การขอให้ซาอุฯ ปล่อยน้ำมันเพิ่มอาจไม่ง่าย เมื่อ ‘โจ ไบเดน’ ไม่เคยมอง ‘เจ้าชายบิน ซัลมาน’ เป็นมิตร

การประกาศแบนน้ำมันของรัสเซียส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอย่างมากในช่วงไม่กี่วันผ่านมา ซึ่งกระทบไปถึงราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าปั้มให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก จนส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนสินค้า รวมทั้งค่าครองชีพของพลเมืองในหลายประเทศที่จำเป็นต้องซื้อน้ำมันจากผู้ส่งออกรายใหญ่

แม้จะมีข่าวออกมาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่าทางสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ ยูเออีจะให้คำมั่นผ่านทาง ‘นายยูซุฟ อัล โอไตบา’ เอกอัครราชทูตยูเออีประจำสหรัฐฯ ว่า ยูเออีเห็นชอบที่จะเพิ่มกำลังการผลิต และจะเจรจาให้สมาชิกโอเปกประเทศอื่นเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นด้วยโดยเฉพาะซาอุดิอาระเบีย ทำให้ราคาน้ำมันดิบในทุกตลาดสำคัญทั่วโลกปรับลดลงแรงก็ตาม แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะไปปรับเพิ่มขึ้นไปอีกครั้ง เนื่องจากซาอุดิอาระเบีย ผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโอเปกยังคงนิ่งเฉยต่อเรื่องดังกล่าว

อาการ “หูทวนลม” ของซาอุฯ นั้น นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมองว่า นี่เป็นการสงสัญญาณเมินใส่สหรัฐฯ อย่างเห็นได้ชัด เพราะการที่ ‘มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน’ ซึ่งเป็นรัชทายาทของราชวงศซาอุฯ ไม่ยอมรับสายโทรศัพท์ตรงจาก ‘โจ ไบเดน’ คงเป็นเพราะความไม่พอพระทัยที่ผู้นำสหรัฐฯ เคยด่าซาอุฯ ว่าเป็น “ประเทศนอกคอก” เพราะเชื่อว่ามีส่วนสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในเยเมน สมัยที่เขาหาเสียงเลือกตั้งชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

Biden vowed to hold MBS accountable. Now he's being accused of letting him  get away with murder - CNN

ไม่เพียงเท่านั้นไบเดน และสำนักข่าวกรองกลาง หรือ ซีไอเอ เคยกล่าวหาองค์รัชทยาทว่า เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการสังหาร ‘จามาล คาช็อกกี’ ผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ของ ‘วอชิงตันโพสต์’ อีกด้วย
รวมทั้งการที่พระองค์จะฟื้นความสัมพันธ์กับประเทศอิหร่าน ที่เคยแตกหักกันไปเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งอิหร่านก็เป็นศัตรูของสหรัฐฯ โดยเฉพาะการโจมตีเรื่องการพัฒนาแร่ยูเรเนียมเพื่อเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ การที่ซาอุฯ จะไปสร้างความสัมพันธ์กับประเทศที่สหรัฐฯ ไม่ได้มองว่าเป็นมิตรนั้น เหมือนเป็นการแปรพักตร์ไปเข้าหาอีกฝ่าย

ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ที่เสื่อมทรามลงของทั้งสองประเทศ ที่นับตั้งแต่ไบเดนเข้ามารับตำแหน่ง ไม่เคยมีการเดินทางเยือนซาอุฯ เลยแม้แต่ครั้งเดียว และยังลดตำแหน่งขององค์รัชทายาทหากจะต้องมีการกล่าวถึง หรือติดต่อกันในระดับผู้นำต่อผู้นำ เหลือเพียงแค่ตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งๆ โดยตำแหน่งตามกฎหมายแล้วพระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองประเทศในนามของรัฐบาลอุดีอาระเบีย  รับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีของประเทศ และเป็นประธานสภากิจการฝ่ายเศรษฐกิจและพัฒนาอีกด้วย

หน่วยข่าวกรองสหรัฐ เผย มกุฎราชกุมารซาอุฯ เป็นผู้อนุมัติปฏิบัติการฆ่าโหด " คาช็อกกี"
‘จามาล คาช็อกกี’ ผู้สื่อข่าวและคอลัมนิสต์ของ ‘วอชิงตันโพสต์’

ในเมื่อเป็นแบบนี้ก็คงไม่ใช้เรื่องแปลกใจเลยที่ซาอุฯ มีท่าทีเมินใส่ไบเดน เพราะก็ไปกล่าวหาหรือไม่ให้เกรียติเอาไว้ขนาดนี้หากย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ของผู้นำสหรัฐฯ คนก่อนหน้ากับผู้ปกครองประเทศซาอุฯ ต่างมีการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ และมีความพยายามกระชับฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ประธานาธิบดีบารัค โอบามา เดินทางเยือนซาอุดิอาระเบียบ่อยกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนก่อนๆ รวมทั้ง 4 ครั้ง แต่ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้ราบรื่นนักจากสงครามในเยเมนและซีเรีย เช่นเดียวกับความแตกต่างเกี่ยวกับวิธีการจัดการกับอิหร่าน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และคุยอวดเรื่องการขายอาวุธให้ซาอุฯ อีกทั้งยังาตั้งคำถามเกี่ยวกับข้อกล่าวหาของซีไอเออีกด้วยที่ระบุว่า องค์รัชทายาทมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรมนายคาช็อกกี และปฏิเสธที่จะประณามเขาอย่างท้าทาย โดยทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบน Twitter ว่า “บางทีเขาอาจจะทำและบางทีเขาอาจจะไม่ได้!”

Opinion | How Biden Will End the Trump Sugar High for Israel and Saudi  Arabia- POLITICO

ขณะที่ทางด้านขององค์รัชทายาทเองก็ไม่ได้ใส่พระทัยมากับท่าทีของไบเดน อีกทั้งยังเคยกล่าวถึงการที่สหรัฐฯ คว่ำบาตรน้ำมันรัสเซียด้วยว่า “เราไม่มีจำเป็นต้องฟังคุณอเมริกา และซาอุฯ เองก็ไปทางเลือกอื่นเหมือนกัน”

คงเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายอย่างแน่นอนที่จะทำให้ซาอุฯ ยอมปล่อยน้ำมันออกมาเพิ่มขึ้น เพราะการที่น้ำมันแพงนั้น กลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกรายใหญ่ คือผู้ได้ประโยชน์ในราคานี้ เว้นเสียแต่ว่ายูเออีจะไปเกลี้ยกล่อมซาอุฯ ได้ซึ่งก็อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย

แม้ว่าสหรัฐฯ จะมีการปล่อยนำมันดิบสำรองออกมาถึง 30 ล้านบาร์เรลก็ตาม รวมทั้งการที่ให้เวเนซุเอลา ซึ่งก็เป็นอีกประเทศที่เคยไปทำเรื่องแสบเอาไว้จนประเทศนี้เกือบล่มสลาย ให้ผลิตน้ำมันป้อนสู่ตลาดอเมริกาและตลาดโลกเพิ่มขึ้น แต่ก็อาจจะบรรเทาผลกระทบได้ในระยะสั้น

gas station

ขณะที่ประชาชนชาวอเมริกันก็เริ่มได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันหน้าปั้มที่สูงขึ้น โดยสมาคมยานยนต์แห่งอเมริการายงานว่า ค่าเฉลี่ยราคาน้ำมันเบนซินแตะระดับ 4.25 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในวันพุธที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจากระดับ 3.47 ดอลลาร์ต่อแกลลอนเมื่อ 1 เดือนก่อน และนับเป็นช่วงเวลาที่ชาวอเมริกันเจอกับราคาน้ำมันแพงที่สุดในรอบ 7 ปี

อีกทั้งไปเดนยังคงยืนกรานว่า ประธานาธิบดีรัสเซีย วลาดิมีร์ ปูติน คือต้นเหตุที่ทำให้ราคาน้ำมันแพง และรัสเซียต้องรับผิดชอบ

“นี่เป็นขั้นตอนที่เรากำลังดำเนินการเพื่อสร้างความเจ็บปวดให้ปูตินมากขึ้น แต่จะมีต้นทุนที่คนอเมริกันต้องแบกรับเช่นกันในสหรัฐอเมริกา” โจ ไบเดน

แหล่งอ้างอิง
Axios The Wall Street Journal New York Post

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า