ECONOMIC EDITORIAL

จับตา “ฟาม มินห์ จิญ” นายกฯ เวียดนามคนใหม่ กับหน้าที่ผลักดันเศรษฐกิจเติบโต และเพิ่มศักยภาพประชากร

ที่ประชุมสมัชชาแห่งชาติเวียดนามลงมติยืนยันว่า “ฟาม มินห์ จิญ” เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา และจะดำรงตำแหน่งเป็นระยะเวลา 5 ปี

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวถือว่ามีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เนื่องจากว่าการได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีของนาบ ฟาม มินห์ จิญ นั้นเป็นครั้งแรกที่ไม่ได้มาจากการสืบทอดตำแหน่ง ซึ่งโดยปกติแล้วเวียดนามจะมีการเลือกผู้ที่จะดำรงตำแหน่งที่สูงกว่าต้องมาจากการไต่เต้า โดยตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็จะต้องมาจากการได้เป็นรองนายกรัฐมนตรีเสียก่อน ก่อนที่จะขึ้นมาสู่ตำแหน่งนายก ยกเว้นครั้งนี้ที่นายจิญ ที่ไม่ได้มาจากสายตรงในตำแหน่งรองนายกฯ มาก่อน แต่เคยดำรงตำแหน่งเป็นอดีตประธานคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ

สำนักข่าวท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่า นายจิญได้รับการเสนอชื่อเพียงผู้เดียวแบบไร้คู่แข่ง และสมาชิกสมัชชาแห่งชาติจำนวน 462 คนจาก 466 คน ซึ่งเป็นสภาตรายางของเวียดนามได้ลงมติอย่างท่วมท้นถึง 96.25% รับรองนายจิญ เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน นายเหวียน ซวน ฟุก ที่ได้รับเลือกให้ไปรับตำแหน่งประธานาธิบดี ในการลงมติที่เกิดขึ้นในวันเดียวกัน

รู้จักกับ 4 เสาหลักของรัฐบาลเวียดนาม

ตามโครงสร้างรูปแบบการเมืองการปกครองของเวียดนามจะมีความแตกต่างจากที่คนไทยคุ้นเคย เนื่องจากเวียดนามมีรูปแบบการคานอำนาจภายในที่เรียกว่า “เสาหลัก 4 ประการ” คือเลขาธิการใหญ่ที่มีอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์, ประธานาธิบดีมีบทบาทหน้าที่ด้านพิธีการเป็นส่วนใหญ่, นายกรัฐมนตรี และประธานรัฐสภาซึ่งเป็นสภานิติบัญญัติร่วมกับกรมการเมืองอีก 18 คน มีหน้าที่ในการตัดสินใจในประเด็นสำคัญและลงประทับตรายางเพื่อออกเป็นกฎหมายต่างๆ ซึ่งแต่ละคนก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน และแท็กทีมเร่งพัฒนาเวียดนามให้เป็นประเทศที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดของเอเชียในอีก 5 ปีข้างหน้า

เหวียน ฟู ทอง วัย 76 ปี เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

ผู้มีอุดมการณ์ของพรรคดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนการต่อต้านการคอรัปชั่น ซึ่งเคยปลดอดีตผู้นำที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนักธุรกิจ และมีส่วนพัวพันกับการทุจริตเป็นจำนวนมากในปี 2559 โดยเขาได้รับเลือกอีกครั้งจากคณะกรรมการของพรรคเป็นวาระที่ 3 และดำรงตำแหน่งต่อไปอีก 5 ปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นับเป็นผู้นำทางการเมืองที่ทรงอิทธิพลที่สุดของประเทศในรอบหลายทศวรรษ

เหวียน ซวน ฟุก วัย 66 ปี ประธานาธิบดีเวียดนาม

สภานิติบัญญัติแห่งชาติของเวียดนามยืนยันว่าอดีตนายกรัฐมนตรี เหงียน ซวน ฟุก จะได้รับการรับรองให้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของเวียดนามอย่างเป็นทางการในวันนี้ ซึ่งมีหน้าที่ในการเข้าร่วมในพิธีสำคัญๆ ของประเทศเป็นส่วนใหญ่ โดยนักวิเคราะห์ทางการเมืองของเวียดนามบางคนมองว่า เขาคือผู้สืบทอดอำนาจที่มีศักยภาพของ เหวียน ฟู ทอง หากผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ล้มเหลวในการดำรงตำแหน่งครบวาระที่ 3

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีช่วงปี 2559 – 2564 เหงียน ซวน ฟุก เป็นตัวแทนของรัฐบาลฮานอยบนเวทีโลกในฐานะผู้นำที่ต้องเผชิญกับข้อตกลงทางการค้ามากมายของเวียดนาม และเป็นผู้ผลักดันให้เกิดความร่วมมือแบบพหุภาคีระดับภูมิภาคในฐานะประธานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อปีที่แล้ว

วึง ดิ่น ฮุ่ย อายุ 64 ปี

นักเศรษฐศาสตร์ และอดีตรองนายกรัฐมนตรี จนถึงเมื่อไม่นานมานี้ได้เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์ฮานอย เขาได้รับการรับรองให้เป็นประธานรัฐสภาในเดือนเมษายน

บรรยากาศทางการเมืองในประเทศของเวียดนามเกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายหลากหลายประการในการรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจ การรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 และสร้างสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและวอชิงตัน

โดยจีนยืนยันว่า กำลังพยามแผ่อิทธิพลอำนาจในทะเลจีนใต้ ขณะที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ระบุว่า เวียดนามเป็น “ผู้ควบคุมค่าเงิน” ในเดือนธันวาคม เนื่องจากการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ และการแทรกแซงตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอย่างหนักเพื่อระงับมูลค่าของสกุลเงินดอง

หลายประเทศจับตาความท้าทายในการบริหารประเทศ

Ha Hoang Hop จากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ศึกษาแนวโน้มทางสังคม การเมือง และความมั่งคงทางเศรษฐกิจในสิงคโปร์ ให้ความเห็นว่า “ฟาม มินห์ จิญ ในฐานะนายกรัฐมนตรี จะเผชิญกับความท้าทายจากสถานการในทะเลจีนใต้และปัญหาภายในประเทศ รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจที่เติบโตที่รวดเร็วและยั่งยืนมากขึ้น ตลอดจนเสถียรภาพทางการเมืองและความเป็นประชาธิปไตย”

การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำปีของเวียดนามเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.0% ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาและขยายตัวอย่างโดดเด่น 2.9% ในปี 2020 แม้จะมีการระบาดของไวรัสอย่างหนักที่กระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศอื่นๆ อย่างรุนแรง

อีกทั้งเวียดนามยังเป็นประเทศนี้ได้รับการยกย่องจากทั่วโลกว่ามีการรับมือกับการแพร่ระบาดของไวรัสได้ดี เนื่องจากมีโครงการกักกันแบบรวมศูนย์และการทดสอบจำนวนมาก โดยล่าสุดมีรายงานการติดเชื้อเพียง 2,600 ราย เสียชีวิต 35 รายเท่านั้น

ซึ่งความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ยังคงมีแนวโน้มการการพัฒนาที่อยู่ในระดับสูงตามรายงานของ Nielsen บริษัทวิจัยการตลาดในลอนดอน

เวียดนามเป็นประเทศที่เป็นผู้ส่งออกสินค้ามีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อเศรษฐกิจโลก และห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ นอกจากนี้เวียดนามยังกลายเป็นพันธมิตรทางการค้าที่สำคัญของเยอรมนีและสหภาพยุโรปนับตั้งแต่ข้อตกลงการค้าเสรีสหภาพยุโรป – เวียดนาม (EVFTA) ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว

อีกทั้งฮานอยยังจัดพิธีลงนามเสมือนจริงสำหรับข้อตกลงเสรีที่ใหญ่ที่สุดในในการสร้างเขตการค้าโลกคือหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมระดับภูมิภาค (RCEP)

แผนภารกิจหลัก 5 ประการยกระดับเวียดนามก้าวกระโดด

รายงานข่าวระบุว่ารัฐบาลใหม่มีแผนที่จะลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เศรษฐกิจ และทรัพยากรมนุษย์อย่างจริงจังเพื่อให้สอดรับกับการเติบโตของประเทศที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเน้นการบริหารจัดการระดมและใช้ทรัพยากรทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อการพัฒนาประเทศ การส่งเสริมการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงกลยุทธ์ ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของประเทศและการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลบนพื้นฐานของการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทุ่มการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นทรัพยากรที่สำคัญและเป็นแรงผลักดันในการพัฒนาและสร้างประเทศ โดยเน้นปรับปรุงคุณภาพการดูแลด้านสาธารณสุข การศึกษา และการฝึกอบรม ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะคุณภาพสูงและมีความสามารถ แทนการเป็นแรงงานด้อยฝีมือที่เน้นค่าแรงถูก

และมีท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องการปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง เนื่องจากสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ที่นับวันจะมีความเข้มข้นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับคู่ขัดแย้งอย่างประเทศจีนที่พร้อมจะครอบคลุมอิทธิพลเหนือน่านน้ำแห่งข้อพิพาทนี้

นี่เป็นสิ่งที่ต้องจับตาสำหรับรัฐบาลใหม่ขอเวียดนามว่าจะพาหนึ่งในประเทศที่มีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งไปได้ถึงขนาดไหน และจะมีเรื่องเซอร์ไพรส์อะไรให้ได้ติดตามกันต่อไป

%d bloggers like this: