เดินหน้าติดตั้งสถานีชาร์จ EV ทั่วประเทศ ภายในปี 2030 ส.อ.ท. เชื่อ EV ไทยเริ่มเห็นความชัดเจน

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า สนพ. ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ จัดทำแผนการพัฒนาสถานีประจุแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อรองรับเป้าหมายการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ โดยมีทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคขนส่งและผู้ให้บริการอัดประจุ EV หน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ไฟฟ้า และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เพื่อหารือตามมติของคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติที่ได้มีการออกแนวทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

โดยนโยบายของรัฐบาลได้กำหนดเป้าหมายการผลิตและการใช้ ZEV (Zero Emission Vehicle) และกำหนดเป้าหมายการส่งเสริมสถานีอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะแบบ Fast charge จำนวน 12,000 หัวจ่าย และสถานีสับเปลี่ยนแบตเตอรี่สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าจำนวน 1,450 สถานี ภายในปี ค.ศ. 2030 หรือ พ.ศ. 2573

ซึ่งมีหลักการและแนวคิดในการศึกษาตำแหน่งที่ตั้งและจำนวนเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะสมสำหรับแผนพัฒนาสถานีอัดประจุสาธารณะต้องเข้าถึงง่าย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้สูง และต้องมีต้นทุนที่เหมาะสม เช่น ที่ดิน และค่าไฟฟ้า เป็นต้น รวมถึงความต้องการกำลังไฟฟ้า การกระจายตัวของเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าให้ครอบคลุม และพัฒนาระบบในการหาตำแหน่งที่เหมาะสมเพื่อตั้งสถานีอัดประจุรวมถึงจำนวนหัวจ่าย

ผลการศึกษาตำแหน่งที่ตั้งและจำนวนเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าแบบ Fast Charge ที่เหมาะสม สำหรับแผนพัฒนาสถานีอัดประจุสาธารณะในปี 2030 พบว่าควรมีสถานีรวมจำนวน 567 แห่ง และมีเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้ารวม จำนวน 13,251 เครื่อง โดยแบ่งเป็นสถานีอัดประจุสาธารณะในเขตพื้นที่หัวเมืองใหญ่ จำนวน 505 แห่ง เครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 8,227 เครื่อง และสถานีอัดประจุสาธารณะเขตพื้นที่ทางหลวง (Highway) จำนวน 62 แห่ง เครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้า จำนวน 5,024 เครื่อง

ส่วนแผนจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ในทางธุรกิจบริการสถานีอัดประจุนั้น ถือเป็นธุรกิจที่ต้องใช้ต้นทุนสูง มีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาการคืนทุน ต้องมีการเสนอแนวทางการสนับสนุนในช่วง 2 ปีแรก ได้แก่ การอุดหนุนค่าเครื่องอัดประจุ รวมถึงอาจจะมีการขยายระยะเวลาของการปรับใช้อัตราค่าไฟฟ้าแบบ Low Priority จัดสรรพื้นที่สำหรับสร้างสถานีอัดประจุ เพื่อเตรียมความพร้อมด้านระบบไฟฟ้าในพื้นที่

ขณะที่นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยบอกว่า ปี 2565 กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ส.อ.ท.ได้ตั้งเป้าหมายการผลิตรถยนต์ในประเทศไว้ 1.8 ล้านคันและคาดว่าไม่เกิน 2 ปีจะก้าวไปสู่ระดับ 2,000,000 คัน จากมาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า ที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปเมื่อ 15 ก.พ.ที่ผ่านมา ในการส่งเสริมการใช้รถอีวี 3 ประเภท ได้แก่ รถยนต์ รถจักรยานยนต์และรถกระบะ พร้อมประเมินว่าตลาดยานยนต์ไฟฟ้า EV จะเติบโตขึ้นต่อเนื่องอย่างชัดเจนในปลายไตรมาส 3-4 ปีนี้ และคาดว่าจะเกิดการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงปี 2567-68 เมื่อมีการตัดสินใจการผลิตในประเทศอย่างเป็นระบบซึ่งก็เป็นไปตามแนวทางที่รัฐบาลวางไว้ที่จูงใจการนำเข้ามาทำตลาดในระยะแรกเพื่อเป็นเงื่อนไขในการนำไปสู่การผลิตภายในประเทศ

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า