EDITORIAL LIFESTYLE SOCIAL

Raya เจ้าหญิงคนใหม่ของดิสนีย์จากอาเซียน ที่คนอาเซียนสงสัยว่า สะท้อนอัตลักษณ์จริงหรือ?

Raya and the Last Dragon : รายากับมังกรตัวสุดท้าย ภาพยนตร์อนิเมชันของ Wall Disney เรื่องแรกที่เลือกใช้ตัวแสดงนำในฐานะเจ้าหญิงดิสนีย์ที่เป็นชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งได้รับกระแสชื่นชมอย่างมากจากผู้ที่ได้สัมผัสกับการเข้าชมภาพยนต์เรื่องนี้

นับเป็นเวลานานเกือบ 90 ปี กว่าที่จะได้ถือกำเนิดเจ้าหญิงเชื้อสายอาเซียน ซึ่งเป็นตัวแทนทางวัฒนธรรมร่วมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 11 ประเทศ ผสมผสานอัตลักษณ์ต่างๆ เอาไว้ เทียบชั้นเจ้าหญิงดีสนีย์รุ่นพี่จาก 14 เชื้อชาติ

รายาเป็นเหมือนกับตัวแทนภูมิภาคที่กำลังแบกรับความหวังของผู้คนกว่า 673 ล้านคนไว้บนบ่าเพื่อประกาศก้องให้โลกรู้ว่า เจ้าหญิงแห่งอาเซียนก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเจ้าหญิงจากแว่นแคว้นใดบนโลก

หากดูเอาสนุก ก็คงได้รับความสนุกแบบฉบับภาพยนตร์อนิเมชันของดิสนีย์ แต่มันก็คงจบแค่ตรงนั้นเมื่อเดินออกจากโรงภาพยนตร์ แต่ถ้าหากมองให้ลึกถึงมุมของการเป็นตัวแทนด้านวัฒนธรรมอาเซียนที่ถือว่ามีความหลากหลายของเชื้อชาติ ประเพณี และเผ่าพันธ์ุที่มีหลายร้อยวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดคำถามว่า เอกลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คืออะไร และเจ้าหญิงคนล่าสุดของดิสนีย์สามารถรวบรวมวัฒนธรรมเหล่านี้เพื่อถ่ายทอดออกมาได้ครบถ้วนหรือไม่?

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอาณาจักร คูมันตรา (Kumandra) ซึ่งเป็นดินแดนแฟนตาซีอันเป็นที่อยู่ของชนเผ่า 5 เผ่า ซึ่งแต่ละเผ่ามีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไปโดยได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่ต่างๆ ในอาเซียน

ผู้กำกับ Don Hall เล่าว่า การตัดสินใจถ่ายถอดเรื่องราวในภูมิภาคนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากการเดินทางที่ทีมสร้างภาพยนตร์ไปที่นั่น

ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาปัจจุบัน แต่เป็นการจินตนาการถึงภูมิภาคอาเซียนจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรเมื่อหลายพันปีก่อน

เอกลักษณ์ที่ภาพยนตร์นำเสนอเกี่ยวกับอาเซียนถูกเติมเต็มผ่านตัวละครและเครื่องแต่งกายในเรื่องนี้ เช่น รายาสวมหมวกที่มีลักษณะคล้าย Salakot ซึ่งเป็นหมวกแบบดั้งเดิมในฟิลิปปินส์ เพื่อนสนิทที่ซื่อสัตย์ของเธอและพาหนะของเธอมีชื่อว่า “ตุ๊กตุ๊ก” ซึ่งเป็นการอ้างถึงรถตุ๊กตุ๊กที่เป็นเอกลักษณ์การเดินทางของไทย

แรงบัลดาลใจของตัวละครรายาก็มาจากคาแรคเตอร์ของ “ญาญ่า อุรัสยา” นักแสดงสาวชาวไทย ซึ่ง”ฝน วีระสุนทร” หัวหน้าทีมออกแบบภาพชาวไทย เจ้าของรางวัลออสการ์จาก FROZEN ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในโปรเจกนี้ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ในสื่อต่างๆ

เทคนิคการต่อสู้ของเธอได้รับแรงบันดาลใจจากปัญจักสีลัต ซึ่งเป็นศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมที่ฝึกฝนกันทั่วไปในมาเลเซียและอินโดนีเซีย รวมทั้งมวยไทย และกระบี่กระบอง

ส่วนตัวละครอื่นๆ ทั้ง น้อย ทอง บุญ ก็เป็นการตั้งชื่อให้เป็นชื่อที่ใช้กันในประเทศไทย ลาว และกัมพูชา

รวมทั้งชิซู มังกรน้ำศักดิ์สิทธิ์สุดเปิ่นตัวสีฟ้าขนปุยๆ ก็ได้แรงบันดาลใจมาจากพญานาค สัตว์ในตำนานร่วมของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง

ผู้อำนวยการสร้าง Osnat Shurer กล่าวว่าพวกเขาพยายามดูว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ คือความรู้สึกถึงชุมชน (อาเซียน) และการสามัคคีกัน

อัตลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คืออะไร?

แม้บนโลกออนไลน์มีบางคนบ่นว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มีการ “ยำรวมมิตร” วัฒนธรรมเด่นๆ ที่แตกต่างกันในภูมิภาคแล้วจับยัดลงไปในภาพยนตร์เรื่องเดียวเท่านั้น ไม่ได้สื่ออะไรถึงการเป็นอาเซียนอย่างมีชั้นเชิง แต่ Adele Lim ซึ่งเป็นผู้ร่วมเขียนบทภาพยนตร์เรื่องนี้และเป็นชาวมาเลเซียโดยกำเนิดกล่าวว่า มันมีอะไรที่ “ล้ำลึก” กว่านั้น

“เมื่อคุณพูดถึงแรงบันดาลใจทางวัฒนธรรมมันไม่ได้เป็นเพียงแค่ โอ้! เราชอบอันนี้จังเลยแล้วจึงใส่มันเข้าไป เพราะจริงๆ แล้วมันลึกซึ้งกว่านั้นมาก”

“ฉากที่พ่อของรายากำลังทำซุปให้กิน คุณรู้ไหมว่าในฐานะชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มันไม่ใช่แค่ซุป แต่มันคือความรักที่เราแสดงให้เห็นผ่านอาหาร นั่นคือสิ่งที่สัมผัสได้จริงๆ”

อย่างไรก็ตามผู้ใช้ทวิตเตอร์ชาวอินโดนีเซียรายหนึ่งบอกกับ BBC ว่าเธอรู้สึกว่า “เป็นไปไม่ได้” ที่จะเป็นตัวแทนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมดและรู้สึกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ควร “เน้นเฉพาะวัฒนธรรมบางอย่าง” แต่ทีมผู้สร้างบอกว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ “ได้รับแรงบันดาลใจ” จากภูมิภาคอาเซียนและไม่ได้ตั้งใจจะเลือกเฉพาะเจาะจงที่จะมุ่งเน้นไปที่วัฒนธรรมหรือประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงอย่างเดียว

“เรามีโอกาสที่จะสร้างภาพยนต์จากเรื่องราวที่เป็น DNA มาจากที่ใดที่หนึ่งก็ได้ แต่เราไม่ต้องการเล่าเรื่องที่ระบุว่าเป็นเรื่องของที่ไหนเพียงแห่งเดียว เช่น ผู้ร้ายต้องมาจากจากประเทศไทยและฝั่งพระเอก นางเอกมาจากมาเลเซีย มันไม่ใช่สิ่งที่อยากจะเล่าผ่านอนิเมชันเรื่องนี้”

“คำถามที่ว่าอะไรที่ถือเป็นเอกลักษณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงเป็นคำอธิบายที่ยาก แม้แต่กับพลเมืองชาวอาเซียนเองก็ตาม”

David Lim รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมาเลเซีย ชี้ให้เห็นว่าการตั้งรกรากของภูมิภาคนี้ยังเพิ่ม “เลนส์ทางวัฒนธรรม” ที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศตัวอย่างเช่น เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ในขณะที่อินโดนีเซียเป็นอาณานิคมของดัตช์

“ฉันคิดว่าประวัติศาสตร์ของลัทธิล่าอาณานิคมได้หล่อหลอมวิธีที่เรามองตัวเองและวัฒนธรรมของเรา ที่เราปรารถนาที่จะเป็นเช่นนั้นมากขึ้นและระบุตัวตนว่า เราคือใคร”

“ฉันสงสัยว่าบางคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะรู้จักประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคของตนได้น้อยกว่าผู้ที่ต้องตกเป็นชาติภายใต้อาณานิคมของมหาอำนาจในอีก ตัวอย่างเช่น คนเวียดนามอาจรู้จักฝรั่งเศสมากกว่าไทย”

หลายคนในอาเซียนไม่ได้มองว่าตัวเองเป็นชาว “เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เช่นเดียวกับการมองว่าตัวเองเป็นชาว “ยุโรป” ไม่ใช่เป็นคนของประเทศไหนแบบเจาะจง

ตัวอย่างหนึ่งที่เขาหยิบยกขึ้นมาคือวิธีที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แข่งขันกันเพื่ออ้างสิทธิ์ว่าอาหารประเภทนี้เป็นของตนเอง

มีประเด็นสำคัญที่ต้องทำเกี่ยวกับลัทธิชาตินิยมในภูมิภาคนี้ และคิดว่ามีการแข่งขันระดับชาติเกิดขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่ามันไม่ยุติธรรมนักที่จะผลักภาระให้ภาพยนตร์เรื่องเดียว ให้เป็นตัวแทนของทั้งภูมิภาค

“ภาระของคนทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ใครจะแบกรับภาระนั้นได้ฉันคิดว่าถ้าคุณเริ่มยัดเยียดความคิดให้กับภาพยนตร์เรื่องนี้มากเกินไปมันก็ไม่ยุติธรรมเลย”

“แต่ให้มองว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นช่องทางหนึ่งในการพูดคุยเกี่ยวกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อกระตุ้นการสนทนาเกี่ยวกับภูมิภาคนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า”

ความคิดเห็นจากผู้เขียน

อย่างที่ทราบกันคือประเทศในอาเซียนต่างพยายามแสดงออกว่าตัวเองคือเบอร์หนึ่งของภูมิภาคในด้านต่างๆ และมักมีการโต้เถียง แย่งชิง หรือประกาศตนว่าเป็นเจ้าแห่งเรื่องนี้บ้าง เรื่องนั้นบ้าง หรือพูดง่ายๆ ไม่ยอมให้มีใครเด่นกว่าตัวเอง

การจับมัดรวมวัฒนธรรมร่วมเป็นก้อนเดียวกัน อาจทำให้ผู้ที่รู้สึกไม่ได้อยากรวมเป็นชื่ออาเซียนกับประเทศเพื่อนบ้านรู้สึกอึดอัดใจที่จะถูกเหมารวม และอยากจะแยกออกมามีตัวตน หรือได้รับการพูดถึงอย่างมีตัวตนเพียงประเทศเดียวเพื่อโชว์ว่าตัวเองเหนือกว่าเพื่อนบ้านร่วมภูมิภาคอย่างไร

การโต้เถียง ฟ้องร้อง หรือการเหยียดกันเองในภูมิภาคเกิดขึ้นเป็นปกติทั้งในโลกความเป็นจริงและโลกออนไลน์ เพราะการเอาตัวเองไปจับอยู่รวมกับเพื่อนบ้านที่อาจจะพัฒนาน้อยกว่า หรือมีวัฒนธรรมที่ไม่ได้สวยงามเท่าเป็นเหมือนการลดเกรดตัวเอง อาเซียนจึงไม่ได้รู้สึกภูมิใจที่มีวัฒนธรรมร่วม เพราะแต่ละที่ก็จะเคลมว่าตัวเองคือ “ออริจินัล” ในด้านนั้น หรืออ้างว่าเป็นต้นกำเนิดแล้วโดนขโมย โดนก็อปปี้ไปนั่นเอง

แหล่งอ้างอิง
BBC

%d bloggers like this: