EDITORIAL INTERVIEWS INTERVIEWS & PEOPLE

เปิดมุมมองหญิงแกร่ง ‘ดร.ยุ้ย-เกษรา’ แห่ง “เสนาดีเวลลอปเม้นท์” กับการคิดเพื่อ…คนอื่น และทำจาก…จุดที่ยืนให้ดีที่สุด

สถานการณ์โรคระบาดที่ทุกคนต้องเผชิญ เป็นเหมือนกับอุปสรรคใหญ่ที่ทำให้ทุกภาคส่วนของสังคมต่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง การฝ่าวิกฤตที่นับว่าหนักหนาที่สุดในรอบ 100 ปี จึงเป็นทั้งการวัดฝีมือ วัดกำลังกาย กำลังใจ และมันสมองของมนุษย์ว่าจะทำอย่างไรให้ผ่านพ้นต่อไปให้ได้

หนึ่งในนักบริหารฝีมือดี ‘ดร.ยุ้ย-ผศ. ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์​’ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หญิงแกร่งแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ที่ผ่านวิกฤตมากมายนับครั้งไม่ท้วน ได้เปิดใจพูดคุยกับ ‘Open Mind by Reporter Journey‘ ถึงวิธีคิดและวิธีการในการรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ เวลานี้ได้อย่างน่าสนใจ

“พี่อาจไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นได้ เพราะพี่ไม่ได้เป็นนักการเมือง พี่ไม่ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างน้อยพี่ก็พยายามทำเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นให้ได้”

Q : วิกฤตครั้งนี้หนักหนาขนาดไหน และต้องมีกลยุทธ์รับมืออย่างไร?

A :
เรื่องนี้พี่มี Paradigm (กรอบความคิด) ที่เรียกว่า C A P คำถามว่าทำไมมีกรอบความคิด คือเมื่อเวลาเกิดวิกฤตแล้วเนี่ย คนจะมี First Response ต่อวิกฤตนี้ก็เหมือนกับการเกิดไฟไหม้ คนมักมองว่าจะใช้อะไรดับไฟเพียงเท่านั้น เราใช้ทรัพยากรทุกคนเท่าที่เรามีเพื่อไปดับไฟ แต่เราอาจลืมคิดว่าถ้าหลังดับไฟเสร็จแล้ว เราจะทำอย่างไรต่อไปในเมื่อไฟมันไหม้บ้านไปหมด แล้วเราจะมีบ้านใหม่อยู่ไหมถ้าหากว่าเราดับไฟเสร็จ มัวแต่คิดอย่างเดียว แต่ไม่ได้คิดเรื่องอื่นที่จะตามมา

ดังนั้นพี่จึงมีกรอบความคิดว่า เวลาเกิด Crisis (วิกฤต) แบบนี้ พี่จะมีกรอบความคิดที่เรียกว่า C A P

C ย่อมาจาก Cope คือการแก้ปัญหาระยะสั้น

A ย่อมาจาก Adjusting คือ เตรียมพร้อมกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

P ย่อมาจาก Positioning คือ แผนระยะยาวหลังจากวิกฤติคลี่คลายลง

คือพี่ชอบบอกทุกคนว่า วิกฤตเนี่ยเดี๋ยวมันก็มีวันจบ ดังนั้นเราต้องถามตัวเองว่าเมื่อวิกฤตจบ เราจะยืนอยู่ตรงจุดไหน และอยากจะถูกมองอย่างไร แล้วอยากจะเก่งเรื่องอะไร

เพราะถ้าเราไม่คิดแบบนี้เราก็จะใช้ทรัพยากรทั้งหมดมุ่งเอาแต่ดับไฟอย่างเดียว

แน่นอนว่าวิกตมันเกิดแล้วเราก็ต้องแก้ปัญหามัน อย่างเช่นการแก้ปัญหาระยะสั้น ทั้งคนงานติดโควิด พนักงานของเราติดโควิค Supply chain Disrupt คนงานที่มีปัญหา Demand Disrupt เพราะคนซื้อน้อยลง ความสามารถในการซื้อต่ำลง หรือแบงก์เริ่มไม่ปล่อยกู้ เรื่องพวกนี้ต้องแก้ไขหมด ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะสั้นทั้งนั้น แต่ว่าเราก็อย่าลืมจุดยืนที่เราอยากจะเป็น ซึ่งเราต้องมั่นใจว่าเราจะผ่านวิกฤตไปได้ อย่าปล่อยเวลาวิกฤตผ่านไปก่อนแล้วค่อยมานั่งคิดว่า เราอยากจะเป็นอะไร มันทำให้เราเสียเวลาโดยใช่เหตุ

แต่มันไม่ใช่แค่นั้น ทั้งหมดเราต้องคิดด้วยว่า Positioning (จุดยืน) ของเราเป็นยังไง เราสิ่งใดบ้างที่ต้องลำดับความสำคัญ อะไรบ้างที่ต้องทำ ดังนั้นว่าเสนาก็ไม่ได้ลงทุนน้อยลงเท่าไหร่ แถมยังลงทุนใกล้เคียงเดิมด้วยซ้ำ เพียงแต่ว่า Adjust (ปรับ)การลงทุน ให้เหมาะกับ Positioning ที่มันควรจะเป็น หลังจากวิกฤตจบลงแล้วมากกว่า

ดังนั้นเราจึงต้องมีกรอบความคิด ไม่เช่นนั้นเราก็มัวแต่จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าแล้วก็ลืมจุดยืนที่เราควรจะเป็นว่าเราต้องทำอะไรต่อนั่นเอง

ไม่มีคำว่าปลดพนักงานในหัว แต่ดูแลพนักงานเต็มที่ หาโรงพยาบาลและวัคซีนให้

วิกฤตคราวนี้เราต้องคิดเรื่องที่มันใหญ่กว่าตัวเอง เพราะปัญหาที่มันเกิดใหญ่กว่าการปัญหาของบริษัท ปัญหาที่มันเกิดมันหมายถึงชีวิตคน พี่รู้สึกว่าเราไม่ได้กำลังแก้เพื่อให้แค่บริษัทอยู่รอด แต่มันคือการแก้ปัญหาเพื่อมนุษยธรรม ที่พี่เชื่อว่าใครที่มาอยู่ตรงจุดที่พี่อยู่ก็คงจะต้องทำเหมือนกัน อย่างเช่นพนักงานของเราก็ต้องช่วยเต็มที่อยู่แล้ว

“พี่จะบอกกับทุกคนว่าเรื่องการ Lay Off ไม่เคยอยู่ในความคิดอยู่แล้ว”

แต่มากกว่านั้นก็คือว่าถ้าหากว่ามีพนักงานติดโควิดแล้วต้องทำยังไง ดูแลเขายังไง พี่มีแนวความคิดว่าถ้าหากพนักงานคนใดคนหนึ่งติดเชื้อ ก็เหมือนกับบริษัทติดด้วย ดังนั้นเราก็ต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างเหมือนของบริษัท เพื่อช่วยทำให้เขาหาย

เราต้องใช้ทรัพยากรของเราในการช่วยเขาเพื่อให้มีที่รักษา ได้เข้าโรงพยาบาล ทำให้เขาได้วัคซีนหรือทุกๆ อย่าง ไม่ว่าเราจะทำศูนย์พักคอย เราหาวัคซีนให้กับทุกๆ คน ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าระบบสาธารณสุขมันไม่ล้มเหลวพี่ไม่ต้องทำหรอกของพวกนี้

เอาแค่ว่าพนักงาน อยู่ในกลุ่ม N1 ซึ่งหมายถึงกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อ เราต้องปล่อยเขาอยู่บ้านร่วมกับผู้ติดเชื้อภายในครอบครัวมันจะเป็นยังไง อย่าลืมว่าทุกคนมีบ้านที่มีขนาดไม่เท่ากัน พี่ชอบถามกับน้องที่เข้ามาทำงานกับว่า ห้องน้ำที่บ้านมีกี่ห้อง ถ้าหากว่ามีห้องเดียวนั่นเท่ากับว่าทุกคนในบ้านต้องใช้ร่วมกัน ก็เข้าข่ายที่กลุ่มความเสี่ยงสูง ดังนั้นจะต้องให้แยกออกมาทันที ไม่อย่างนั้นแล้วจะติดกันทั้งบ้านแน่นอน

พี่ก็ต้องหาสถานที่เอาไว้ให้ เพราะถ้าหากว่าระบบสาธารณสุขมันดีกว่านี้พนักงานที่เป็นกลุ่ม N1 ก็จะมีที่ไปรักษาตัวได้ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ได้เป็นแบบนั้น หน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบหรือหน่วยงานรัฐไม่ได้คิดถึงขั้นที่ว่าคนที่เป็น N1 ต้องไปอยู่ที่ไหนคนที่เป็น N0 ซึ่งคือกลุ่มสัมผัสผู้ติดเชื้อต้องไปอยู่ตรงไหน โดยเฉพาะกับคนที่ไม่มีเงิน

คนที่มีเงินเขาก็อาจจะไปอยู่โรงแรม แต่คนที่ไม่มีเงินนี่สิเขาจะทำอย่างไร คนที่ในบ้านเขามีห้องน้ำห้องเดียวนั่นก็แสดงว่าเขาไม่ได้มีเงินมากมายอยู่แล้ว ฐานะทางบ้านก็คงไม่ได้ดีมากนักด้วยเช่นกัน คนพวกนี้มีสิทธิ์ติดเชื้อสูงมาก

ดังนั้นถามว่าเสนามีอะไร ยาเหรอ?…ก็ไม่มี เป็นโรงพยาบาลเหรอ…ก็ไม่ใช่? แต่ถ้าหากว่าเราคิดว่าเราไม่ใช่อะไรเลย แล้วเราไม่ทำอะไรเลยก็ได้ แต่พี่รู้สึกว่าเราไม่ควรคิดแบบนั้น เพราะวันนี้เรารู้อยู่แล้วว่ามันแย่ แล้วเราเห็นว่าเราเองทำอะไรได้บ้าง

ดังนั้นผู้ที่เป็น N1 แล้วต้องอาศัยอยู่ร่วมกับสมาชิกในบ้านที่มีความเสี่ยงติดเชื้อ เราก็เลยทำศูนย์พักคอยของเสนาขึ้นมา เพื่อพนักงานสามารถแยกออกไปอยู่ได้ ส่วนคนที่เป็น N0 ที่หาที่ไปด้วยตัวเองยังไม่ได้เลย ก็ต้องทำวอร์รูมขึ้นมาเพื่อให้คนของเราช่วยกันหาโรงพยาบาลให้

เพราะคนที่ป่วยหนักอยู่กลายเป็นกลุ่มคนที่หาโรงพยาบาลเพื่อเข้าไปรักษาเองได้ยากมากที่สุด ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งวอร์รูมเพื่อที่จะหาโรงพยาบาล เตียงรักษาให้กับผู้ที่ป่วยหนักอยู่

ถ้าเราไม่ทำแบบนั้นเราเองนี่แหละที่จะล้ม

ถ้าหากว่าพนักงานของบริษัทบอกว่า ตัวเองติดเชื้อแล้วบริษัทไม่ได้เตรียมตัวอะไรเอาไว้เลย บริษัทก็ทำอะไรไม่ถูกเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้นการตั้งวอร์รูมนี้ก็เป็นการเตรียมตัวให้กับบริษัท ซึ่งพี่ก็ยังทำไปแก้ไปนะไม่ได้ทำเป็นแต่แรก เพราะเราไม่เคยอยู่ในจุดที่จะต้องมาแก้ไขปัญหาเรื่องพวกนี้ แต่พี่คิดแค่ว่าพี่อยากช่วยก็เท่านั้น

ดังนั้นหลักการคิดของพี่ก็คือถ้าหากว่ามีพนักงานคนไหนติดนั่นเท่ากับว่าบริษัทติด เราต้องเอาทรัพยากรทั้งหมดของบริษัทช่วยกันแก้ปัญหา และเคสนี้จะจบลงก็ต่อเมื่อคนนั้นหาย ไม่ใช่จบเมื่อน้องคนนั้นได้ไปโรงพยาบาล เพราะอย่างที่รู้กันว่าในโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล ต้องรับมือกับผู้ป่วยจำนวนมากซึ่งมีจำนวนของแพทย์ไม่เพียงพอ

พี่เชื่อว่าไม่มีใครสนใจพนักงานของพี่มากกว่าตัวพี่ วอร์รูมของพี่จะต้องมีการติดต่อกับผู้ป่วยคนนั้นทุกวัน เพื่ออัพเดทอาการและสถานการณ์ เช่น อยู่โรงพยาบาลแล้วเป็นอย่างไรบ้าง หมอดูแลดีไหม ได้รับยาแล้วหรือยัง เพราะถ้าหากว่าได้รับการดูแลที่ไม่ดีเราจะได้เป็นกระบอกเสียงในการกระจายหรือบอกต่อออกไปสู่สังคมได้

โรคโควิดมันโหดร้ายมากนะ คนเยี่ยมก็ไม่ได้ อย่างที่พี่บอกไงเราต้องมีมาตรฐานของเรา ยิ่งคนที่ป่วยหนักบางทีแค่จะไลน์คุยกันยังยากเลย ดังนั้นเราถึงต้องมีมาตรการว่า ถ้า 3 วันแล้วคนๆ นี้ไม่ยอมตอบไลน์เราเลย ทั้งที่ปกติตอบเราทุกวัน ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้การละ เราต้องดำเนินการอะไรสักอย่าง เช่น ไปโรงพยาบาลเลย เพื่อไปถามให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

Q : พอได้ทำแล้ว คิดว่าได้อะไรกลับมาบ้าง?

A : พอได้ทำไปสักพักพี่เห็นเลยนะว่า มันก็มีพื้นที่ให้เราได้ช่วยเหลือเยอะแยะมากมาย ทั้งที่จริงแล้วเราอาจจะเริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่าเราช่วยอะไรใครไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เพราะเราไม่ใช่โรงพยาบาล แต่จริงๆ แล้วมีอะไรให้ช่วยได้เยอะมาก และนี่คือสิ่งที่เราทำ

อีกหนึ่งส่วนที่พี่ก็ต้องทำคือ หลังจากที่วันดีคืนดีเกิดกรณีการปิดแคมป์คนงานก่อสร้างขึ้นมา อันนี้ยอมรับเลยว่ามึนกว่าเดิมอีก เพราะว่าแคมป์ก่อสร้างมันเป็นสิ่งที่เราจะไม่ค่อยคุ้นสักเท่าไหร่ แล้วเป็นอะไรที่กะทันหันมากเพราะจู่ๆ ก็จะประกาศปิดก็ปิดเลย

อีกอย่างคนงานก่อสร้างที่ไปอยู่ในแคมป์ ก็ไม่ใช่ก็พนักงานของเรา เพราะว่าเราเป็น Developers เราไม่ใช่ผู้รับเหมา ดังนั้นคนงานเราไม่มี มันก็เลยกลายเป็นคำถามว่าเราจำเป็นต้องช่วยหรือไม่

ถ้าเราคิดแค่ว่าจำเป็นต้องช่วยไหม เพราะว่าเขาเป็นพนักงานของเราหรือเปล่า พี่คิดว่าเราไม่จำเป็นต้องทำ แต่พี่คิดในมุมกลับกันว่า แคมป์คนงานก่อสร้างที่ถูกสั่งปิดแล้วพวกเขาจะกินอะไรกัน เพราะธรรมชาติของคนงานในแคมป์ก่อสร้างที่อยู่ในเพิงสังกะสีร่วมกันและได้รับค่าแรงเป็นรายวัน ดังนั้นถ้าแคมป์คนงานถูกสั่งปิดผู้รับเหมาก็ไม่ได้ทำงานให้กับเรา แสดงว่าเราก็ไม่ได้จ่ายเงินให้กับผู้รับเหมา ผู้รับเหมาก็จะไม่จ่ายเงินให้กับคนงานแน่นอน

ถ้าผู้รับเหมาที่เป็นบริษัทใหญ่หน่อยก็อาจจะทนได้ แต่ที่เป็นรายเล็กๆ อันนี้สิแย่ แล้วการที่ไม่ได้จ่ายเงินให้กับคนงานคำถามก็คือแล้วเขาจะกินอะไร ดังนั้นถึงแม้ว่าคนงานในแคมป์จะไม่ใช่พนักงานของบริษัทพี่ก็คิดมองข้ามช็อตไปที่ว่า เราสามารถช่วยอะไรได้บ้างจากจุดที่เรายืนที่เรามองเห็น

คนงานที่แม้ไม่ได้อยู่ในฐานะพนักงานของเรา แต่อยู่ใน Supply Chain ของธุรกิจเรานับพันๆ คน ที่ไม่ได้ค่าแรง แล้วต้องอยู่แต่ในแคมป์ที่ออกไปไหนไม่ได้ มันคือชีวิตของคนหลายคนในนั้น ทั้งเด็กแรกเกิด ทั้งคนแก่ ทั้งคนท้อง

พี่จึงตัดสินใจช่วยเท่าที่พี่ช่วยได้และคิดออก ไม่ว่าจะเป็นการส่งอาหารไปให้ที่นับว่าเป็นเรื่องพื้นฐานเลย มีถุงยังชีพสำหรับเด็กที่มีนมเด็กในนั้น

อีกอย่างคือพี่ลงพื้นที่เองพี่จะได้รับรู้ปัญหาด้วยตัวเอง เช่น หลายคนต้องการยาแก้ท้องเสีย เพราะว่าเรื่องของสุขอนามัยและอาหารการกินที่ไม่ค่อยจะดีภายในแคมป์ ดังนั้นถ้าไม่ลงพื้นที่จะไม่รู้เลยเพราะไม่มีใครมาบอก

ซึ่งสุดท้ายแล้วพี่เลยตัดสินใจว่า บริษัทซื้อวัคซีนฉีดให้กับทุกคนเลย แม้จะไม่ใช้คนงานเรา แต่มันก็คือหนึ่งในห่วงโซ่ทางธุรกิจของเราเช่นกัน

ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่หน้าที่ของบริษัท เพราะประชาชนทุกคนควรได้รับการจัดสรรวัคซีนตามรัฐธรรมนูญ แต่พี่คิดว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะต้องมานั่งถามหา มานั่งด่ากัน พี่มีหน้าที่แค่พี่ต้องลงมือทำ ทำอะไรสักอย่างหนึ่งเพื่อให้มันดีขึ้น

“พี่อาจไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นได้เพราะพี่ไม่ได้เป็นนักการเมือง พี่ไม่ได้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ในรัสภาผู้แทนราษฎร แต่อย่างน้อยพี่ก็พยายามทำเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้นให้ได้”

Q : การเป็นผู้หญิงในธุรกิจอสังหาที่เหมือนสนามรบของผู้ชาย มันยากหรือง่ายอย่างไร?

A : สำหรับพี่แล้วพี่ไม่ได้คิดเรื่องนั้นเท่าไหร่ พี่คิดว่าไม่มีประโยชน์ที่จะต้องมานั่งคิดว่า การเป็นผู้หญิงแล้วยังไง ในการที่จะเข้ามาเป็นผู้บริหารในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

คือจริงๆ มันก็มีแหละบางคนที่เขาอาจจะคิดว่าเราไม่เหมาะสม ไม่เก่ง หรือจะสู้ผู้ชายไม่ได้ หรือบางคนพูดดังๆ ให้พี่ได้ยินเลยด้วยซ้ำว่าเดี๋ยวไว้พอท้องขึ้นมาก็ต้องเลิก แต่พี่ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะเอาเวลาไปเถียง เราก็แค่พิสูจน์ตัวเองมาตลอดแล้วเราก็รู้ว่าเรายังทำได้

พี่ไม่ได้รู้สึกเลยว่าผู้หญิงจะต้องทำอะไรได้หรือทำอะไรไม่ได้ แต่เราเลือกที่ว่าเราจะชอบบางอย่างหรือไม่ชอบบางอย่างได้ เช่น ผู้หญิงอาจจะเหมาะกับอาชีพพยาบาลมากกว่าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ชายจะทำไม่ได้ แต่ผู้หญิงอาจจะมีความละเอียดอ่อนมากกว่า มือนิ่มมากกว่า ดังนั้นพี่ก็เลยคิดว่ามันอยู่ที่ว่าเราอยากจะทำอะไรมากกว่า ไม่ใช่ว่าเกิดมาเป็นเพศไหนมากกว่า

Q : แต่การเป็นผู้หญิงมีส่วนทำให้เราคิดละเอียดมากกว่าหรือเปล่า?

A : พี่คิดว่ามีส่วนนะ ผู้หญิงจะละเอียดมากกว่าซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ไม่ดี ความละเอียดก็เป็นข้อดีของการทำสินค้าประเภทที่อยู่อาศัย เช่นของบริษัทเสนาฯ ก็มีสินค้าที่เรียกว่า “Made From Her” เพื่อสะท้อนว่า เราคิดละเอียดแบบผู้หญิงเราเลยสะท้อนความใส่ใจ ก็เลยทำให้เราทำสินค้าได้ต่างจากคนอื่น

สินค้าประเภทบ้านมันอาจจะไม่สามารถแตกต่างกันได้มากในเรื่องของตัวสินค้าในภาพรวม เพราะมันก็ใช้ของที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ใช่วัสดุประเภทเดียวกัน แต่มันจะมีความต่างซ่อนอยู่ภายในที่เรียกว่า “Collective of Small idea” เช่น บันไดของเราเดินขึ้นเดินลงได้ง่ายกว่า นุ่มนวลกว่า ความตั้งความชันเราดีกว่า การเข้าห้องน้ำที่มีธรณีประตูที่ไม่สูงเกินไปทำให้เดินไม่สะดุด สิ่งเหล่านี้เป็น Small idea ทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้เมื่อรวมกันมันทำให้กลายเป็นความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ที่ถูกคิดขึ้นมาโดยความละเอียดอ่อนนั่นเอง

Q : ผ่านวิกฤตต่างๆ มาหลายครั้งจนมาเจอวิกฤตคราวนี้ คิดว่ามันให้บทเรียนอย่างไร?

A : พี่เปรียบเทียบวิกฤตคราวนี้คล้ายกับตอนน้ำท่วมเมื่อปี 2554 แม้มันจะเทียบไม่ได้ในเชิงความเสียหาย แต่มันคล้ายกันตรงที้มันเกิดความเสียหายทั้งในเชิงเศรษฐกิจและกายภาพด้วย

อย่างเช่นในตอนน้ำท่วม บ้านก็ขายไม่ได้ ธุรกิจก็ทำงานไม่ได้ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจด้วยไหม?…ก็นิดๆ เหมือนกัน แต่ในมุมของผลกระทบต่อกายภาพก็คือ พอน้ำท่วมคนก็อยู่บ้านไม่ได้ และมีคนออกจากบ้านไม่ได้ด้วย เราเคยได้ยินคนติดอยู่ในบ้านเสียชีวิต ซึ่งมันก็คล้ายๆ กับวิกฤติคราวนี้ แต่เปลี่ยนจากเป็นโรคระบาดที่มาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจ

ถ้าเป็นเรื่องของวิกฤตเศรษฐกิจอย่างเดียวเราก็จะเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นวิกฤตต้มยำกุ้งหรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งสิ่งเหล่านั้นสะท้อนต่อภาพรวมกำลังซื้อของประชาชนที่ลดลง สะท้อนไปถึงปัญหากำลังจับจ่าย เงินในกระเป๋าลดลงกระทบต่อตลาดหุ้น กระทบต่อเสถียรภาพทางการเงินของผู้คน แต่ทุกสิ่งล้วนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้แต่เรารู้สึกเพราะมันกระทบกับคุณภาพชีวิต

มาร์ค”พ้นผิดร่วมทำน้ำท่วมใหญ่ปี 54 สยามรัฐ

แต่วิกฤตคราวนี้ที่มันมาพร้อมกันทั้งวิกฤตด้านเศรษฐกิจและวิกฤตทางกายภาพ ซึ่งในส่วนของกายภาพนั้นมันคือการเปลี่ยนแปลงไปของสภาพสังคม เช่น คนเป็นโรคระบาดมากขึ้นเกิดคนป่วยไม่สามารถที่จะใช้ชีวิตได้ตามปกติ มีเคอร์ฟิว คนต้องสวมหน้ากาก ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้มองเห็นได้และจับต้องได้นั่นเอง

วิกฤตเศรษฐกิจอาจจะใช้กระบวนการทางความคิดนั่งอยู่ในห้องแล้วแก้ไขปัญหาเพื่อที่จะกำหนดออกมาเป็นนโยบายหรืออะไรก็ตามก็อาจจะทำได้ แต่วิกฤตที่เป็นการเกิดกับระดับกายภาพมันจะต้องลงพื้นที่เพื่อที่จะไปแก้ไขปัญหาไปมองเห็นอย่างชัดเจน เพราะถ้าหากว่าเราไม่ลงไปแก้ปัญหาหรือมองเห็นปัญหา เราจะแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยเพราะมันเกิดในระดับท้องที่

ตอนวิกฤตน้ำท่วมพี่มองว่า พี่แก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ช่วยอะไรได้บ้าง เพราะเราไม่ได้เป็นทหารที่ตอนนั้นทหารเป็นเหมือนกับฮีโร่ที่เข้าไปช่วยผู้คน ไม่ได้มีเรือ ไม่ได้มีรถขนาดใหญ่ ไม่ได้มีเครื่องมือ ซึ่งก็เหมือนกับคราวนี้ที่มันเป็นวิกฤตด้านสาธารณสุข พี่ไม่ได้เป็นหมอ บริษัทของพี่ไม่ใช่โรงพยาบาล พี่เคยนั่งคิดว่าแล้วพี่จะทำอะไรได้

แต่พอได้ลงมือทำแล้ว พี่รู้เลยว่าเราทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิดเยอะ ยกตัวอย่างเช่นตอนที่น้ำท่วมหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือหมู่บ้านแถวชานเมืองปทุมธานี เวลาที่น้ำมันท่วมสูงขนาดมิดหัว แน่นอนว่ามันท่วมป้ายซอย ท่วมป้ายบ้านเลขที่ทั้งหมด เวลาที่มีคนแจ้งเข้ามาว่าติดอยู่ในบ้านเลขที่นี้ แล้วที่นั้นมันไม่สามารถที่จะรู้ได้เลยว่าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่ตรงไหนในหมู่บ้าน

เวลาที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปให้การช่วยเหลือหรือว่าเอาอาหารเข้าไปให้ เขาก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปได้ถูกหลัง เพราะเจ้าหน้าที่ไม่รู้ แต่เจ้าของหมู่บ้านแบบพี่รู้ เพราะว่าทุกหมู่บ้านมีแผนผัง มีแปลนของหมู่บ้านอยู่ ฉะนั้นเจ้าของหมู่บ้าน เจ้าของโครงการจะรู้เลยว่าบ้านหลังที่ได้ขอความช่วยเหลือเข้ามานั้นตั้งอยู่ตรงไหนนั่นเอง

หรือแม้แต่เรื่องของอาหารบริจาคที่ในเวลานั้นสถานีโทรทัศน์หลายแห่งได้มีการทำอาหารกล่องเพื่อแจกจ่ายนำไปส่งยังผู้ประสบภัยที่อยู่ในพื้นที่ แต่กว่าที่อาหารที่ทำไว้ตั้งแต่เช้ามืดกว่าจะถูกลำเลียงไปถึงพื้นที่มันก็บ่ายแล้วมันก็เสีย พี่ก็เลยใช้วิธีการไปเช่ารถคันใหญ่ๆ ไปรับอาหารที่สถานีโทรทัศน์แห่งเองเลยแล้วนำไปส่งยังจุดที่เป็นหน้างาน เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำไปกระจายต่อยังบ้านที่รอรับอาหารนั่นเอง

เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่ลงพื้นที่เนี่ยเราจะไม่รู้เลยว่าเราทำอะไรได้บ้างถ้าเราก็จะนั่งคิดอยู่อย่างเดียวว่าเราไม่ใช่หน่วยงานนั้น เราไม่ใช่กระทรวงนี้ เราทำอะไรไม่ได้หรอก แต่จริงๆ เราทำได้มากเยอะแยะมากมาย ถ้าไม่ลองก็ไม่รู้

Q : แผนการพัฒนาโครงการในระยะหลังจากนี้ของเสนาเป็นอย่างไร?

A : สำหรับแผนการพัฒนาโครงการในปีนี้ เสนาฯ เน้นพัฒนาคอนโดมิเนียมราคาเริ่มต้นต่ำกว่า 1 ล้านบาท เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่เป็นบ้านหลังแรกและสามารถซื้อบ้านได้ในอัตราการผ่อนต่อเดือนใกล้เคียงกับอัตราค่าเช่าปัจจุบัน

“เสนา คิทท์” เป็นหนึ่งใน brand product ของเสนาที่ขับเคลื่อนแผนธุรกิจในปีนี้ เศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลอย่างมากกับกำลังซื้อ เรามั่นใจว่ามีดีมานด์ซื้อที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนที่มีรายได้จำกัด โฟกัสที่รายได้ต่ำกว่าเดือนละ 2 หมื่นบาท ส่วนใหญ่เป็น first jobber ทำยังไงตอบโจทย์ลูกค้ากลุ่มนี้ได้

เราศึกษาคอนซูเมอร์อินไซต์ของลูกค้าพบว่าเขาต้องการพักใกล้แหล่งงานเพื่อลดค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ราคาไม่แพงจับต้องได้ แน่นอนว่ากำลังซื้อเอื้อมไม่ถึงสินค้าทาวน์เฮาส์ คอนโดฯ ต่ำล้านจึงตอบโจทย์ได้ตรงจุด เป็นที่มาของคอนเซ็ปต์พัฒนาโครงการที่เราบอกว่า เสนา คิทท์ คอนโดฯของคนช่างคิด อยู่ใกล้แหล่งงาน เงินผ่อนงวดแบงก์เท่ากับจ่ายค่าหอพักอพาร์ตเมนต์

อย่าง เสนา คิทท์ ฉลองกรุง-ลาดกระบัง อยู่หน้านิคมอุตสาหกรรมเลย จุดขายของทำเลทำให้จัดกิจกรรมการตลาดกระตุ้นได้ไม่ยากเพราะแหล่งงานแหล่งเดียวรวมตัวกัน ตราบใดที่คนยังเดินทางมาทำงานที่นิคมอุตฯ ลาดกระบังก็ต้องเห็นโครงการเรา ตามแผนเปิดตัวราคาห้องละ 8-9 แสนบาท

คอนโดฯต่ำล้านหรือราคา 8-9 แสนคำนวณรายได้คนซื้อตก 1-2 หมื่น/เดือน จริง ๆ แล้วพี่ชอบโยนคำถามกับทุกคนเสมอว่า ไม่ว่าออฟฟิศที่สาทร ออฟฟิศที่สีลม หรือออฟฟิศที่สยาม ซึ่งราคาแพงที่สุดในประเทศ ในออฟฟิศหนึ่งมีคนเงินเดือน 2 หมื่นอยู่เสมอแหละ แสดงว่าคนเหล่านั้นถ้าจะซื้อที่อยู่อาศัยก็ซื้อได้ที่ราคาไม่เกินล้าน

เพียงแต่ว่าดีเวลอปเปอร์ไม่สามารถทำที่อยู่อาศัยในสีลมได้ในราคาแบบนั้น ดีเวลอปเปอร์ก็ต้องทำที่อยู่อาศัยในย่านที่ทำได้ เป็น supply-side limited มากกว่า คือต้องยอมออกมาไกลเมืองนิดหนึ่ง แต่ก็ต้องเดินทางสะดวกใช้ได้นะ ขณะเดียวกัน ปกติแล้วถ้าเราเงินเดือน 1-2 หมื่นแล้วทำงานแถวสาทรหรือในเมืองเราจะซื้อบ้านยากมากเลย หรือซื้อคอนโดฯต่ำล้านก็ซื้อยาก เสนาฯทำคอนโดฯอยู่ลาดกระบังเพราะทำเลชานเมืองถึงทำต่ำล้านได้เพราะต้นทุน (ที่ดิน) ทำได้ โจทย์เพิ่มเรื่องใกล้แหล่งงานด้วย ก็เลย end up เป็นทำเลใกล้นิคมอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ภาพรวมตลาดที่อยู่อาศัยในปีนี้ยังต้องกังวลเรื่องการปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่างๆ และการปล่อยกู้ที่ยากขึ้น ในส่วนของเสนาฯ พยายามใกล้ชิดกับลูกค้ามากขึ้น เข้าใจสถานะการเงินลูกค้า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ยังมีกำลังซื้อ

ติดตาม Reporter Journey ได้ทุกช่องทางที่
Website : reporter-journey.com
Blockdit : blockdit.com/reporterjourney
Facebook : Reporter Journey
Tiktok : tiktok.com/@reporterjourney
IG : instagram.com/richart_journey 

%d bloggers like this: