300 ดอลลาร์/บาร์เรล แน่ถ้าแบนน้ำมันรัสเซีย รมว.ต่างประเทศหมีขาวขู่ อยากแบนนักก็ตามใจ

สถานการณ์ระหว่างยูเครน รัสเซีย และประเทศต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการสร้างความปั่นป่วนของโลกใบนี้ ณ เวลานี้ กลายเป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลให้อัปเดตแทบตลอดเวลา และสิ่งที่เกิดขึ้นจากผู้มีอำนาจในมือไม่กี่คนบนโลก กำลังส่งผลกระทบต่อคนนับพันล้านคนในด้านต่างๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ถือว่าได้รับผลกระทบเต็มๆ จากสถานการณ์ความรุนแรงในยุโรปตะวันออก ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งทะยานทุกวันต่อเนื่องไม่หยุด และมีการคาดการณ์ออกมาจากนักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์ว่า ถ้าสถานการณ์ยังรุนแรงยืดเยื้อไปเรื่อยๆ คงได้เห็นราคาน้ำมันแพงสุดนับตั้งแต่ที่มนุษยชาติได้ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลงกันอย่างนแน่นอน ซึ่งมองไปถึง 200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลกันไว้แล้ว

แต่ความเคลื่อนไหวที่เป็นเหมือนการซ้ำเติมราคาน้ำมันคือ ความพยายามของชาติตะวันตกที่นำโดยสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ที่ออกมาขู่ว่าจะมีการระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย

โดย แอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า คณะบริหารของประธานาธิบดีโจ ไบเดนพร้อมที่จะออกมาตรการคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย แม้จะไม่ได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรในยุโรปก็ตาม

ท่าทีของสหรัฐฯ ในครั้งนี้ส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบเมื่อคืนที่ผ่านมาให้พุ่งทะยานสู้ระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี พร้อมกับการสวนกลับของทางรัสเซียหากว่าจะมีการแบนน้ำมันของหมีขาวจริงๆ ก็เตรียมรับผลกระทบน้ำมันแพงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเอาไว้ได้เลย

อเล็กซานเดอร์ โนวัค รองนายกรัฐมนตรีรัสเซียกล่าวในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์ของรัฐบาลเครมลินว่า ความพยายามปฏิเสธการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายในตลาดโลก

“การเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันไม่อาจคาดการณ์ได้ ที่แน่ๆ อาจพุ่งไปถึง 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือไม่ก็มากกว่านั้น”

โนวัคเสริมว่า มันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะหาน้ำมันจากแหล่งอื่นมาแทนที่น้ำมันรัสเซียอย่างรวดเร็วในตลาดยุโรป

“จะใช้เวลามากกว่า 1 ปี และจะมีราคาแพงกว่ามากสำหรับผู้บริโภคชาวยุโรป”

“นักการเมืองยุโรปควรเตือนพลเมืองของตนอย่างตรงไปตรงมา ถึงสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ เพราะราคาที่ปั๊มน้ำมัน ค่าไฟฟ้า จะพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนเดือดร้อนจนผู้บริโภคเดือดร้อนไปทั้ว”

“ถ้าคุณต้องการปฏิเสธการจัดหาพลังงานจากรัสเซียก็ไม่เป็นไร เราพร้อมแล้ว เรารู้ว่าเราจะเปลี่ยนเส้นส่งออกน้ำมันไปที่ใดแทน”

โนวัคกล่าวว่า รัสเซียซึ่งส่งออกก๊าซธรรมชาติเป็น 40% ของยุโรปกำลังปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างเต็มที่ แต่จะอยู่ในสิทธิทั้งหมดในการตอบโต้สหภาพยุโรปหลังจากที่เยอรมนีระงับการรับรองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 เมื่อเดือนที่แล้ว

“การสั่งระงับโครงการ Nord Stream 2 นั้นเรามีสิทธิ์ทุกประการในการตัดสินใจที่ตรงกัน และก็สามารถตอบโต้โดยกำหนดให้มีการระงับการก๊าซธรรมชาติผ่านท่อส่ง Nord Stream 1 ได้เหมือนกัน”

“จนถึงตอนนี้ เรายังไม่ได้ตัดสินใจเช่นนี้ แต่นักการเมืองยุโรปที่มีถ้อยแถลงและข้อกล่าวหาต่อรัสเซีย กำลังผลักดันให้เราไปสู่การทำแบบนั้น”

อย่างที่ทราบกันคือ รัสเซียเป็นผู้ผลิตและส่งออกพลังงานรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก และยุโปรต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียมากที่สุดในสัดส่วนเกือบครึ่งหนึ่งของความต้องการใช้ทั้งทวีป

ท่าทีล่าสุดในการประชุมของบรรดาผู้นำชาติอียูที่จะจัดขึ้น ณ พระราชวังแวร์ซาย ประเทศฝรั่งเศส ร่างแถลงการณ์ระบุว่าจะมีพูดคุยถึงการลดการพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียเข้าเป็นวาระการประชุมเร่งด่วนอีกด้วย

“เราเห็นชอบกันว่าจะลดพึ่งพาการนำเข้าก๊าซ น้ำมัน และถ่านหินของรัสเซีย”

แต่มันอาจไม่ง่ายดายเหมือนปากพูดนัก และคงต้องใช้เวลาอีกนานนับปีกว่าจะทำได้ เพราะยุโรปนำเข้าก๊าซ 45% น้ำมันประมาณ 1 ใน 3 และถ่านหินเกือบครึ่งหนึ่งจากรัสเซีย กรณีดังกล่าวทำให้ยุโรปเผชิญความเสี่ยง หากรัสเซียตัดสินใจตอบโต้ด้วยการปิดวาล์วจำกัดการส่งออกทันที

และไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชาติสมาชิกในสหภาพยุโรปเท่านั้น แต่จะกระทบถึงห่วงโซ่อุปทานราคาน้ำมันทั้งหมดในตลาดโลกให้ปรับตัวสูงขึ้นแบบถ้วนหน้า รวมทั้งราคาน้ำมันในประเทศไทยที่ล่าสุดก็ปรับขึ้นรายวัน

โดยวันนี้ ปตท. และบางจาก ก็ปรับขึ้นราคาอีก 60 สตางค์ต่อลิตรในกลุ่มเบนซิน ขณะที่เชลล์ ปรับราคาขึ้นรวดเดียว 2 บาท ส่งผลให้ราคาหน้าปั้มในกลุ่มแก๊สโซฮอล์ทะลุ 40 บาทต่อลิตรทั้งหมดเป็นที่เรียบร้อย แม้แต่น้ำมันดีเซลก็ไม่อาจคงราคาที่ระดับไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรได้อีกต่อไป

สิ่งที่จะตามมาคือ เงินเฟ้อจะเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยอัตราเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ อยู่ที่ 104.10 สูงขึ้น 1.06 เปอร์เซ็นต์ จากเดือนมกราคม และปรับเพิ่มขึ้น 5.28% เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นอัตราสูงสุดในรอบ 13 ปี ตั้งแต่ปี 2551

ส่วนในเดือนมีนาคมนี้โน้มเงินเฟ้อ คาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามราคาพลังงานที่ยังสูงอยู่ รวมทั้งค่าไฟฟ้า ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตสินค้าและอาหารเพื่อการอุปโภคบริโภค ก็จะสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ผลกระทบสุดท้ายจะตกอยู่ที่ประชาชนทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สำหรับประเทศไทย ที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก ตัวเลขจาก กรมธุรกิจพลังงาน รายงานว่า สถานการณ์การใช้พลังงานเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย 1,015,944 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 9.9%

โดยการนำเข้าน้ำมันดิบเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 926,590 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้น 2.6% ในจำนวนนี้พบว่าเป็นการนำเข้าจากรัสเซีย 1.2% แต่ปี 2564 นำเข้าน้ำมันดิบจากรัสเซีย 3.3% มูลค่าการนำเข้าเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 81,810 ล้านบาท/เดือน 77.5%

ส่วนการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป เบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG เพิ่มขึ้น 89,353 บาร์เรล/วัน คิดเป็นมูลค่าการนำเข้า 7,468 ล้านบาท/เดือน

ขณะที่การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป ลดลงอยู่ที่ 150,897 บาร์เรล/วัน ลดลง 0.8% คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 14,575 ล้านบาท/เดือน เพิ่มขึ้น 74% มูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นนี้เป็นผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นในเดือนมกราคม 2565

ภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยต่อวันเดือนมกราคม 2565 เพิ่มขึ้น 20.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า