าวัคซีนล่วงหน้า โดยถือว่าเงินจำนวนนั้นจ่ายล่วงหน้าให้กับผู้วิจัยพัฒนาวัคซีน หากไม่ประสบผลสำเร็จก็ถือเป็น “เรื่องสุดวิสัย” ที่ช่วยไม่ได้

7. หากไทยเข้าร่วมโครงการนี้และทำสัญญาแบบแรก เราจะต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเท่ากับ $1.6 x 28 = 44.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1,300 ล้านบาท โดยมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ได้วัคซีนหรือไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะเริ่มได้วัคซีนเมื่อไหร่และครบถ้วนเมื่อไหร่

8. หากไทยเข้าร่วมโครงการนี้และทำสัญญาแบบที่ 2 จะต้องจ่ายเงินล่วงหน้าเท่ากับ $3.5 x 28 = 98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,000 กว่าล้านบาท โดยมีความเป็นไปได้ที่จะไม่ได้วัคซีนหรือไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะเริ่มได้วัคซีนเมื่อไหร่และครบถ้วนเมื่อไหร่เช่นกัน

9. หากไทยเข้าร่วมโครงการนี้ ก็ยังคงมีความจำเป็นที่จะจัดซื้อจัดหาวัคซีนในส่วนที่เกิน 5% ของประชากรอยู่ดี

ถึงตรงนี้ก็น่าจะสามารถพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลเองได้ว่า เราตกขบวนจริงหรือไม่ และการเข้าหรือไม่เข้าร่วมขบวนนี้อย่างใดจะเป็นประโยชน์สำหรับประเทศไทยมากกว่ากัน

บทความโดย : สมภพ พอดี
เรียบเรียงโดย : Reporter Journey TEAM

แหล่งอ้างอิง
GAVI.org
NPR.org
GOV.UK

%d bloggers like this: