EDITORIAL PEOPLE

‘ไดอานา ทรูจิลโล’ ผู้อพยพ เด็กล้างส้วม พูดอังกฤษไม่ได้ สู่ผู้อำนวยการ NASA ชาวละติน นำภารกิจลุยดาวอังคาร

คนเรามักหาข้ออ้างของความไม่สำเร็จให้กับตัวเอง หรือกล่าวโทษต่อโชคชะตาฟ้าดินต่างๆ นาๆ และมองความสำเร็จของคนอื่นด้วยความริษยา เพื่อปลอบใจระคนดูแคลนตัวเองว่าทำไมถึงไม่สามารถทำแบบเขาได้ แต่ใครกันจะรู้ว่ากว่าที่คนๆ หนึ่งจะประสบความสำเร็จมันไม่ใช่การนั่งอยู่เฉยๆ โดยไม่พัฒนาตัวเองให้หลุดจากกรอบบังคับเดิมๆ ที่เคยทำ ไม่ขวนขวาย ค้นคว้า พยายามหาทางไปสู่สิ่งที่ดีกว่า

เพราะไม่มีความสำเร็จใดได้มาโดยไม่ต้องพยายามลงมือทำ และไม่มีข้อจำกัดใดที่คนเราจะก้าวข้ามไม่ได้ แม้มันจะยากลำบากก็ตาม

การเป็นผู้อพยพ ภาษาอังกฤษไม่กระดิก เคยเป็นพนักงานทำความสะอาดห้องน้ำ กับการเป็น ผู้อำนวยการในหน่วยงานด้านอวกาศระดับโลกอย่าง NASA ที่ดูแลภารกิจสำรวจดาวอังคาร ดูแล้วมันช่างแตกต่างกันจนไม่อาจจะคิดได้ว่า คนที่มีคุณสมบัติแบบนี้จะสามารถก้าวสู่จุดสูงสุดระดับนั้นได้ แต่ไม่มีอะไรบนโลกใบนี้ที่เป็นไปไม่ได้ เพราะผู้หญิงแกร่งคนหนึ่งได้พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่า “ฉันทำได้”

‘ไดอานา ทรูจิลโล’ หญิงชาวละตินวัย 38 ปีที่เป็นผู้อพยพจากบ้านเกิดในประเทศโคลอมเบีย เพื่อแสวงหาโอกาสและตามความฝันของตัวเองในแผ่นดินสหรัฐ เธอผู้ซึ่งเดินทางออกจากประเทศบ้านเกิดมาด้วยเงินติดตัวเพียง 300 ดอลลาร์สหรัฐ และการมีทักษะภาษาอังกฤษเกือบเป็น 0

“ตอนฉันอายุ 17 ปี ฉันเดินทางมาที่ไมอามี ฉันเติบโตมาในครอบครัวที่เหมือนกับคนอื่นๆ ในละตินอเมริกาที่เชื่อว่าผู้หญิงคนหนึ่งมีหน้าคือแค่อยู่ในบ้านเพื่อดูแลสามี แม่ของฉันต้องลาออกจากโรงเรียนแพทย์หลังแต่งงานกับพ่อของฉัน แต่เมื่อพวกเขาหย่าร้างกันฉันและแม่ก็ไม่เหลืออะไร

“เราไม่มีอาหารจะกินด้วยซ้ำ เราต้มไข่แล้วหั่นครึ่งแบ่งกัน และนั่นก็คือมื้อเที่ยงของเราในวันนั้น ฉันจำได้ว่าแค่นอนลงบนพื้นหญ้าแล้วมองไปบนท้องฟ้าและคิดว่า ต้องออกไปที่นั่นที่ดีกว่านี้”

“ตอนเป็นเด็กฉันเห็นผู้หญิงในครอบครัวยอมแพ้มากมาย มันทำให้ฉันดื้อรั้นและบอกว่าฉันจะไม่ยอมแพ้กับความฝันของฉัน ฉันอยากอยู่ข้างนอกตรงนั้นแล้วมองย้อนกลับไป แสดงให้ครอบครัวของฉันเห็นว่าผู้หญิงมีค่า ผู้หญิงมีความสำคัญ”

การเดินทางมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองของเธอตั้งแต่เด็กไม่ใช่เรื่องง่าย เธอต้องปรับตัวและเรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมากมายโดยเฉพาะเรื่องของภาษา เธอเล่าว่าภาษาอังกฤษของเธอไม่ดีนัก เรียกได้ว่าพูดแทบไม่ได้เลย เพราะชาวโคลอมเบียรวมทั้งชาวละตินอเมริกาส่วนใหญ่ใช้ภาษาสเปนเป็นภาษาราชการ และเธอก็ใช้แต่ภาษาสเปนมาตั้งแต่เกิด ดังนั้นเธอจึงต้องเรียนรู้ทุกอย่าง รวมทั้งการหารายได้ประทังชีพในแต่ละวันที่ผ่านไป

แน่นอนว่าอาชีพของผู้อพยพที่ไร้ทักษะด้านภาษาคงไม่ใช่อาชีพที่สบายหรือมีรายได้สูงนักแน่นอน เธอทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะถูพื้น ล้างห้องน้ำ เก็บกวาดชำระสิ่งปฏิกูลต่างๆ เพื่อนำเงินที่ได้ไปเรียนในตอนกลางวัน ซึ่งเธอต้องเรียนภาษาอังกฤษใหม่ทั้งหมดกับวิทยาลัยท้องถิ่นเพื่อปรับพื้นฐานการใช้ชีวิตในประเทศใหม่แห่งนี้

“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันทำงานนี้ตอนกลางคืน ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันเป็นพนักงานทำความสะอาด ฉันไม่อยากจะเชื่อเลยว่าฉันกำลังล้างห้องน้ำ แต่ฉันดีใจที่มีงานทำและสามารถซื้ออาหารและมีบ้านให้นอนได้”

เมื่อผ่านหลักสูตรการปรับพื้นฐานภาษาอังกฤษ เธอเขาศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยฟลอริดา ในสาขาวิชาเอกวิศวกรรมการบินและอวกาศ เธอจำได้ว่าอยู่ในสายเพื่อประกาศวิชาเอกของเธอที่มหาวิทยาลัย และไม่รู้ว่าตัวเธอต้องการทำอะไร หรือมีเป้าหมายไปสู่ความสำเร็จได้อย่างไร

เมื่อเธอต้องเข้ารายงานตัวคณบดีในสาขาที่เธอเรียนมองเห็นนิตยสารที่มีรูปของนักบินอวกาศหญิง กระสวยอวกาศ และโลก มันคือแรงบันดาลใจของเธอที่ทำให้เธอเลือกเรียนด้านวิศวกรรมการบินและอวกาศ นอกจากนี้เธอยังสังเกตเห็นว่าแถวนั้นเต็มไปด้วยผู้คนที่ไม่พูดภาษาสเปนหรือดูเป็นคนสเปนและเธอเป็นหนึ่งในผู้หญิงไม่กี่คนที่อยู่ในคิว

ไดอานาถึงขนาดบอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่ควรอยู่ที่นี่ … ทำไมฉันถึงมาที่นี่”

แต่ถึงอย่างไรเธอก็เป็นชาวละตินเพียงไม่กี่คนที่เป็นตัวแทนเพียง 8% ของผู้ที่เรียนในสาขา STEM (วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิศวกรรมคณิตศาสตร์) และเป็นผู้หญิงเพียง 2% เท่านั้น

ในขณะที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเธอตัดสินใจสมัครเข้าเรียนที่ NASA Academy โดยเป็นผู้หญิงที่เป็นอพยพชาวละตินคนแรกที่เข้าร่วมโครงการ

ด้วยความเก่งกาจด้านทักษะคณิตศาสตร์ เธอจึงเป็น 1 ใน 2 คนที่ได้รับข้อเสนองานจาก NASA ในระหว่างที่เธอทำงานที่ Academy เธอได้พบกับ “ไบรอัน โรเบิร์ต”  ผู้เชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์ของ NASA ซึ่งโน้มน้าวให้เธอย้ายไปที่รัฐแมรีแลนด์โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสการทำงานในอุตสาหกรรมการบินและอวกาศ

ไดอานาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ ซึ่งเธอเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิจัยของศาสตราจารย์โรเบิร์ตส์ที่มุ่งเน้นไปที่หุ่นยนต์ในปฏิบัติการอวกาศ

ในปี 2007 เธอสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมการบินและอวกาศจากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ เรื่องราวของเธอกลายเป็นแรงบันดาลใจในหนังสือวิทยาศาสตร์สำหรับเด็กชื่อ “Mars Science Lab – Engineer” อีกด้วย

เธอเข้าร่วมงานกับ NASA ทันทีหลังเรียนจบ โดยทำงานที่ Goddard Space Flight Center ในโครงการ Constellation และห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion สำหรับภารกิจอวกาศของมนุษย์และหุ่นยนต์

เธอรับหน้าที่หลายบทบาทรวมถึงหัวหน้าฝ่ายกิจกรรมระบบการสุ่มตัวอย่างพื้นผิว และวิศวกรหัวหน้าระบบเครื่องมือกำจัดฝุ่น เธอมีหน้าที่รับผิดชอบในการตรวจสอบให้แน่ใจว่าการสุ่มตัวอย่างของยานสำรวจดาวอังคารที่ชื่อว่า ‘Curiosity’ บรรลุวัตถุประสงค์ทางวิทยาศาสตร์โดยปราศจากฝุ่นในขณะที่รักษาความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน เครื่องมือกำจัดฝุ่นใช้เวลา  6 เดือนในการพัฒนาและปัดฝุ่นของพื้นผิวดาวอังคารเพื่อให้นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบพื้นผิวด้านล่าง

ในปี 2009 เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นวิศวกรระบบโทรคมนาคมของ Curiosity Rover รับผิดชอบการสื่อสารระหว่างยานอวกาศและนักวิทยาศาสตร์บนโลก นอกจากนี้เธอยังเป็นวิศวกรระบบภาคพื้นดินและระบบยานพาหนะทดสอบผู้นำพื้นผิวดาวอังคาร

เธอทำงานในอยู่ที่ห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory หลายปี จนกระทั่งความสามารถของเธอเป็นที่ประจักต่อทุกคน ในปี 2014 ไดอานาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะเผยแผ่ ซึ่งในปีนั้นเธอได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 20 ชาวละตินที่มีอิทธิพลมากที่สุดในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

จนกระทั่งเมื่อปี 2020 เธอได้รับตำแหน่งที่เธอไม่เคยคาดฝันว่าจะได้รับคือ ผู้อำนวยการการบินในภารกิจยานสำรวจ Perseverance ของ NASA ประสบความสำเร็จในการลงจอดบนดาวอังคารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังเป็นผู้บรรยายการลงจอดบนดาวอังคารภาษาสเปนครั้งแรกของ NASA อีกด้วย ซึ่งเป็นภารกิจการลงจอดบนดวงดาวสีแดงที่มีการรับชมจากทั่วโลกมากกว่า 2.5 ล้านครั้ง

ความพยายามตลอด 30 ปีของเธอ นับตั้งแต่วันแรกที่ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดมาผจญภัยในดินแดนที่ไม่คุ้นเคย กับเงินเพียง 300 ดอลลาร์สหรัฐที่ติดตัวมา และภาษาอังกฤษที่ไม่กระดิก ต่อสู่ฝ่าฟันจนกระทั่งประสบความสำเร็จอย่างสูงในอาชีพ มันไม่ได้มาเพราะการรออยู่เฉยๆ แล้วให้บุญหล่นทับ หรือเรียกร้องเพียงแค่อยากจะได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการโดยไม่ลงมือทำ เลือก และแลกแน่นอน

จากชีวิตที่แสนจะแร้นแค้นในวัยเด็ก และความต้องการลบคำสบประมาทของคนในครอบครัวทำให้เธอผลักดันตัวเองมาจนถึงจุดที่ทำให้ทั่วโลกหันไปมองเธอ และชื่นชมด้วยความสามารถ โดยหวังว่าเธอจะเป็นส่วนหนึ่งในการลบล้างความเชื่อทางวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ และผู้หญิงเป็นแค่แม่และเมีย ที่ทำได้แค่ดูแลลูกผัวอยู่กับบ้านในประเทศบ้านเกิดของเธอ

และเธอคือแบบอย่างของความพยายามสำหรับชาวละตินรุ่นใหม่ที่อยากจะเดินตามความฝัน แม้ว่ามันจะเริ่มต้นยากในช่วงแรก แต่เชื่อเถอะว่าไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับความพยายามของคนเราแน่นอน

แหล่งอ้างอิง
LATINLIVE
CBS NEWS
WIKIPEDIA

%d bloggers like this: