EDITORIAL LIFESTYLE SOCIAL

ขั้นกว่าของซีรีย์เกาหลีใต้ ที่ไม่ใช่สะท้อนสังคมเพื่อ “บันเทิง” แต่นำสังคมไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่ละครไทยมองข้าม

ประเด็นเรื่องฉากรุนแรงหรือกระทำการไม่ให้เกียรติต่อความเท่าเทียมทางเพศในละครไทย เหมือนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งและพูดกันบ่อยจนเอือมระอา ที่ผู้จัด หรือผู้ผลิตละครยังคงยึดมั่นถือมั่นว่า ละครไทยต้อง “สะท้อนสังคม” ซึ่งเป็นคำที่ผู้เขียนได้ยินมาตั้งแต่จำความได้ ที่อาจจะเป็นคำพูดสวยหรูในช่วงหนึ่งที่ผู้ผลิตสื่ออยากสะท้อนให้เห็นว่า สังคมประเทศของเราเป็นอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อทั้งเพศตรงข้ามและเพศใดๆ ก็ตาม การล้อเลียนเรื่องเพศสภาพด้วยความตลกขบขัน หรือแม้แต่การทำให้ตัวละครดูไม่ฉลาดเพื่อให้ผู้ชมได้ด่า ลุ้น และให้กำลังใจ ตามเส้นเรื่องของละครที่จะดำเนินไปได้จนกระทั่งพระเอก นางเอกรักกัน แต่งงานกัน จบแบบ “แฮปปี้เอนดิ้ง?” แม้ว่านางเอกจะเคยโดนพระเอกข่มขืนในช่วงกลางเรื่องมาก็ตาม

สิ่งเหล่านี้เป็นภาพฉายวนซ้ำๆ มาหลายสิบปีนับตั้งแต่ที่ประเทศไทยมีการผลิตละครโทรทัศน์เป็นอุตสาหกรรมบันเทิงขนาดใหญ่ และยังคงเป็นอยู่แบบนี้มายาวนานไม่เปลี่ยนแปลง กระทั่งเรายังเห็นฉากข่มขืนในละครยุคปัจจุบันที่โลกกำลังต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิต่างๆ ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และเพศสภาพของบุคคล

ฉากข่มขืนในละครไทยที่ยังคงมีให้เห็นซ้ำๆ มายาวนาน

บางครั้งก็ไม่อาจจะกล่าวโทษไปที่ฝ่ายใดฝ่ายเดียวได้ เพราะมันก็เป็นองคาพยพต่ออุปสงค์และอุปทาน ทั้งผู้จัดละคร สถานีโทรทัศน์ รวมทั้งรสนิยมคนดู ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นฐานคนดูที่นิยมการเสพคอนเทนต์ลักษณะแบบนี้ ดังนั้นในเมื่อมันมีความต้องการในตลาด จึงไม่แปลกใจที่ผู้ผลิตสินค้าก็ต้องผลิตออกมาเพื่อเอาใจตลาด

ละคร โฆษณา เรตติ้ง และความนิยม เป็นของคู่กันในอุตสาหกรรมสื่อ หากขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปอุตสาหกรรมนี้ก็มิอาจขับเคลื่อนได้ แต่มันไม่ควรจะต้องเป็นแบบนี้ตลอดไป เพราะในเมื่อโลกพัฒนาไม่หยุด สื่อบันเทิงของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วก็มีการพัฒนาก้าวหน้านำประเทศไทยไปมาก ทั้งบท เนื้อหา พล็อตเรื่อง และรสนิยมผู้ชม

ดังนั้นการที่ละครไทยจะยังทำแบบที่เคยทำมาโดยอ้างว่า “สะท้อนสังคม” ที่นำพาไปสู่การกระทำชำเราสังคม ตอกย้ำสังคม หรือชี้โพรงการลอกเลียนแบบให้สังคม ยังควรจะที่มีอยู่อีกหรือไม่?

ประเทศเกาหลีใต้ คือประเทศที่มีโมเดลการพัฒนาสื่อบันเทิงอย่างเด่นชัดที่สุด ซีรีย์ ภาพยนตร์ และอุตสาหกรรมเพลง ต่างยกระดับไปสู่ “World Class” อย่างเต็มภาคภูมิ และคนไทยก็เสพติดความบันเทิงเกาหลีใต้เป็นจำนวนไม่น้อย

แต่กว่าที่เกาหลีใต้จะมาถึงจุดนี้ได้ ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเนื้อหา พล็อตเรื่อง รวมทั้งการเปลี่ยนพฤติกรรมผู้ชมให้ยอมรับในซีรีย์น้ำดี ที่ผสมความน้ำเน่าดราม่าแสนกลมกล่อมได้อย่างลงตัว เพื่อไม่ให้ซีรีย์กลายเป็นสารคดีที่ดูแล้วน่าเบื่อหน่ายไร้อารมณ์

กลยุทธ์ “ละครนำสังคม” เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้เมื่อราวๆ ปี 2010 เป็นยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศของรัฐบาลเกาหลีใต้ในลำดับต่อจากการที่ประเทศสามารถผลักดันอุตสาหกรรมบันเทิงไปสู่ระดับเอเชียในช่วงต้นยุคปี 2000

หากใครเป็นคอซีรีย์เกาหลีจะมองเห็นการพัฒนาของผลงานแต่ละเรื่องที่ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้นมาเรื่อยๆ ซีรีย์เกาหลีในยุคแรกที่นำเข้ามาฉายในประเทศไทยผ่านทางช่อง ITV หรือ ททบ.5 จะเห็นได้ว่าซีรีย์ในยุคนั้นจะเป็นซีรีย์แนวดราม่าชีวิตรันทดน่าสงสาร เช่น รักนี้ชั่วนิรันดร์ (Autumn In My Heart) ที่มีคำเรียกติดหูอย่าง “พี่ชาย ฉันหนาว” จากนางเอกที่ป่วยเป็นโรคลูคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาว และเสียชีวิตลงอย่างหน้าเศร้าเคียงข้างพระเอกที่ต้องเสียอกเสียใจกับความรักที่ไม่ได้ลงเอยด้วยความสุข นับเป็นซีรีย์ที่สร้างกระแสความนิยมให้กับวงการบันเทิงเกาหลีอย่างท้วมท้น แต่มันก็เป็นภาพจำว่านางเอกซีรีย์เกาหลีต้องป่วยตายตอนจบ ซึ่งก็มีซีรีย์หลายเรื่องดำเนินพล็อตแบบนี้ต่อมาอีกมากมาย

รักนี้ชั่วนิรันดร์ (Autumn In My Heart) ออกฉายในปี 2543

กระทั่งในยุคหลังๆ เริ่มมีการปรับภาพลักษณ์ของซีรีย์เกาหลีใหม่เพื่อให้เรื่องราวมีความสนุกสนาน สดใส น่ารัก มีความรักที่หวานชื่นดุจเทพนิยาย ระหว่างคู่พระนาง หรือพระรองที่ทั้งหล่อและแสนดี เพื่อเป็นการลบภาพสังคมเกาหลีที่แสนโหดร้ายจากการที่ผู้ชายเป็นใหญ่ในบ้านแล้วไม่มีความโรแมนติกกับคนรัก แฟน หรือภรรยา

ผู้ชายเกาหลีเมื่อแต่งงานแล้วจะเป็นเหมือนผู้บังคับบัญชาในบ้านที่ต้องคอยหาเลี้ยงครอบครัวที่เต็มไปด้วยความกดดันจากทั้งที่ทำงาน และสังคมภายนอก ส่วนผู้หญิงกลายเป็นแม่บ้านที่ต้องคอยปรนนิบัติสามี ดูแลงานบ้าน และดูแลลูก

ดังนั้นการกระทบกระทั่งภายในครอบครัว การทำร้ายร่างกายภรรยา จึงเกิดขึ้นกับครอบครัวของชาวเกาหลีใต้ และเป็นที่รู้กันในสังคมว่า ผู้ชายเกาหลีในชีวิตจริงไม่ได้แสนดีแบบในซีรีย์ที่อย่างหลายๆ คนดู

แต่สิ่งที่ภาครัฐของเกาหลีใต้ให้ความสำคัญคือ จะต้องใช้สื่อละคร ซีรีย์ และภาพยนตร์ที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อสังคม เพื่อปรับเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ชายในประเทศให้มีความอ่อนโยน ให้เกียรติ และอบอุ่นต่อผู้หญิง เพื่อล้างพฤติกรรมว่าผู้ชายเกาหลีป่าเถื่อน ชอบใช้ความรุนแรง

ดังนั้นการผลิตซีรีย์ในยุคถัดมาก็เลยมีแนวรักหวานซึ้ง โรแมนติก เต็มไปหมดทั้งเรื่อง เพลงรักในสายลมหนาว (Winter Love Song), วุ่นนักรักเต็มบ้าน (Full House), รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ (Coffee Prince), เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา (Princess Hours), My Girl รักหมดใจยัยกะล่อน และเรื่องอื่นๆ มากมาย ซึ่งทั้งหมดต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าที่จะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงสังคมได้ในระดับเล็กๆ

ต่อมาในยุคช่วงไม่เกิน 10 ปี ก่อนหน้านี้แนวการพัฒนาซีรีย์เกาหลีเปลี่ยนไปเป็นแนวการสร้างความเท่าเทียมทางเพศ โดยเฉพาะการต่อสู้ของสตรี ทั้งในเรื่องของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเก่งกาจในการทำงาน การเป็นผู้นำครอบครัว หรือแม้แต่การสร้างตัวเองให้เป็นนักธุรกิจใหญ่โตที่ประสบความสำเร็จ

สิ่งเหล่านี้ถ่ายทอดผ่านผลงานบันเทิงเกาหลีได้หลากรูปแบบหลายสไตล์ เช่น จางอ๊กจอง (Jang Ok-Jung) และ ทงอี (Dong Yi) ซีรีย์แนวย้อนยุคของหญิงสาวที่ต้องต่อสู้เพื่อช่วงชิงความเป็นหนึ่งในราชสำนักโชซอน ต้องรบรากับผู้ที่คิดไม่ดีกับนางทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจ และลบปมด้อยที่ตนเองและครอบครัวมี ต่อให้จะต้องเป็นตัวร้ายในสายตาใครๆ ก็ตาม

จางอ๊กจอง (Jang Ok-Jung)

หรือการพัฒนาตนเองให้เป็นที่ยอมรับในราชสำนักที่ต้องใช้ฝีมือการทำอาหารเข้าสู้อย่าง แดจังกึม ที่แม้จะเป็นยุคก่อนหน้าซีรีย์เรื่อง จางอ๊กจอง และทงอี เกือบสิบปี แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการเล็งเห็นความสำคัญของผู้หญิงในการต้องยกระดับตัวเองขึ้นมาให้โลกยอมรับให้ได้

รวมทั้งซีรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานทั้ง What’s Wrong With Secretary Kim หรือเลขาคิมที่เรารู้จักกัน ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้หญิงในการทำงานที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้ชาย

ดังนั้น บทบาทของผู้หญิงในซีรีย์เกาหลีได้โบยบินสูงมาก เป็นทั้ง หมอ ทนาย อัยการ ตำรวจ ทหาร เจ้าของธุรกิจ นักการเมือง นักเคลื่อนไหวทางสังคม นักวิจัย ฯลฯ ไม่ถูกพันธนาการด้วยบทบาท ‘เมีย’ และ ‘แม่’ หรือเป็นเพียงผู้ถูกกระทำอีกต่อไป

แนวทางการใช้สื่อบันเทิงของเกาหลีในการพัฒนาประเทศไม่ได้จบแค่เรื่องของการยกระดับความเท่าเทียมทางเพศในสังคม แต่ยังรวมไปถึงการสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ทางธุรกิจเพื่อสร้างเศรษฐกิจของเกาหลีให้เติบโตอีกด้วย

ซีรีย์เรื่อง STARTUP ที่ฉายทาง Netflix และเป็นกระแสโด่งดังทั้งในเอเชียและในไทย นับเป็นการต่อยอดการพัฒนาของสื่อบันเทิงเกาหลีเพื่อให้ผู้คนสนใจการทำธุรกิจ Start-up หลังจากที่เกาหลีใต้พยายามผลักดันประเทศไปสู่ทิศทางของการใช้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กเป็นรากฐานการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ทดแทนการพึ่งพาแต่กลุ่มทุนรายใหญ่ (แชโบล์) ที่มีอิทธิพลล้นฟ้าต่อทั้งเศรษฐกิจและการเมืองของประเทศ จึงเป็นที่มาของการสร้างหน่วยงานที่จะเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาสตาร์ทอัพขึ้นมาใหม่ที่มีชื่อว่า K-STARTUP นั่นเอง

ซีรีย์ STARTUP ที่ฉายทาง Netflix ในปี 2020

K-STARTUP กำเนิดขึ้นในปี 2016 โดยรัฐบาลเกาหลีใต้เป็นผู้ริเริ่มและผลักดันขึ้นมา ผ่านสำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมไอทีแห่งชาติ (NIPA) และได้รับทุนจากกระทรวงเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ซึ่งเป็นกระทรวงที่ตั้งขึ้นมาใหม่โดยเฉพาะ เพื่อบ่มเพาะธุรกิจขนาดเล็กต่างๆ ให้เติบโต ไม่เพียงเท่านั้นยังได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มแชโบล์ยักษ์ใหญ่ที่เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงให้กับธุรกิจลูกเจี๊ยบเหล่านี้ ก่อนที่จะเติบโตเต็มไวและออกไปสยายปีกเติบโตบนโลกธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง

และซีรีย์เรื่องนี้ก็มีการสอนให้คนเกาหลีเข้าใจหลักการของธุรกิจสตาร์ทอัพตั้งแต่เริ่มต้นว่า ต้องทำอย่างไร มีคำศัพท์ทางธุรกิจให้ได้เรียนรู้ระหว่างที่ซีรีย์กำลังฉาย รวมทั้งการใส่เนื้อเรื่องการสู้ชีวิตต่ออุปสรรคของนางเอก พระเอก พวกพ้อง เพื่อให้ธุรกิจดำเนินไปสู่จุดหมาย และไม่วายมีเรื่องราวความรักหวานซึ้งโรแมนติกเข้ามาช่วยให้ซีรีย์นี้ดูไม่เคร่งเครียดจนเกินไปนั่นเอง

นี่คือกลยุทธ์การใช้สื่อบันเทิงเพื่อนำสังคมของเกาหลีใต้ ที่สามารถปรับเปลี่ยนสังคมได้ไม่มากก็น้อย แต่ที่สำคัญมันทำให้คนดูได้อะไรมากกว่าการดูฉากนางเอกโดนข่มขืนแบบในละครไทยที่ยัดเยียดอยู่ในทุกวันนี้ และยังมีซีรีย์อีกหลายร้อยเรื่องที่ไม่ได้กล่าวถึงในบทความที่ถือเป็น Soft Power ในการสร้างแรงขับเคลื่อนต่อสังคมประเทศของแดนโสมขาว

หากมีคำถามว่าซีรีย์แนวสะท้อนสังคม หรือเสียดสีสังคมเกาหลีใต้มีหรือไม่ บอกเลยว่ามี ซึ่งมีทั้งซีรีย์แนวผัวมีเมียน้อยแล้วเมียจับได้ แนวทุจริตคอรัปชัน แนวสังคมชนชั้นไฮโซที่ต้องแข่งกันอวดร่ำอวดรวยของคนในวงสังคมชั้นสูง ทั้งเรื่อง A World of Married Couple, Avengers Social Club, และSky Castle แต่การดำเนินเนื้อเรื่องจะไม่ใช่การที่ผู้หญิงต้องถูกกระทำ แต่มันคือการไม่ยอมต่อการถูกกระทำและต้องตอบโต้กลับในฐานะของการที่เป็นคนที่มีความเท่าเทียมทางเพศเหมือนกับผู้ชาย ซึ่งการดำเนินเรื่องราวมีทั้งชั้นเชิงที่แยบยล การแสดงที่เฉียบคม และเนื้อหาที่แรงแต่ไม่ทำร้ายสังคม

(ซ้าย)A World of Married Couple (ขวา) Sky Castle

นี่คือพัฒนาการของซีรีย์เกาหลีใต้ตลอด 20 ที่ผ่านมาที่มีการปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามยุคสมัย และเนื้อหาต้องชี้นำสังคมให้ดีขึ้น ประกอบการเสียดสีสังคมที่ไม่ใช่แค่ตัวละครต้องโดนกระทำเพื่อทำร้ายจิตใจ หรือร่างกาย เหมือนที่ละครไทยชอบอ้างว่า “ละครสะท้อนสังคม” ที่สะท้อนไปสะท้อนมาครึ่งศตวรรษแล้ว ก็ยังสะท้อนไม่หยุดเสียที แล้วไม่ได้นำพาไปสู่สังคมที่ดีขึ้นเลย

ดังนั้นจึงอย่าแปลกใจว่าทำให้กลุ่มชนชั้นกลาง หรือคนรุ่นใหม่จะหันไปรับชมซีรีย์หรือสื่อบันเทิงบนแพล็ตฟอร์มอื่นๆ Netflix, LINE TV, WeTV และแอปพลิเคชันต่างๆ ที่มีมากมายแทนการดูทีวีช่องหลักแทน เพราะคอนเทนต์มีความหลากหลายและมีคุณภาพมากกว่าทั้งไทยและเทศ ที่ทีวีดิจิทัลไม่สามารถบรรจุคอนเทนต์แบบนี้ลงสู่ผังรายการได้ เพราะคนส่วนใหญ่ที่อยู่ในกลุ่มเป้าหมายของตลาดทีวีไม่ดูนั่นเอง

%d bloggers like this: