“Soft Power” การส่งออกวัฒนธรรม ที่ไม่ใช่แค่นาฏศิลป์ไทย อาหารไทย หรือศิลปะดั้งเดิม พลังของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่สร้างมูลค่ามหาศาล

คำว่า “Soft Power” กลับมาเป็นที่พูดถึงในสังคมไทยอีกครั้ง หลังจากที่กระแสของศิลปินไทยอย่าง มิลลิ ดนุภา คณาธีรกุล ที่ได้ขึ้นโชว์บนเวทีมหกรรมดนตรีและศิลปะระดับโลกอย่าง ‘Coachella’ โดยการนำทั้งภาษาไทยในบทเพลง และการของหวานสุดฮิตที่เป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนไทยและชาวต่างชาติอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ไปขึ้นโชว์บนเวที

แรงกระเพื่อมที่เกิดขึ้นกลายเป็นกระแสทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ที่มีการค้นหาคีย์เวิร์ดต่างๆ ในโลกออนไลน์ว่า น้องมิลลิคือใคร และข้าวเหนียวมะม่วงคืออะไร ซึ่งการค้นหาคำสำคัญนี้เกิดขึ้นทันทีหลังการโชว์ของเธอ ทั้งในประเทศไทย ประเทศแถบอาเซียน จีน รวมทั้งสหรัฐฯ

ต้องยอมรับว่าพลังทางศิลปะ วัฒนธรรม เป็นสิ่งที่หลายประเทศพยายามสร้างขึ้นมาเพื่อให้คนทั้งโลกสนใจในตัวตนของชาติที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมนั้นๆ เพราะเมื่อประเทศเจ้าวัฒนธรรมไปปรากฏอยู่ในสายตาของชาวโลกแล้ว มันจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ มูลค่าการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว รวมถึงภาพลักษณ์ต่างๆ ที่ทำให้โลกรู้จักและจดจำได้ ไม่เป็นประเทศชายขอบนอกสายตาชาวโลก

เปิด 9 เรื่อง "มิลลิ" แร็ปเปอร์สาว ที่ทำให้คนทั้งโลกรู้จักเมืองไทย

หากจัดอันดับประเทศที่มีความแข็งแกร่งของ Soft Power แล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศชั้นแนวหน้าของโลก ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐฯ อังกฤษ เยอรมนี จีน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส หรือ อิตาลี ซึ่งนับว่าเป็นชาติที่มีความโดดเด่นในความเป็นตัวเองสูง ที่สามารถนำเสนอวัฒนธรรมความเป็นตัวเองให้โลกโอบรับได้อย่างไม่ต้องยัดเยียด

อย่างสหรัฐฯ เราเสพ Soft Power แทบทุกอย่างในชีวิตประจำวัน ทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว อย่างน้อยก็คือสื่อบันเทิง ภาพยนตร์ เพลง หรือข่าวสารจากฮอลีวูด ที่อย่างน้อยเราต้องรู้จักหรือได้ยินชื่อดาราจากอุตสาหกรรมบันเทิงนี้ไม่ต่ำกว่า 10 คนอย่างแน่นอน

ส่วนเยอรมนี ที่ขึ้นชื่อเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ และเทคโนโลยี ที่ทั่วโลกก็ให้การยอมรับในคุณภาพ และประสิทธิภาพว่า ถ้าเป็นของเยอรมนี คือดี เจ๋ง หรือสุดยอด วัฒนธรรมการดื่มเบียร์ที่ชาวเยอรมันผลิตเบียร์ขึ้นเป็นแห่งแรกในยุโรป และได้นำเบียร์มาใช้ประกอบพิธีกรรมของคริสตจักร จนกลายเป็นวัฒธรรมที่เผยแพร่ไปทั่วโลก หรือแม้แต่การศึกษาของเยอรมนีกลายเป็นการส่งออกสำคัญ โดยเฉพาะการศึกษาด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมขึ้นสูง ที่ภาษาเยอรมันนับเป็นภาษาหลักที่คนเรียนสายวิชาชีพนี้ จำเป็นต้องเรียนควบคู่ไปกับภาษาอังกฤษ

ส่วนญี่ปุ่นมีความคล้ายคลึงกับเยอรมนี เพียงแต่สิ่งที่เพิมเติมเข้ามาคือการใช้ศิลปะ-วัฒนธรรมร่วมสมัยของสื่อบันเทิงเข้ามาขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่งออกเป็นสินค้าสำคัญของประเทศ ซึ่งคนไทยและชาวโลกไม่มีใครไม่รู้จัก ตัวการ์ตูนดังๆ จากญี่ปุ่น หรือแม้แต่เกมคอนโซลค่ายดังๆ ก็มาจากญี่ปุ่นแทบทั้งสิ้น

Anime Anime Anime Anime Anime Anime Anime Anime Anime Anime Anime Anime on  Quickz

ขณะที่ประเทศที่มุ่งส่งออก Soft Power อย่างเข้มข้นในยุคนี้อย่างเกาหลีใต้ ที่แม้ว่าจะไม่คิด 1 ใน 10 ของประเทศที่ทรงพลังที่สุดของโลกในด้านนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเกาหลีใต้ได้พยายามผลักดันวัฒนธรรม K-POP ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็นวัฒนธรรมผสมระหว่างความเป็นโลกตะวันตก เข้ากับความเป็นเกาหลีใต้ สร้างคาแรคเตอร์ของตัวเองขึ้นมา แล้วส่งออกไปทั่วโลกอีกครั้ง ผ่านทางศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง ซีรีย์ ภาพยนตร์ หรือแม้แต่เกมต่างๆ ซึ่งใช้เวลาเพียงแค่ 20 ปีเท่านั้น ที่เกาหลีใต้ผลักดันจนตัวเองสามารถสร้างสปอร์ตไลท์ให้โลกจับจ้อง และยกระดับตัวเองขึ้นมาเป็นผู้ทรงอิทธิพลด้านอุตสาหกรรมบันเทิง ที่สำคัญรัฐบาลเกาหลีใต้สนับสนุนและผลักดันอย่างมาก ซึ่งกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ (MCST) เป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณในแต่ละปีสูงที่สุดเป็นอันดับ 1 เสมอมา

ดังนั้นเกาหลีใต้ที่แม้ว่าในอดีตจะไม่ได้มีวัฒนธรรมของตัวเองที่เข้มแข็ง เพราะต้องยอมรับว่าเกาหลีใต้ตั้งแต่ยุคโบราณ สมัยยังเป็นอาณาจักรโชซอน ก็ถูกครอบงำทางวัฒนธรรมจากประเทศที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างจีน หรือแม้แต่ญี่ปุ่นมาเสมอ แต่การที่ไม่ได้มีความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมดั้งเดิม ก็ไม่ใช่อุปสรรคในการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เป็นสไตล์ผสมผสานร่วมสมัยแล้วส่งออกไปให้ชาวโลกได้เสพ และกลายเป็นภาพจำของชาวโลกเป็นที่เรียบร้อย

ด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นจากกระแส Soft Power ทำให้อุตสาหกรรมอื่นๆ พลอยได้รับผลดีตามไปด้วย อย่างเช่นสินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ปรากฎผ่านสื่อ โดยเฉพาะสินค้าเกาหลีที่หากย้อนไปหลายปีคนไทยมักไม่เชื่อมั่นในคุณภาพ แต่ทุกวันนี้สินค้าเทคโนโลยีจากเกาหลีใต้ได้สร้างการรับรู้ผ่านสื่อ ผ่านไอดอล ไอคอนของประเทศจนเป็นที่ยอมรับ พร้อมกับการพัฒนาคุณภาพให้สูงขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นการวางยุทธศาสตร์เป็นโรดแมปของประเทศเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว

ทำให้ปัจจุันเกาหลีใต้ขึ้นไปอยู่อันดับ 12 ของการเป็น Soft Power ที่ทรงพลังของโลก จากการจัดอันดับโดย GLOBAL SOFT POWER INDEX 2022 และเป็นอันดับ 8 ของโลกในฐานะผู้ทรงอิทธิพลด้านอุตสาหกรรมบันเทิง ในะระยะเวลาเพียง 10 ปี โดยข้อมูลของของ Korea Creative Content Agency; KOCCA ระบุว่า ในปี 2021 เกาหลีใต้มีการส่งออก Soft Power ทั่วโลกมูลค่าทั้งสิ้น 195,000 ล้านบาท

K-pop listeners debate if idol music quality has declined recently | allkpop

กลับมามองที่ประเทศไทย ที่ผ่านมาคำว่า Soft Power มีการถูกพูดถึงอยู่เสมอในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และถูกหยิบยกเป็นนโยบายของหลายๆ รัฐบาลในความพยายามผลักดันศิลปะ-วัฒนธรรมของไทยให้อยู่ในสายตาชาวโลก

ด้วยพื้นฐานของความมีเอกลักษณ์ของไทยในเรื่องนาฎศิลป์ วิจิตรศิลป์ หัตถศิลป์ ไทยชูภาพลักษณ์เหล่านี้แก่สายตาชาวโลกมายาวนานหลายสิบปี และมักเป็นสิ่งที่ไทยพยายามสื่อสารความเป็นดั้งเดิม เป็นออริจินอล ความทรงคุณค่า แต่ว่าในโลกยุคปัจจุบันที่วัฒนธรรมที่ร่วมสมัยเข้ามาดึงความสนใจของผู้คน และใช้การประยุกต์ความเป็นโลกดั้งเดิมกับโลกยุคใหม่ เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าได้มากกว่า เข้าถึงง่ายกว่า และดึงดูดความสนใจได้มากกว่า ดังนั้นความเป็นออริจินอล อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการส่งออกวัฒนธรรมในยุคนี้

ในการจัดอันดับประเทศผู้ทรงอิทธิพลด้าน Soft Power ของโลกด้วยดัชนีเดียวกัน ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 35 ร่วงลงจากปีที่แล้วที่อันดับ 33 โดยข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์เปิดเผยว่า Soft Power ไทยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 8,900 ล้านบาท

ขณะที่ตัวเลขการขับเคลื่อน Soft Power ช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (ต.ค. 2564-มี.ค. 2565) ไทยส่งออกอาหาร ดิจิทัลคอนเทนต์ สุขภาพความงาม สินค้าสร้างสรรค์อัตลักษณ์ไทย และผลไม้ ทำเงินเข้าประเทศได้ 3,905 ล้านบาท

ไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีนโยบายในการส่งเสริมการส่งออกวัฒนธรรม แต่ที่ผ่านมาน่าจะมองไปถึงเรื่องความจริงจังในการผลักดันมากกว่า เพราะหากฟังเสียงสะท้อนจากภาคเอกชนที่ผลิตคอนเทนต์แล้ว มักตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า ที่คนทั่วโลกรู้จักละครไทย เพลงไทย ซีรีย์ไทย ศิลปินไทย เกิดจากการไปบุกตลาดนอกประเทศด้วยตัวเองทั้งสิ้น และใช้เวลายาวนานนับสิบปีกว่าที่คนภายนอกจะรู้จักและโอบรับสื่อบันเทิงของไทย ส่วนรัฐบาลเพิ่งตื่นตัวตามหลัง แต่ก็มาเป็นพักๆ ไม่ต่อเนื่อง

การเกิดขึ้นของ Soft Power ของไทย มักเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ แบบไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาครัฐ ภาคเอกชนต่างต้องดิ้นรนกันเอง อีกอย่างคือภาครัฐเองที่เป็นอุปสรรคในการพัฒนา เพราะข้อจำกัดของการแช่แข็งทางวัฒนธรรมที่มักจับขึ้นหิ้งไว้บนที่สูง แตะต้องไม่ได้ ทุกอย่างกลายเป็นของสูงของสงวนไปหมด มันเลยเป็นสิ่งที่ปิดกั้นความสร้างสรรค์ในการประยุกต์ความเป็นไทย ให้มีความโมเดิร์น ดังเช่นที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งไม่ว่าจะเป็นการนำผีนางรำราตรีไปอยู่ในเกมคอมพิวเตอร์ Home Sweet Home แล้วเกิดการตำหนิติเตียนจากหน่วยงานด้านกำกับดูแลวัฒนธรรม

โหลดเกม [PC] Home Sweet Home EP2 | Thailoadgmaes เว็บโหลดเกมฟรี

การที่ศิลปินระดับโลกอย่าง ‘เลดี้ กาก้า’ เคยสวมชฎาขึ้นคอนเสิร์ตในประเทศไทยเมื่อหลายปี พ.ศ. 2555 และกระทรวงวัฒนธรรม มีหนังสือถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ดำเนินการต่อ “เลดี้ กาก้า นักร้องสาวชื่อดัง เพราะการสวมชฎา และนำธงชาติมาผูกติดกับท้ายจักรยานยนต์แล้วนั่งซ้อนในขณะที่แสดงคอนเสิร์ตนั้นไม่เหมาะสม

หรือแม้แต่ลิซ่า แห่งวง Blackpink ที่ใส่เครื่องหัวแบบไทยใน MV ก็มีกระแสดราม่าว่าไม่เหมาะสมจากกลุ่มอนุรักษ์นิยม จนผู้ออกแบบต้องชี้แจงว่าไม่ใช่ชฎาแต่เป็นรัดกล้า ซึ่งสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า วัฒนธรรมของไทยกลายเป็นสิ่งที่แตะต้อง หรือต่อยอดได้ยาก และอาจส่งผลปิดกั้นความหลากหลาย ทำให้คนไม่กล้าคิด ไม่กล้าทำ โดนตีกรอบด้วยคำว่าไม่เหมาะสมต่อสิ่งดีงามที่กำลังค่อยๆ ถูกลดความสนใจลงในกลุ่มคนยุคปัจจุบัน

หากสังเกตในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมาจะพบว่า เมื่อเกิดกระแสใดๆ ในแต่ละครั้ง รัฐบาลก็จะขยับตัวทีนึง พอสิ้นกระแสทุกอย่างก็จะเงียบหายไป พอเกิดกระแสใหม่ ก็กระโดดมาเกาะกระแสอีกรอบ เป็นแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่มีความต่อเนื่องในการขับเคลื่อน สุดท้ายก็ไม่พ้นเอกชนที่ต้องขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ซึ่งในยุคนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่ายุคก่อนที่ไม่มีโซเชียลมีเดีย หรือแพล็ตฟอร์มต่างๆ ในการช่วยเผยแพร่คอนเทนต์ แต่มันจะดีกว่าหรือไม่ที่จะช่วยผลักดันอย่างเต็มที่ผ่านนโยบายที่ต่อเนื่อง ไม่เป็นไฟไหม้ฟางที่ลามแล้วจบไปเป็นรอบๆ เหมือนที่ผ่านมา

เพราะถ้ามองอย่างเปิดกว้างแล้ว คนเก่งๆ ศิลปินเก่งๆ บุคลากรเก่งๆ ที่เป็นคนไทย มักไปเติบโตและโด่งดังภายนอกประเทศที่ให้การสนับสนุนในด้านนี้อย่างจริงจัง และต้องมีคนอื่นมาบอกก่อนว่า คนนี้เก่งนะ คนนี้มีความสามารถนะ คนในประเทศถึงจะเห็นคุณค่าแล้วเชื่อว่าเก่ง แต่น้อยมากที่จะมองเห็นเพชรที่พร้อมเจียระไนจากคนในที่ผลักดันให้ไปฉายแสงบนเวทีโลก

เนตรดาว เถาถวิล: กฎหมายพรีโมเดิร์น กับวัฒนธรรมแช่แข็ง | ประชาไท บล็อกกาซีน

ที่สำคัญการตีความของ Soft Power คงไม่ใช่แค่การจัดงานหรือจัด Festival โชว์ศิลปวัฒนธรรมครั้งนึงแล้วมีคนมาร่วมงานเยอะ ภูมิใจว่าประสบความสำเร็จแล้วก็จบไป จากนั้นก็ภูมิใจใหม่เมื่อจัดงานแล้วคนก็มาร่วม แล้วไม่อาจยกระดับสร้างมูลค่าสูงในมิติทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่หรือสร้างความเชื่อในอุตสาหกรรมแวดล้อมอื่นๆ ได้

แต่มันคือการทำให้วัฒนธรรมที่แตกต่างเข้าไปแทรกซึมในชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องยัดเยียดว่ามันคือสิ่งที่ดี สิ่งที่ต้องรับไว้ สิ่งที่ต้องเสพ เพราะถ้าตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในยุคนี้คือเราดูซีรีย์เกาหลี ฟังเพลงจากวง K-POP รู้ข่าวสารจากโลกฮอลิวูด หรือแม้แต่การรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นปกติในชีวิตประจำวัน ทั้งๆ ที่ต้นกำเนิดมาจากญี่ปุ่น นี่ต่างหากคือการนำเอาสิ่งที่แตกต่างทางวัฒนธรรมเข้าไปอยู่ในวิธีชีวิตผู้คนได้คือความสำเร็จของ Soft Power ที่แท้จริง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า